ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ตอกลิ่มความขัดแย้ง เพื่อไทยฉะยับ ไอโอชิงมวลชน ยุแอปอื่นปิดบัญชี

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์11 ต.ค. 2563 05:23 น.
    SHARE

    “อนุดิษฐ์” หยันชิงมวลชนไม่เวิร์ก เรียกร้องทุกแอปพลิเคชันสแกนไอโอ ทหารตอกลิ่มความขัดแย้ง ตอกหน้ารอง เสธ.ทบ. คนไทยรู้ดีควรเชื่อข้อมูลใคร “พิชัย” กระแทกซ้ำเร่งแก้ไข เลิกแก้ตัว ลั่นทำแบบนี้ถึงต้องปฏิรูป ตัดงบฯ ระงับซื้ออาวุธ “พิธา” บี้กองทัพแจงให้ชัดแอ็กเคาต์ปลอม ปลุกความเกลียดชัง คุ้มหัวสืบทอดอำนาจ ตร.จัดเต็มรับม็อบ 95 กองร้อย พร้อมอาวุธพิเศษ รถผู้ต้องขัง 95 คัน “คณะราษฎร” แถลงการณ์แจงไม่ขวางขบวนเสด็จฯ อ้างประกาศนานแล้วจะชุมนุม 14 ต.ค. แนะ ตร.หาเส้นทางใหม่ ลูกชาย “พระยาพหลฯ” ปลื้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ลืมอดีต เชื่อวิญญาณบรรพบุรุษคงภูมิใจ แนะใช้สติปัญญาอย่าใช้อารมณ์

    หลังจากกองทัพบกชี้แจงปฏิเสธข้อมูลรายงานของฝ่ายดูแลความปลอดภัยการใช้ของเครือข่ายสังคม ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ทวิตเตอร์ ที่สั่งระงับบัญชีผู้ใช้ที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสารของรัฐ หรือไอโอ 926 บัญชี ระบุว่าเชื่อมโยงกับกองทัพบกไทยใช้ไอโอสนับสนุนกองทัพบกและรัฐบาล พร้อมโจมตีนักการเมือง ฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอื่นๆ ตรวจสอบบัญชีปลอมปล่อยข่าวเท็จสร้างความแตกแยกด้วย

    “อนุดิษฐ์” เชียร์ปิดบัญชีไอโอ

    เมื่อวันที่ 10 ต.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีต รมว.เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายดูแลความปลอดภัยการใช้ของเครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ทวิตเตอร์ ระงับบัญชีผู้ใช้ที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสารของรัฐ หรือไอโอ จำนวน 1,594 บัญชี และเป็นบัญชีในประเทศไทยเกี่ยวโยงกับกองทัพบกถึง 926 บัญชีว่า ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ให้บริการ เมื่อตรวจสอบพบบัญชีผู้ใช้งานนำบริการของเขาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก เกลียดชัง ความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ผู้ให้บริการปิดบัญชีผู้ใช้เหล่านั้น

    เฉ่งชิงมวลชนวิธีนี้ไม่เป็นผลดี

    “นอกจากนี้เชื่อว่าการใช้กำลังพลปฏิบัติการข่าวสารคงไม่ได้มีเฉพาะในทวิตเตอร์ เพราะหากพบตามที่ทวิตเตอร์มีข้อมูล ทำให้เชื่อได้ว่าคงมีปฏิบัติการเช่นนี้ในแอปพลิเคชันอื่นด้วย จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ให้บริการแอปพลิเคชันรายอื่นจะเร่งตรวจสอบ หากพบบัญชีผู้ใช้บริการใดทำไม่ตรงวัตถุประสงค์ ปล่อยข่าวเท็จเพื่อสร้างความแตกแยกเกลียดชังควรงดให้บริการเช่นเดียวกัน ส่วนหน่วยงานรัฐใดที่ให้กำลังพล ทำเรื่องเช่นนี้ต้องเร่งสั่งการให้เลิกปฏิบัติ เพราะการแย่งชิงมวลชนด้วยวิธีนี้ ไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชน” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

    ตอก ทบ.คนไทยรู้ดีควรเชื่อข้อมูลใคร

    เมื่อถามว่า พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสนาธิการทหารบก ออกมาระบุว่า กองทัพใช้ทวิตเตอร์แบบเปิดเผย ไม่มีนโยบายทำทวิตเตอร์อวตารเพื่อไอโอ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงต้องขอบคุณที่กองทัพออกมาชี้แจง แต่น่าแปลกใจที่ทวิตเตอร์ ซึ่งถือเป็นแอปพลิเคชันที่มีข้อมูลแม่นตรงมากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง กลับมีข้อมูลที่มาพาดพิงกองทัพบก เป็นเรื่องที่ทำให้แปลกใจ คิดว่าคนไทยทั้งประเทศคงมีวิจารณญาณว่าจะเชื่อทวิตเตอร์หรือกองทัพ

    “พิชัย” โวยโดนกวนบ่อยจนรำคาญ

    ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและทหารมีความพยายามจะปฏิบัติการไอโอที่บิดเบือน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลายครั้งได้สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ถูกต้องให้กับประชาชนและสร้างความเกลียดชัง จากข้อมูลในสื่อมีการตรวจสอบพบว่า 11 อันดับแรกที่โดนปฏิบัติการไอโอก่อกวนมากที่สุดเป็นของนักการเมืองพรรคก้าวไกล และอนาคตใหม่ อันดับที่ 12 เป็นของตน ซึ่งโดนก่อกวนบ่อยครั้งมากจนเป็นที่น่ารำคาญ บางครั้งข้อความเดียวกันหรือรูปแบบเดียวกันส่งออกมาจาก 7-8 บัญชีที่ชื่อไม่ซ้ำกัน พูดแบบเดิมๆ เหมือนไม่มีความคิด ถูกสั่งให้ส่งก็ส่งมา

    ซัดถึงต้องปฏิรูป-ลดงบฯ-ระงับซื้ออาวุธ

    นายพิชัยกล่าวว่า บริษัทระดับโลกอย่างทวิตเตอร์ คงไม่ใส่ร้ายทหารหรือรัฐบาลไทยแบบไม่มีข้อมูล เพราะไม่มีประโยชน์อะไร แทนที่รัฐบาลและทหารจะแก้ตัวควรจะต้องรีบแก้ไขและเลิกการกระทำดังกล่าวจะดีกว่า เพราะประชาชนโดยเฉพาะนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ฉลาดพอที่จะแยกแยะได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ การที่มีการใช้เงินหลวงจากภาษีประชาชนเพื่อทำปฏิบัติการไอโอสร้างความแตกแยก แทนที่จะต้องทำหน้าที่สร้างความสงบ เป็นการใช้เงินภาษีอย่างผิดประเภท และการที่ทหารใช้เงินหลวงแบบนี้ยิ่งเป็นเหตุผลที่ต้องปฏิรูปกองทัพ และจะต้องปรับลดงบประมาณทางการทหารที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงระงับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่จำเป็นทั้งหมด

    ฉะแก๊งสืบอำนาจหน้าด้านกอด รธน.

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะ กรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การชุมนุมของคณะราษฎร วันที่ 14 ต.ค. เป็นการสานต่อจากการชุมนุมใหญ่เมื่อ 19-20 ก.ย. ที่ฉายภาพความจริงของความเหลื่อมล้ำในสังคม อันเป็นผลจากการกระทำของขบวนการสืบทอดอำนาจ และความกล้าแสดงออกของประชาชนตามสิทธิเสรีภาพ ขณะนี้ได้ขยายผลมาถึงจุดของการเชิญชวนภาคประชาชนทุกสาขาอาชีพให้เข้าร่วมยกระดับเพิ่มจำนวนมวลชน เดินสู่เป้าหมายคือการขับไล่นายกฯสืบทอดอำนาจให้พ้นตำแหน่งไป บนเหตุผลที่ตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 คือต้นตอพาชาติล่มจม ผสมกับใช้เล่ห์เพทุบายให้กองทัพมาหนุนหลัง ใช้ความหน้าด้านกอดรัฐธรรมนูญปี 60 เอาไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคุ้มหัวตัวเองและลิ่วล้อเครือข่ายของขบวนการสืบทอดอำนาจ จึงเป็นเหตุให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยาก

    ทางรอดเดียวนายกฯต้องออกไป

    “รูปการณ์แบบนี้เป็นเหตุให้บรรยากาศของประเทศพร่ามัว ไม่เอื้อต่อการค้าการลงทุน เศรษฐกิจของประเทศจึงเดินสู่ความพังพินาศ ทางออกของประเทศจึงเหลือเพียงคำตอบเดียว คือนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจต้องออกจากตำแหน่งไป จากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็จะลื่นไหลสู่รูปธรรมตามมาได้ สัญญาณการชุมนุมประท้วงใหญ่ 14 ต.ค.มันจึงชัดเจนว่าการชุมนุมจะยุติก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจต้องออกจากตำแหน่งไปก่อนเท่านั้น” พล.ท.ภราดรกล่าว

    “พิธา” สัญจรปทุมธานียันไปม็อบ 14 ตุลา

    เมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดเขียนเขต พระอารามหลวง จ.ปทุมธานี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ ส.ส.พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่เปิดตัว “โครงการก้าวไกลสัญจร” ครั้งแรก เพื่อรณรงค์เดินหน้าปักธงประชาธิปไตย โดยช่วงเช้าทางคณะได้เข้ากราบนมัสการพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขตและเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนจะลงพื้นที่สำรวจเส้นทางการคมนาคม เส้นทางสัญจรทางน้ำบริเวณคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ตั้งแต่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมพบปะประชาชนที่ตลาดสะพานแดง

    นายพิธาให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.ว่า หากรัฐบาลต้องการผ่อนอุณหภูมิทางการเมือง เห็นว่าอย่างน้อยควรมีการโหวต เพื่อให้ได้ข้อสรุปถึงทิศทางการแก้กฎหมายของประเทศ หากเตะถ่วงไม่เป็นผลดี การเพิ่มอุณหภูมิทางการเมือง เป็นการผลักปัญหาประชาชนออกไปนอกสภา เรียกร้องไปยังภาครัฐ ตำรวจ ให้ดูแล คุ้มครองประชาชน ส่วนข้อกังวลว่าอาจจะมีการเผชิญหน้ากัน รวมถึงตามกำหนดการ มีการใช้เส้นทางขบวนเสด็จที่ใกล้กับที่ชุมนุม เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถบริหารสถานการณ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ ยืนยันว่าตนจะไปร่วมชุมนุมในวันดังกล่าวด้วย

    บี้กองทัพบกแจงไอโอให้ชัด

    นายพิธากล่าวถึง กรณีทวิตเตอร์เปิดเผยรายงาน ว่าประเทศไทยมีการใช้แอ็กเคาต์ปลอม และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพบก ว่า ตนสงสัยจุดยืนกองทัพ และรัฐบาล ตอนที่ตนเป็น กมธ.งบประมาณ ได้ฟังกองทัพบกชี้แจงระบุว่าไม่มีการใช้งบฯไปจัดทำประเด็นดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันเจ้าของทวิตเตอร์ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในการใช้แอ็กเคาต์ปลอมเพื่อสร้างความแตกแยกและความเกลียดชัง ไทยไม่ควรจะได้รับการยกให้เป็นอันดับ 1 ในเรื่องดังกล่าว และไม่ควรจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความ เหลื่อมล้ำอันดับ 1 แต่ควรเป็นในเรื่องส่งออก การเกษตร และเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า อยากฝากไปถึงกองทัพให้ชี้แจงข้อสงสัยให้ประชาชนหายเคลือบแคลงใจ

    “วรงค์” สงสัยขบวนการชักศึกเข้าบ้าน

    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะแกนนำกลุ่มไทยภักดีโพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ขบวนการชักศึกเข้าบ้าน” ว่า น่าสนใจมากที่อยู่ๆ มีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงนี้ คือ 1.ทวิตเตอร์อ้างไอโอกองทัพ 926 บัญชี ฝ่ายชังชาติขานรับขยายผลทันที แต่การปั่น #หยุดคุกคามประชาชนที่มีรายงานบัญชีมาจากต่างประเทศมากถึง 7,928,492 บัญชีกลับไม่สนใจจะพูด ทั้งที่ส่วนใหญ่มาจากบัญชีทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ถ้าเทียบกับ 926 บัญชี แทบจะเป็นเศษธุลี ที่สำคัญใน 926 บัญชีไม่ใช่มีแต่บัญชีกองทัพ มีบัญชีของพรรคอนาคตใหม่รวมอยู่ด้วย 2.การที่ ส.ส.พรรคกรีนเยอรมัน ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีต่างประเทศด้วยข้อมูลผิด เช่น รัฐบาลทหารยุบพรรคอนาคตใหม่หลังการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเพราะทำผิดกฎหมายการเงินของ พรรคการเมือง โดยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือมีการใช้คำว่ารัฐบาลทหาร เมื่อพูดถึงรัฐบาลไทยทุกคำพูด รัฐบาลและคนไทยต้องตระหนักเราจะปล่อยให้คนพวกนี้ ร่วมมือกับต่างชาติกระทำกับประเทศแบบนี้อีกนานเท่าไร

    คณะราษฎรแนะ ตร.จัดเส้นทางใหม่

    เมื่อเวลา 12.00 น. กลุ่มม็อบนักเรียน นักศึกษา และภาคประชาชน ในนาม “คณะราษฎร” ออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน เรื่อง “จะไม่มีการขัดขวางขบวนเสด็จฯ” ใจความระบุว่า คณะราษฎรขอยืนยันว่าเราจะไม่มีการขัดขวางขบวนเสด็จฯ หากมีขบวนเสด็จฯผ่านยังพื้นที่ชุมนุม หากสื่อสำนักใด หรือกลุ่มใดก็ตามกำลังพยายามสร้างความเกลียดชังแก่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจงหยุดการกระทำเหล่านั้น เราได้ประกาศไปเป็นเวลานานก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมาและครั้งต่อๆไปที่จะเกิดขึ้น ล้วนเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ หากเกิดเหตุผิดปกติอันใดขึ้น ขอให้ประชาชนจงตระหนักว่านั่นไม่ได้มาจากผู้ชุมนุม แต่กลับมาจากมือที่สาม หรือฝ่ายรัฐเอง ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ หากตำรวจยังไม่จัดเส้นทางรถยนต์กษัตริย์ใหม่ หากมีผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก ขบวนจะผ่านก็ยากและลำบากต่อการจราจร ตำรวจจึงควรจัดเส้นทางที่ทำให้กษัตริย์ไม่ต้องเสี่ยงต่อมือที่สาม ที่จ้องจะสร้างสถานการณ์

    ยันไม่ขวางขบวนเสด็จฯ

    แถลงการณ์คณะราษฎรระบุว่า เราทุกคนต่างมีสิทธิในการใช้ถนนอย่างเท่าเทียมกัน หากช่วงที่มีขบวนรถกษัตริย์ผ่าน การจราจรยังไม่ถูกปิดจากการใช้พื้นที่ชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมจะให้ทุกคนได้ใช้ถนนร่วมกัน โดยจะไม่มีการขัดขวาง หรือก่อให้เกิดความไม่สะดวกใดๆแก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งขบวนเสด็จฯของกษัตริย์ด้วย “ผู้ชุมนุมจะยืนอย่างสงบโดยชู 3 นิ้ว ร่วมกันแสดงออกอย่างสันติวิธี และสื่อถึงข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มิใช่ล้มล้าง เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม ไม่ถอยห่างจากระบอบประชาธิปไตย

    ลูกพระยาพหลฯดีใจชนรุ่นหลังไม่ลืม

    วันเดียวกัน พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา วัย 81 ปี บุตรชายของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งใน 4 แกนนำคณะราษฎร ที่ก่อการปฏิวัติสยามเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 กล่าวถึงการที่แกนนำม็อบนักเรียน นักศึกษาและภาคประชาชนรวมตัวกันในนาม “คณะราษฎร” ว่าในฐานะทายาทคณะราษฎร รู้สึกภูมิใจแทนบิดา และเชื่อว่าถ้าดวงวิญญาณโลกนี้มีอยู่จริงเมื่อรับทราบจะต้องดีใจ เพราะจากเดิมอย่าว่าแต่คน แม้แต่สุนัขยังไม่มอง แต่วันนี้มีคนในยุคปัจจุบันได้ทราบและเห็นถึงคุณงามความดี เชื่อว่าเหตุที่ม็อบนักศึกษาใช้ชื่อคณะราษฎร เป็นสัญลักษณ์น่าจะมาจากการได้ศึกษาเรียนรู้ผ่านโซเชียล มีเดีย จนทราบความจริงของประวัติศาสตร์ที่ถูกปกปิด มานาน กระทรวงศึกษาฯไม่พยายามจะวางรากฐานการศึกษาให้คนไทยคิดวิเคราะห์เองเป็น คนจึงไม่ทราบ ว่าแม้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว แต่ไทยยังไม่มีประชาธิปไตยแท้จริง ถ้ามีจริงบรรดาผู้มีอำนาจต้องคิดเผื่อว่าลูกหลานในอนาคตจะอยู่กันอย่างไร แต่ทุกวันนี้คิดแค่ตัวเองกับพวกจะอยู่อย่างไรเท่านั้น แน่นอนเมื่อคนรุ่นใหม่ได้ทราบความจริงว่า หลายประเทศเขาใช้จรวดกัน แต่ไทยยังใช้เกวียนก็ต้องอยากเปลี่ยนแปลงบ้าง

    เตือนใช้สติปัญญาอย่าใช้อารมณ์

    ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการชุมนุมของคณะราษฎร วันที่ 14 ต.ค.จะเกิดความรุนแรงหรือไม่ พ.ต.พุทธินาถ บอกว่า ขอให้ใช้สติและปัญญาให้เต็มที่ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด ได้ติดตามข่าวการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย. เห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่มีความสามารถ อย่างน้อยก็พอที่จะเขกหัวผู้เฒ่าได้ ด้วยการเปลี่ยนจากจะเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลมาไปทำเนียบองคมนตรีแทน ทั้งนี้ อยากให้คิดว่าในโลกใบนี้ ทุกอย่างไม่มีอะไร ราบเรียบ ทุกคนเกิดมาเพื่อสู้กับปัญหา ต้องใช้สติปัญญาฟันฝ่าไตร่ตรองวางแผนให้รอบคอบและอย่าใช้อารมณ์ ส่วนตัวแม้ไม่เคยเจอแกนนำคนไหนไม่ว่าจะเป็นฟอร์ด เพนกวิน รุ้ง อานนท์ แต่ขออวยพรให้ทุกคนโชคดี สิ่งที่คิดในทางที่ดี ขอให้ได้เป็นผลสำเร็จ

    ตร.ระดม 95 กองร้อยคุมม็อบ 14 ต.ค.

    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มีบันทึกข้อความถึง ผบช.น. บช.ภ.1-9 และ ตชด.ขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชนจำนวน 95 กองร้อย เพื่อปฏิบัติภารกิจการรักษาความปลอดภัย และการรักษาความสงบเรียบร้อย การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมการชุมนุมคณะราษฎร ที่เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุม “เพราะเราทุกคนคือคณะราษฎร และคณะราษฎรยังไม่ตาย” วันที่ 14 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 14.00 น. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง

    จัดเต็มอาวุธพิเศษ รถผู้ต้องขัง 95 คัน

    บันทึกข้อความของรอง ผบ.ตร. ระบุอีกว่า เพื่อให้การดูแลการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพและสนับสนุนภารกิจของ บช.น.จึงให้หน่วยต่างๆดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.ให้หน่วยจัดกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ประจำกาย สนับสนุน บช.น.จำนวน 95 กองร้อย ใช้ยอดกำลังพลดังต่อไปนี้ ตชด.จำนวน 12 กองร้อย บช.ภ.1 จำนวน 9 กองร้อย บช.ภ.2 จำนวน 10 กองร้อย บช.ภ.3 จำนวน 13 กองร้อย บช.ภ.4 จำนวน 13 กองร้อย บช.ภ.5 จำนวน 9 กองร้อย บช.ภ.6 จำนวน 12 กองร้อย บช.ภ.7 จำนวน 9 กองร้อย และ บช.ภ.9 จำนวน 8 กองร้อย โดยให้กองร้อย คฝ.ที่สนับสนุนดำเนินการดังนี้ 1.จัดเตรียมอุปกรณ์อาวุธพิเศษ ระดับกองร้อย (อัตรา 1 หมวด) 2.จัดเตรียมรถควบคุมผู้ต้องหาขนาดเล็กพร้อมพลขับกองร้อยละ 1 คัน 3.จัดชุดเจรจาต่อรองกองร้อยละ 3 นาย โดยมีนายตำรวจสัญญาบัตรเป็นผู้ควบคุม ทั้งนี้ ให้กำลัง คฝ. (ผบ.ร้อย) ที่สนับสนุน บช.น.รายงานตัวในวันจันทร์ที่ 12 ต.ค.ให้สอบถามเวลา สถานที่และประสานการปฏิบัติกับ บช.น.

    คนโคราชลั่นไปร่วมทวงคืน ปชต.

    เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมืองนครราชสีมากลุ่ม “#เยาวชนโคราช เพื่อประชาธิปไตย #จั๊กอ่ายเหว่ย์นู๋ละงัด ใครงึดมาเจอกัน” จัดการชุมนุมเรียกร้องฟื้นฟูประชาธิปไตย มีเครือข่ายเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาใน จ.นครราชสีมา กลุ่ม #โคราชจะไม่ทน #ประชาชนปลดแอก กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.โคราช นั่งกางร่มสวมชุดกันฝนปักหลักชุมนุมหน้าเวที ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง มีการนำพวงหรีดดอกไม้สด 1 พวง พวงหรีดดอกไม้จันทน์ 1 พวงมาตั้ง นำผืนผ้า สกรีนรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข เป็นต้น มาให้มวลชนเดินเหยียบย่ำ ขณะที่แกนนำผลัดกันขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาล และเชิญชวนชาวโคราชไปร่วมชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. ทวงคืนประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ โดยแจ้งว่ากลุ่มคนเสื้อแดง อ.เมืองนครราชสีมาจะไปร่วมชุมนุมแสดงพลังหลายร้อยคน กระทั่งเวลา 18.00 น. ได้ยืนตรง ชู 3 นิ้วร้องเพลงเคารพธงชาติ

    กมธ.มั่นใจได้ข้อสรุปทันแก้ รธน.

    นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะโฆษกอนุกรรมาธิการพิจารณาเสนอความเห็นประเด็นข้อกฎหมายในคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ กล่าวว่า อนุ กมธ.ได้พิจารณาเสร็จแล้ว 2 ประเด็นคือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง ส.ส.ร.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ 2.ให้ทำประชามติหลังจากเสร็จวาระ 3 ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ไม่ใช่มติที่ประชุมอนุ กมธ.เพราะไม่มีการลงมติ เป็นแค่สรุปความเห็นเสียงข้างมาก มี ส.ว.เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย ส่วนการแก้ไขรายมาตราของฝ่ายค้าน คงได้แค่พิจารณาจากเอกสาร วันที่ 14 ต.ค.ช่วงเช้าอนุ กมธ.จะสรุปอีกครั้ง ช่วงบ่ายจะส่งให้ กมธ.ชุดใหญ่รับทราบว่าจะเห็นตรงตามที่ อนุ กมธ.หรือไม่ กมธ.ต้องสรุปให้ได้ข้อยุติภายในวันที่ 22 ต.ค. ดูแล้วน่าจะพิจารณาทัน ไม่ต้องขยายเวลา

    “สมชาย” สวนอนุ กมธ.ไม่ใช่เสียงชี้ขาด

    นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ กล่าวว่า ความเห็นอนุ กมธ.เป็นแค่เสียงข้างมาก ไม่ใช่มติอนุ กมธ.ไม่ถือเป็นเสียงชี้ขาด ต้องหารือในที่ประชุม กมธ.อีกครั้ง เท่าที่ทราบ กมธ.จะไม่ลงมติ แต่จะเสนอความเห็นทางเลือกของทุกฝ่าย เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้ตัดสินใจลงมติ ไม่ติดใจที่อนุ กมธ.เห็นว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่การตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ยืนยันต้องทำประชามติจากประชาชนก่อนลงมติรับหลักการ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยปี 2555 ถ้าไม่ทำ เชื่อว่าจะมีผู้ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่ สมาชิกรัฐสภาต้องคิดให้ดีจะลงมติรับหลักการหรือไม่ ถ้ารู้ว่ามีปัญหาตามมาแน่

    “ธีรัจชัย” เตือนยื้อแก้ รธน.ม็อบเดือด

    นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่จะให้ทำประชามติ 2 ครั้ง รัฐธรรมนูญแก้ไขยากอยู่แล้ว จะมาตีความให้แก้ยากยิ่งขึ้น มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากพยายามถ่วงยื้อเวลา ส.ว.แสดงจุดยืนเช่นนี้สะท้อนว่าไม่ได้ทำ เพื่อประเทศชาติหรือประชาชน หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากทำเพื่อประเทศชาติควรปล่อยให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เข้ามาแทรกแซงหรือหมกเม็ด เชื่อว่าคณะราษฎร 2563 คงไม่ยอม หากรัฐบาลไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่าประกาศให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง

    พท.หามาตรการรุกไล่แก้เกมยื้อ

    นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดูอาการพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว. คงใช้แท็กติกให้การแก้รัฐธรรมนูญดีเลย์ไป พยายามอู้ถ่วงเวลา ต้องเชิญชวนประชาชน ภาคประชาสังคมร่วมกดดัน โดยเฉพาะนายกฯตีสองหน้าทำทีเปิดไฟเขียวให้พรรคร่วมรัฐบาลยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญประกบฝ่ายค้าน แต่ใช้ ส.ว.เล่นเกมคว่ำ อย่ามาอ้างว่าได้ร่วมแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ส.ว.ไม่ใช่ปัญหา นายกฯสั่งอย่างไรเขาก็ทำตาม นายกฯต่างหากคือตัวปัญหา เราประเมินสำนึกสาธารณะพวกเขาผิดไป คิดว่าจะละอายและเคารพประชาชนมากกว่านี้ ต้องเตรียมออกมาตรการรุกไล่รัฐบาลต่อไป

    “ราเมศ” หาช่องติดดาบคืน กมธ.

    นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ 3 มาตราของ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ.มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่า ต้องคิดต่อว่าทำอย่างไรให้คณะกรรมาธิการศักดิ์สิทธิ์ในการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นหนึ่งในอำนาจสามฝ่ายในการถ่วงดุลตามระบบ เมื่อกฎหมายคำสั่งเรียกมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การทำหน้าที่ของคณะ กมธ.อาจเป็นปัญหาได้ ต้องย้ำว่าคณะ กมธ.ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 เชิญบุคคลหรือเรียกเอกสารได้ แต่หากไม่ให้ความร่วมมือก็เอาผิดบุคคลนั้นไม่ได้ ทั้งผู้เชิญและผู้ถูกเชิญหากยึดประโยชน์ประชาชนและประเทศ ยึดหลักซื่อสัตย์สุจริต ทุกอย่างก็เดินไปได้ แต่ถ้าคณะ กมธ.ไม่ตรงไปตรงมากฎหมายจะดีอย่างไร ก็ไม่มีประโยชน์ เป็นประเด็นต้องมาทบทวน เพื่อให้คณะ กมธ.มีอำนาจทำงานให้ประชาชนและประเทศเต็มที่มากขึ้น

    ปชป.ยังไม่ชัดเจนส่งคนลงนายก อบจ.

    ส่วนความเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะส่งสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จังหวัดใดบ้างเพราะคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคยังไม่ประชุมและมีมติเรื่องนี้ออกมา จะมีเพียงข้อเสนอจากสมาชิกพรรคในพื้นที่ จ.สงขลา ขอเสนอชื่อนายไพรเจน มากสุวรรณ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ในนามพรรค ส่วนจังหวัดอื่นยังไม่มีความชัดเจนใดๆทั้งสิ้น สำหรับ จ.นครศรีธรรมราชที่พรรคเคยตั้งเป้าจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. ในนามพรรคด้วยยังไร้ความคืบหน้า นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ อดีต ส.ส.7 สมัย ที่พรรคเคยทาบทามขอถอนตัว

    ยันสมาชิกพรรคมีอิสระส่งในนามกลุ่ม

    นายเทพไทกล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มประชาธิปัตย์สร้างสรรค์ที่ตนเป็นหัวหน้ากลุ่ม เคยส่งนายมาโนช เสนพงศ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ครั้งที่ผ่านมาได้รับชัยชนะทิ้งห่างคู่แข่งเกือบ 100,000 คะแนนมาแล้ว แต่ครั้งนี้กลุ่มมีมติไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในนามกลุ่มประชาธิปัตย์สร้างสรรค์ แต่จะพิจารณาหาแนวทางสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่นที่พร้อมทุกด้าน จะพิจารณาแนวนโยบาย ตัวบุคคลผู้สมัคร ทีมงานและฐานมวลชนที่สนับสนุนด้วย ตอนนี้มีการเปิดตัวผู้สมัครกลุ่มต่างๆให้กลุ่มประชาธิปัตย์สร้างสรรค์พิจารณาแล้ว 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทิศทางใหม่ ส่งนายอนันต์ ทองอุ่น ข้าราชการท้องถิ่น จ.พัทลุง 2.กลุ่มนครประชารัฐ ส่งนายอำนวย ยุติธรรม น้องชายนายสายัญห์ ยุติธรรม ส.ส.พรรค พลังประชารัฐ 3.กลุ่มพลังเมืองนคร ส่งนางกนกพร เดชเดโช มารดานายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4.กลุ่มการเมืองสีขาว ส่งนายนนธิวรรธน์ นนทภักดิ์ คนสนิทนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุข สัปดาห์หน้าเราจะแสวงหาข้อมูลของผู้สมัครทุกคนนำมาหาข้อสรุปชัดเจน

    ตั้งเครือข่ายอาเซียนต้านประมงผิด ก.ม.

    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ยินดีกับความก้าวหน้าของไทยและภูมิภาคอาเซียนในการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ASEAN Network for Combating Illegal Unreported and Unregulated Fishing : AN-IUU) เพื่อเพิ่มความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างทันท่วงทีและใช้ข้อมูลจากระบบติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง (Monitoring, Control and Surveillance : MCS) ในภูมิภาค รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถประเทศ สมาชิกติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง ต่อต้านการทำประมง (ไอยูยู) ผ่านแนวทางปฏิบัติที่ดีในการเผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะการเฝ้าระวังทางทะเล การสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ ไทยยังได้รับตำแหน่งผู้ประสานงานเครือข่าย AN-IUU ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับภาคีภายนอก รวมทั้งเป็นเจ้าภาพการจัดทำ online interactive platform สำหรับกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมงผิดกฎหมายในอาเซียน และการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเครือข่าย AN-IUU ครั้งที่ 1 ในเดือน ธ.ค.63

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1อนุดิษฐ์ นาครทรรพทวิตเตอร์บัญชีไอโอสันติพงศ์ ธรรมปิยะพิชัย นริพทะพันธุ์ข่าววันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา 10:30 น.