ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    โฟกัสม็อบ “ระอุ” นอกสภากดดันการเมืองในสภา : จุดหักเห ทางสองแพร่ง

    ทีมข่าวการเมือง18 ต.ค. 2563 05:10 น.
    SHARE

    อิทธิพลพายุ 2–3 ลูกติดกัน ฟาดหางประเทศไทยทำฝนตกต่อเนื่อง

    ลมฟ้าอากาศที่เข้ากันพอดีกับบรรยากาศทางการเมือง สถานการณ์มรสุมพายุชุก ตีคู่ไปกับปรากฏการณ์ม็อบชุม ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองมาถึงจุดที่กลุ่มมวลชนกลับมายึดท้องถนน

    ยกระดับเดิมพัน เกมโค่นกระดานอำนาจ

    ห้วง “ตุลาฯ อาถรรพณ์” ล้อประวัติศาสตร์เลือด ย้อนฉากวิปโยคเมื่อหลายสิบปีก่อน

    อุณหภูมิร้อน ไต่ระดับทะลุจุดเดือด ตามเงื่อนไขสถานการณ์การเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษาคนรุ่นใหม่ ในนาม “คณะราษฎร 2563” มากันพรึบตามนัด

    ดีเดย์14 ตุลาคม ระดมชุมนุมใหญ่ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    ไม่ใช่ม็อบเบิ้มๆ แต่เป็นมวลชนมืดฟ้ามัวดิน

    ปักธง 3 ข้อเรียกร้อง 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออกทันที 2.รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย

    ไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม ไม่มีเบรกล้ำเส้นเขตแดนอันตราย

    ตามฟอร์มมวลชนรุ่นใหม่ลุยทะลุเพดาน กรุยทางไปสู่เป้าหมาย ไม่สนประวัติศาสตร์

    พฤติการณ์ขัดหูขัดตาคนแก่ ยั่วอารมณ์ฝ่ายอนุรักษนิยม

    สถานการณ์เริ่มกรุ่นตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม จากการที่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นำมวลชนไปจับจองพื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยล่วงหน้า ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

    ในจังหวะก้ำกึ่งขวางเส้นทางห้วงพระราชพิธี

    ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจสลายการชุมนุม ล็อกตัว “ไผ่ ดาวดิน” และแกนนำกว่า 20 คนไปคุมขัง

    ยอมเสี่ยงจุดชนวน “เผาหัว” ก่อนวันดีเดย์ชุมนุมใหญ่

    และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่กระตุ้นอารมณ์ ทำให้แนวร่วมกลุ่มประชาชนปลดแอกออกมาร่วมชุมนุมกันจำนวนมาก จากภาพข่าวล้นถนนราชดำเนิน ยิ่งเย็นค่ำยิ่งเยอะ

    นักเรียน นิสิต นักศึกษา มาให้เห็นพลัง “บริสุทธิ์” คนรุ่นใหม่

    พรึบแม้ไม่มีการเมืองจัดตั้ง เพราะการหลบต่ำของกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

    ที่สำคัญ สวนทางกับข้อมูลของหน่วยความมั่นคง ที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประสานเสียง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ

    มั่นใจ ม็อบมาไม่มาก ไม่ถึงหลักหมื่น เอาอยู่

    ขณะเดียวกัน ยังมีปฏิบัติการ “คู่ขนาน” กับปรากฏการณ์โผล่มาของแนวต้านม็อบรุ่นใหม่

    แกนนำม็อบรุ่นเก่า ทั้ง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวขบวนพรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตแกนนำกลุ่ม กปปส. นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส. “หมอเหรียญทอง” นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี ฯลฯ

    “ก๊วน กปปส.” รีเทิร์น รับเหมาภารกิจพิทักษ์สถาบัน

    ส่งสัญญาณนัดประชาชนแนวร่วมปักหลักรับขบวนเสด็จ ยึดชัยภูมิสำคัญแนวถนนราชดำเนิน ทั้งสนามหลวง ข้างวัดพระแก้ว ลานพระบรมรูปทรงม้า

    ดักหัว ดักท้าย ประกบม็อบประชาชนปลดแอก

    ตามรูปการณ์เผชิญหน้า เสี่ยงต่อการกระทบกระทั่ง เข้าจุดเกม “แลกเลือด”

    แต่ด้วยเงื่อนเวลาที่เปลี่ยนไป พลังของแกนนำ กปปส.ไม่ขลังเหมือนเก่า อีกทั้งโดยสถานะของผู้มีส่วนได้เสีย ทีม “ลุงกำนัน” แฝงเหลี่ยมรักษาอำนาจและผลประโยชน์ที่แชร์กันในขุมข่ายรัฐบาล 3 ป.

    เกมปลุกพลัง กปปส.ต้านม็อบนักศึกษาเลยต่อไม่ติด

    อีกทั้งมวลชนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้คิดต่อกรด้วย ตามอารมณ์แนวร่วมปัญญาชนหลีกเลี่ยงการปะทะ

    ม็อบชนม็อบจึงไม่เกิดตามเงื่อนไข

    และเหมือนจะคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง ตามจังหวะที่ม็อบปลดแอกยอมย้ายฐานชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล สัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจ กดดัน พล.อ.ประยุทธ์ลาออก

    ลดโทนการกดดันท้าทาย ห้วงพระราชพิธีสำคัญ

    อย่างไรก็ดี ชนวนร้อนทะลักขีดจำกัด กลายเป็นช็อต “บีบหัวใจ” ตามฉากที่กลุ่มผู้ชุมนุมประชาชนปลดแอกมีการขวางขบวนเสด็จฯ ที่ผ่านถนนพิษณุโลก ข้างทำเนียบรัฐบาล

    สถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทย

    “ภาพบาดตา” ถึงจุดที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจยอมไม่ได้

    เงื่อนไขหักดิบ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อควบคุมและดูแลสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง กรณีการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร 2563

    สั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับพวกที่ขัดขวางขบวนเสด็จฯ

    ต่อเนื่องกับการกดปุ่มสั่งการเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมม็อบประชาชนปลดแอกในช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 15 ตุลาคม พร้อมล็อกตัวแกนนำคนสำคัญอย่างนายอานนท์ นำภา “เพนกวิน” นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ รวมทั้งไล่ตามจับกุมตัว “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล คาโรงแรมที่พัก ส่งตัวดำเนินคดี

    ชิงตัดหน้า ไม่ทันที่แกนนำประกาศยุติชุมนุมตอนเช้าวันเดียวกัน

    รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ตัดสินใจ สกัดเด็กรุ่นใหม่ไต่ระดับทะลุเกินพิกัด งัดดาบอาญาสิทธิ์ จัดกฎหมายพิเศษให้ตำรวจ ทหาร คุมเกม โดยไม่ต้องขอหมายศาล

    ตามจังหวะที่ พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ แม่ทัพภาคที่ 1 มีคำสั่งด่วน เรียกผู้บังคับกองพันทุกกองพันของกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) และกองพลทหารราบที่ 11 (พล.ร.11) เข้ามาประชุมที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1

    เพื่อเตรียมความพร้อมดูแลสถานการณ์ในกรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้ ร.9 พัน.1 ร.9 พัน.2 และร.9 พัน.3 จัดเจ้าหน้าที่ทหารกองพันละ 1 กองร้อย เข้าดูแลความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาล สำหรับส่วนที่เหลือให้เตรียมความพร้อมไว้ในที่ตั้ง หากเกินสถานการณ์ฉุกเฉินให้เข้าสมทบทันที

    ฝ่ายความมั่นคงเล่นบทดุดัน มาตรการเข้มน้องๆปฏิวัติรัฐประหาร

    เป้าหมายล็อกการเคลื่อนไหวของม็อบนักเรียน นิสิต นักศึกษา

    แต่จับอาการ ไม่มีทางยอมง่ายๆแน่ อารมณ์แบบที่นายอานนท์ชิงประกาศบนเวทีก่อนการสลายชุมนุม ส่งสัญญาณมวลชนปลดแอกจะจัดม็อบดาวกระจาย ยึดย่านราชประสงค์

    ยกระดับเป็น “ฮ่องกงโมเดล”

    ในจังหวะโผล่ออกมาหนุนหลังม็อบเต็มตัว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลต้องปล่อยตัวผู้ชุมนุม

    นายกฯต้องสั่งยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที หยุดก้าวล่วงประชาชน

    เตือนแกมขู่ มิฉะนั้นสถานการณ์จะมีแต่ลุกลามบานปลาย ขยายวงการชุมนุมออกไปทั่วประเทศ ยกเหตุประวัติศาสตร์เลือดเดือนตุลาคม ได้พิสูจน์แล้วว่าการใช้กำลังปราบปราม ปิดปากประชาชน ไม่ช่วยให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ แต่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งและแตกแยก การกระทำของผู้มีอำนาจในวันนี้ กำลังผลักประเทศไทยให้เดินทางไปสู่จุดแตกหักอย่างมิอาจหวนคืนได้อีก

    เงื่อนไขสถานการณ์ไหลมาถึงจุดยากหลีกเลี่ยงปะทะแตกหัก

    ล่าสุดโหร 3­–4 สำนักฟันธง จับตาการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในห้วงไม่เกินปลายปีนี้

    โดยจังหวะที่เกมนอกสภาจ่อทะลักองศาเดือด บีบเกมในสภาลากเวลาตีกินต่อไปไม่ได้ อาการแบบที่ “ส.ว.ลากตั้ง” ส่งซิก รัฐบาลล็อบบี้ได้ 84 เสียง ส.ว.พร้อมรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางตั้ง ส.ส.ร.

    หวังผ่องแรงดัน ผ่อนดีกรีองศาเดือด

    ณ จุดที่ยังดึงเบรก ชะลอคันเร่ง เลี่ยงเส้นทางไปสู่การนองเลือด

    ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์อำนาจที่ต้องยอมรับประเทศไทยเดินมาถึง “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ยากจะฝืนโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปตามโลกยุคใหม่ และลักษณะทางสังคม

    คนรุ่นใหม่ที่คิดต่างจากคนสูงวัย ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกัน

    ท้าทายทุกกลุ่มฝ่ายในบ้านเมืองจะฝ่าภาวะอันตรายนี้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนอยู่บนจุดหักเห “ทางสองแพร่ง”

    ที่แน่ๆรัฐบาลและประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

    เพียงแต่ยังมีโอกาสเลือก ณ วันที่ยังกำหนดได้ จะเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ ว่ากันตามระบบ

    หรือลุยนอกระบบ เปลี่ยนแปลงบนซากปรักหักพัง.

    “ทีมการเมือง”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองชุมนุมชุมนุมแยกราชประสงค์ชุมนุม 14 ตุลาแยกปทุมวันม็อบ 14 ตุลา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 08:53 น.