ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ ข้อกำหนด ที่ลงนามโดย “บิ๊กตู่” หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมควบคุมตัว ห้ามชุมนุมมั่วสุม 5 คนขึ้นไป
วันที่ 15 ต.ค. 2563 ภายหลังราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินท่ีมีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาบางส่วนระบุว่า เป็นการชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวม นายกรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินท่ีมีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ต้ังแต่วันท่ี 15 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น. นั้น
เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ยังเผยแพร่ ประกาศ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ประกาศ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยฉบับนี้เป็นการกำหนดให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้
1. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเก่ียวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำส่ังเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
3. ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอำนาจออกคำส่ังยึดหรืออายัดอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารหรือการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการ ส่งเสริม หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
4. ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าท่ีเพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรง ให้ยุติโดยเร็วและหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ร้ายแรงน้ันได้ทันท่วงที
5. ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบมีอำนาจส่ังห้ามมิให้บุคคลกระทำการใดๆ หรือส่ังให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดๆ เท่าท่ีจำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน
6. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจส่ังการ ห้ามกระทำการอย่างใดๆ ที่เป็นการปิดการจราจร ปิดเส้นทางคมนาคม หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้ไม่อาจใช้เส้นทางคมนาคมได้ตามปกติในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
7. ในการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศนี้ ให้ใช้มาตรการตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยระมัดระวังมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควร
ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ดังนี้
ข้อ 1 ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ต้ังแต่ 5 คนข้ึนไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ข้อ 2 ห้ามเสนอข่าว จําหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มีข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร
ข้อ 3 ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะ หรือให้ใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะโดยมีเงื่อนไข ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด
ข้อ 4 ห้ามใช้ เข้าไป หรืออยู่ในอาคารหรือสถานท่ีใดๆ และให้ออกจากอาคาร หรือสถานท่ีใดๆ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด
ข้อ 5 ในการดำเนินการตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 หัวหน้าผู้รับผิดชอบจะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกําหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามที่เห็นสมควร เพื่อมิให้มีการปฏิบัติท่ีก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้