ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    รุ้ง-เพนกวิน-อานนท์ มธ.เบรกขึ้นเวที รำลึก 6 ตุลาคม

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ต.ค. 2563 05:23 น.
    SHARE

    “สุดารัตน์” ย้ำซ้ำอีกเพื่อไทยไม่ร่วมรัฐบาลแห่งชาติ เหน็บถ้ามีจริงคงเป็นชาติหน้า ปัดดีลลับคนตระกูลชินฯครอบงำพรรค โบ้ย “หญิงอ้อ” คุมโปลิตบูโรเป็นแค่ข่าวปล่อยบ่อนทำลาย “ภราดร” ขู่สัญญาณการเมืองแรง ม็อบใหญ่รุกไล่รัฐบาลต่อเนื่อง หยัน “บิ๊กตู่” ตกเก้าอี้มีตัวเลือกอื่นเพียบ เวทีสัมมนาภาคีประชาธิปไตยกระตุกแก้ รธน.คือทางออกของประเทศ “ยิ่งชีพ” ดักคอไม่มีเหตุผลที่สภาฯจะปฏิเสธร่างฉบับประชาชน ฮึ่มอย่าทำให้คนนับแสนที่เข้าชื่อโกรธ “โคทม” หวัง 14 ต.ค. เบิกฟ้าขับไล่ทหารควรต้องจบเชิญออกจากการเล่นการเมือง โฆษก กมธ.ศึกษาแก้ รธน. โต้ยังไม่มีมติทำประชามติรื้อ รธน. “วิษณุ” ปัดล็อก 13 ธ.ค. วันเลือกตั้งท้องถิ่น “เจ๊หน่อย” โอ่มีชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในมือแล้ว

    การปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคขนานใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวลือทางการเมืองต่างๆนานา โดยเฉพาะกระแสการจับมือพลิกขั้ว เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แม้แกนนำพรรคเพื่อไทยจะออกมาปฏิเสธว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ยังคงมีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง

    “เจ๊หน่อย” ปัด รบ.แห่งชาติคงชาติหน้า

    เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติ ว่า ได้ปฏิเสธไปหลายครั้งแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่เข้าร่วมอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีใครทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน ส่วนกระแสข่าวการดีลลับให้คนในตระกูลชินวัตรมานั่งบริหารพรรค และกลับมาเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่เป็นความจริงมีเพียงข่าวลือไม่ทราบว่าข่าวมาจากที่ใด ยืนยันว่าไม่มีการเข้ามาครอบงำภายในพรรค หากจะมีรัฐบาลแห่งชาติ คงเป็นชาติหน้า

    โบ้ยข่าวปล่อย “หญิงอ้อ” คุมโปลิตบูโร

    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะเข้ามาบริหารพรรคเพื่อไทยนั้น ทราบจากการรายงานของสื่อมวลชน แต่ไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง มั่นใจว่าจะเป็นการปล่อยข่าวเพื่อทำลายพรรคมากกว่า และขอยืนยันว่าแนวทางการบริหารพรรคต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยมีผู้บริหารชุดใหม่เชื่อว่าทุกคนจะทุ่มเทในการทำงานและทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อความก้าวหน้าของพรรคเพื่อไทยต่อไป

    “ภราดร” ชี้การเมืองขยับม็อบใหญ่ไล่ รบ.

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะ กรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การชุมนุมขนาดใหญ่และต่อเนื่อง เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ของภาคประชาชนหลากหลายกลุ่มในวันที่ 14 ต.ค.จะเกิดขึ้นแน่ ถือเป็นสัญญาณความผันผวนใหญ่ของสถานการณ์การเมืองไทย การเตรียมรับมืออุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นมาก่อนหน้าแล้วในหลายรูปแบบ อาทิ การเกิดกลุ่มแคร์ กลุ่มไทยภักดี และกลุ่มก้าวหน้าของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำเสนอ แนวคิดการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองนอกสภาฯ ในซีกรัฐบาล พรรคการเมืองใหญ่มีการปรับคณะกรรมการบริหารใหม่ พรรคขนาดกลางมีสมาชิกแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่

    หยันตัวเลือกแทน “บิ๊กตู่” ยังมีอีกเพียบ

    พล.ท.ภราดรกล่าวต่อว่า ด้านซีกฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลเดินกลยุทธ์คู่ขนานกับกลุ่มก้าวหน้า พรรคประชาชาติ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลาออกจาก ส.ส. ลุยเดินสายหาเสียง ให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคเข้าสภาฯแทนพรรคเพื่อไทยปรับคณะกรรมการบริหารใหม่ ผสานคนรุ่นใหม่ เป็นโอกาสของพรรคการเมือง ที่จะได้เสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ได้ แต่ผลโพลยังคงชี้ว่าพรรคเพื่อไทย ยังเป็นพรรคที่ประชาชนนิยมชมชอบสูงสุด ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานั้น ได้บ่งชี้ชัดว่าเรายังมีพรรคการเมืองและบุคลากรทางการเมืองเป็นตัวเลือกใหม่ได้อยู่เสมอ ฉะนั้นเมื่อนายกฯสืบทอดอำนาจถูกไล่จนตกเก้าอี้แล้ว ชาวประชาย่อมมีตัวเลือกนายกฯคนใหม่ได้ทันที

    วงสัมมนากระทุ้งแก้ รธน.ทางออก ปท.

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยร่วมกับสถาบันสร้างไทย จัดสัมมนา เรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกประเทศไทย” มีผู้ร่วมเสวนาจำนวนมาก อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกฯ นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการไอลอว์ นายโคทม อารียา ประธานภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

    “โภคิน” ย้ำมี ส.ส.ร.ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

    นายโภคินกล่าวตอนหนึ่งว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ฝ่ายประชาธิปไตยถึงแม้จะชนะบริหารไม่ได้ เราเห็นการสืบทอดอำนาจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทางเดียวต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องไม่เป็นเครื่องมือ ของใคร ทุกอย่างต้องจบที่ประชาชน โดยผลักดันให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อีกครั้ง บางคนบอกตีเช็คเปล่า ขอถามว่าอำนาจเป็นของเขาตีเช็คเปล่าแล้วจะเป็นอะไร และการให้ประชาชนมาเขียนประชาชนจะตีเช็คเปล่าได้อย่างไร เขาต้องเขียนให้เป็นประชาธิปไตย ขอให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันผลักดัน มาร่วมเดินทิศทางเดียวกันเพื่อเดินหน้าอย่างสันติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการตั้ง ส.ส.ร.ยากที่จะมีใครมากดดันให้เขียนเรื่องสืบทอดอำนาจ

    ชทพ.เอาด้วยแน่แก้ ม.256

    ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกของประเทศ ขณะนี้เด็กกับผู้ใหญ่คุยกันไม่รู้เรื่อง ตอนที่อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญเหมือนเราอยู่ตรงกลางแล้วมีกระสุนมาจากทั้งสองข้าง ทั้งนี้เรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นประตูสู่วิกฤติครั้งใหญ่มากกว่า ปี 35 แต่ก็เป็นประตูเดียวที่จะออกจากวิกฤติเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะเปิดเข้าหรือเปิดออก อย่างไรก็ตามตนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะเขียนเอาไว้เป็นค่ายกลเจ็ดดาว ซึ่งแก้ไขไม่ได้ เมื่อมีการทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจี้ไปที่มาตรา 256 เป็นประตูเปิดสิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าในการรับหลักการวาระแรก พรรคชาติไทยพัฒนาจะรับอย่างแน่นอน

    ไม่มีเหตุผลสภาปฏิเสธร่างไอลอว์

    ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการไอลอว์ กล่าวว่า ประชาชนอย่างน้อย 100,732 คน เข้าชื่อกันใช้สิทธิยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา เรามีความหวังบรรยากาศปีนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนภายใต้ระบอบตระหนักรู้แล้วว่าระบอบการเมืองไม่ปกติเป็นอย่างไร ใช้ทุกช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบปกติ สิ่งที่ไอลอว์เสนอตัวแทนประชาชนในสภาฯ เห็นต่างได้ยาก ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปฏิเสธ ใครก็ตามกล้าโหวตไม่รับ ต้องอธิบายให้ได้ทางเนื้อหา ถ้าไม่เคยอธิบายอะไรเลยแล้วกล้าโหวตไม่รับสมควรต้องอับอาย อย่างน้อยไม่อับอายต่อประชาชนและชาวโลกต้องอับอายตัวเอง หากสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเช่นนั้นแน่นอนจะทำให้คนโกรธมากขึ้น ตอบไม่ได้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แต่คนอีก 100,732 คน รวมทั้งตนในฐานะเจ้าของร่าง จะตัดสินเองว่าต้องทำอย่างไร ถ้าสมาชิกรัฐสภาโหวตไม่รับแล้วทำให้คนโกรธมากขึ้น คนที่โหวตไม่รับต้องมีความรับผิดชอบด้วย

    “โคทม” หวัง 14 ต.ค.เบิกฟ้าขับไล่ทหาร

    นายโคทม อารียา ประธานภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย กล่าวว่าวันที่ 14 ต.ค. จะครบ 47 ปี 14 ตุลา 16 ในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ครั้งนั้นไม่อาจหวังว่ามันจะจบในรุ่นของตน ดังนั้น 14 ตุลา 63 จะเป็นความหวังอีกครั้งในการเบิกฟ้าขับไล่ทหารออกไป ตนไม่ได้โจมตีทหาร แต่หากทหารทำไม่ชอบแล้วจะให้เราชอบท่านได้อย่างไร จึงจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นกติกาที่ไม่แฟร์ เพราะผู้มีอภิสิทธิ์อ้างสิทธิจะอยู่ต่อ เพื่อจะได้ทำงานต่อไป อ้างว่าระบบที่เขาอยู่ในอำนาจไม่มีใครเดือดร้อน และมีคนสนับสนุน อยากจะตอบว่าถ้าท่านทำงานเต็มที่แล้ว อย่าประกาศตัวเองว่าประชาชนพอใจ แต่ควรให้ประชาชนตัดสิน ด้วยการทำกติกาให้แฟร์ แล้วประชาชนจะตัดสินใจเลือกเอง แต่ตอนนี้กติกายังไม่แฟร์

    ควรจบเชิญกองทัพออกจากการเมือง

    “ดังนั้น 14 ต.ค.63 ตอบอีกครั้งว่าเราเดือดร้อน เยาวชนเดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อน คนชราก็เดือดร้อน จึงควรจะจบ ซึ่งคำว่าจบคือขอเชิญทหารออกจากการเล่นการเมือง อย่าตีความเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ต้องรื้อสิ่งผุพังสร้างสิ่งที่เป็นความหวังแห่งอนาคต คือไว้ใจประชาชน ให้ตัดสินใจเลือกเดินไปข้างหน้า โดยก้าวแรกคือลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก้าวสองเลือก ส.ส.ร.เพื่อไปร่างรัฐธรรมนูญ” นายโคทมกล่าว

    ไม่แก้ รธน.เลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้แบบ “ตู่”

    ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า หากมีการยุบสภาหนีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเปิดมาก็ยื่นแก้ใหม่ อยากเห็นทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง ขอย้ำว่าการเป็นประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นที่ถูกที่สุด ความเชื่อมั่นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ในอดีตสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ประเทศไทยเก็บภาษีได้เกินประมาณการ 17% เป็นเช่นนี้ตลอด แต่หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองรายได้จากการเก็บภาษีลดลง ก่อนเก็บได้เสมอตัวปี 62 แต่ไม่ใช่เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเก่ง แต่เพราะคนหวังว่าจะมีการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ หากประชาชนมองอนาคตไม่ออกจะหยุดใช้เงินนักลงทุนชะงัก ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ต้นตอปัญหาคือรัฐธรรมนูญที่เขียนมาสืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่จรรโลงเศรษฐกิจ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างประเทศและเศรษฐกิจ ถ้าไม่แก้ไขเลือกตั้งกี่ครั้งจะได้คนแบบ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามา

    “สุดารัตน์” ขอช่วยกันดันทุกร่างผ่านสภา

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นเผด็จการภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม มีกติกาคำนวณ ส.ส.ที่ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพและสืบทอดอำนาจชัดเจน การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกความขัดแย้งอย่างสันติ ไม่ใช่มาตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อยื้อเวลา หรือจะแก้ด้วยวิธีรัฐประหารอีกเราไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต้องเขียนด้วยประชาชน ตั้ง ส.ส.ร.ตามที่ฝ่ายค้านเสนอ พร้อมให้แก้ไขเงื่อนไขเฉพาะกิจเป็นทางออกระหว่าง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญ คือแก้ตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ปิดทางนายกฯคนนอก หากนายกฯยุบสภากลางคันอาจเป็นปัญหาถ้าไม่แก้ ยืนยันการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์พรรคเพื่อไทย แต่เพื่อประชาชน ดีใจที่นายนิกรบอกจะสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 อยากฝากว่าการผ่านมาตรา 256 เรื่องสำคัญคือการคืนสิทธิประชาชนอย่างจริงใจ ขอย้ำว่า 4 ญัตติของพรรคเพื่อไทย จะเป็นแผนเฉพาะกิจหาทางออกของประเทศ ขอให้เราส่งเสียงดังๆให้ผ่านทุกญัตติที่เสนอโดยพรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลด้วย

    “ธนกร” วอนฝ่ายค้านลดทิฐิลงบ้าง

    นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรม กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ญัตติ ก่อนลงมติรับหลักการว่า อยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดใจให้กว้าง เพราะใช้เวลาแค่เดือนเดียว ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับ ส.ว.ก่อน ไม่เช่นนั้นหากไม่ได้เสียง ส.ว. 84 เสียงไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ อยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านลดทิฐิลงบ้าง ไม่อยากให้เล่นเกมการเมืองกันมากนัก พี่น้องประชาชนจับตาดูอยู่ ส่วนกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ระบุรัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่ได้ขัดขวางอะไร และให้ความร่วมมือมาโดยตลอด นายประเสริฐน่าจะเข้าใจ เพราะหาก ส.ว.ไม่สนับสนุนก็แก้ไม่ได้ ทุกฝ่ายจะมาโยนบาปให้รัฐบาลอีก จึงใช้เวลาแค่เดือนเดียว ขอให้ใจร่มๆ ประเทศจะได้เดินหน้าไปได้

    ห้ามเพนกวิน-รุ้ง-อานนท์ขึ้นเวที 6 ตุลา

    วันเดียวกัน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ในฐานะคณะกรรมการจัดงาน 14 ปี 6 ตุลาคม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่ามีเรื่องน่าเสียใจแจ้งให้ทราบว่าผู้บริหาร มธ.ไม่อนุญาตให้น้องเพนกวินและน้องรุ้ง ซึ่งเป็นนักศึกษา มธ.และทนายอานนท์มาร่วมเสวนาในงานนี้ บนเวทีหอประชุมศรีบูรพา มธ.ท่าพระจันทร์ ตามกำหนดที่คณะกรรมการเตรียมไว้ โดยผู้บริหาร มธ.ให้เหตุผลสั้นๆว่า ไม่สบายใจ โดยไม่อธิบายอะไรแถมยังสั่งว่า หากไม่ตัดทั้งสามคนนี้ออก จะไม่ยอมให้มีการแสดงบนเวทีทั้งหมดในงานนี้ ถือเป็นอีกครั้งที่ทำให้เราเข้าใจทัศนะ มุมมอง ความขี้ขลาดหรือความกล้าหาญของผู้บริหาร

    เหน็บผู้บริหาร มธ.ใช้ถุงดำครอบหัว นศ.

    “การจัดงานรำลึก 6 ตุลา เพราะฆาตกรผู้ก่ออาชญากรรมต่อคนหนุ่มสาวที่มีความคิดต่าง จึงเรียกร้องให้สังคมปัจจุบันรับฟังความเห็นต่าง ไม่ว่าทั้งสามคนจะมีความคิดเห็นอย่างไร ทำไมเราไม่รับฟังหรือกลัวที่จะฟังในสิ่งที่เขาพูด ถ้างานนี้เชิญนายแก้วสรร อติโพธิ หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มาพูดเชื่อมั่นว่าผู้บริหารคงสบายใจการสั่งห้ามน้องทั้งสามมาพูดในงาน 6 ตุลาปีนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีทางจะรับได้ แม้ผู้บริหารอาจจะดีใจที่ทำตามคำสั่งของนายได้ แต่เปรียบเป็นเหมือนท็อปบูตที่เหยียบย่ำไปบนร่างกายของวีรชน 6 ตุลาในวันนั้น และช่างประจวบเหมาะกับกรณีครึกโครมที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนดัง มีครูเอาถุงขยะดำครอบหัวนักเรียน เพื่อสั่งสอนให้กลัว และเชื่อในสิ่งที่ครูสั่ง นึกไม่ถึงว่าในวันที่เราจัดครบรอบ 44 ปี 6 ตุลา ผู้บริหาร มธ.ยังวิ่งไล่เอาถุงขยะดำครอบหัวนักศึกษาอยู่” นายกฤษฎางค์ระบุ

    คนแม่สอดชุมนุมต้านเผด็จการ

    ที่ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เขตเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก กลุ่มนิสิต นักศึกษาและประชาชน รวม 100 คน ร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “แม่สอดต้านเผด็จการ” เรียกร้องให้รัฐบาลทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย ทั้งการประกาศยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งร่วมร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น. โดยมีนายเงินตรา ทั้งเกสร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 ตาก พรรคอนาคตใหม่เป็นแกนนำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมปราศรัยของตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในหัวข้อการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด 10 นาย รักษาความสงบในการชุมนุมครั้งนี้

    “จุรินทร์” ลุยแก้ รธน.ไม่แตะหมวด 1-2

    ที่สนามบิน จ.สุราษฎร์ธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้มีการตั้ง ส.ส.ร ขึ้นมา และไม่แตะหมวด 1 กับหมวด 2 ที่ว่าด้วยรูปแบบของรัฐคือกำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรและปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ทั้งสองหมวดนี้พรรคเราไม่ไปแตะเป็นจุดยืนพรรค และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็จะรับหลักการร่างที่มีหลักการทำนองเดียวกันอย่างน้อยที่สุดเป็นร่างของรัฐบาลและร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้มีการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว

    โต้ยังไม่มีมติทำประชามติแก้ รธน.

    นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ กล่าวถึง กรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ระบุ กมธ.มีมติให้ทำประชามติก่อนรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติเพื่อประวิงเวลาว่า ยืนยัน กมธ.ยังไม่มีมติดังกล่าว การประชุมนัดแรกมีเพียงมติตั้งอนุ กมธ.เสนอความเห็นประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อความชัดเจนของข้อกฎหมาย เชิญนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญมาช่วยกันให้ความเห็นประเด็น ที่สมาชิกรัฐสภาตั้งข้อสังเกตจะต้องทำประชามติหรือไม่ ถ้าต้องทำจะทำเมื่อใด ก่อนหรือหลังการพิจารณาของรัฐสภา ถ้าต้องทำจะทำกี่ครั้ง ยังไม่มีมติใดออกมา ยังเหลือการประชุมอีก 9 นัด กมธ.จะเร่งศึกษาให้เสร็จภายในวันที่ 22 ต.ค.ให้ทันเปิดสมัยประชุมวันที่ 1 พ.ย.

    กมธ.ปิดประตูไม่เปิดรัฐสภาวิสามัญ

    ส่วนข้อเสนอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ 14 ต.ค. ไม่น่าเป็นไปได้ ไม่มีประโยชน์ในเงื่อนเวลาที่สั้นเพียงแค่ 1 เดือน กว่าจะล่าชื่อเสนอประธาน ส่งให้ ครม. มีกระบวนการต้องใช้เวลา อาจจะเสร็จใกล้เปิดสมัยประชุมพอดี ยืนยันว่าไม่ใช่การประวิงเวลา ไม่มี ประโยชน์ต้องประวิงเวลา กรอบเวลา 30 วันสั้นนิดเดียว ขณะนี้ ส.ว.เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว มี 15 ส.ว.เป็นตัวแทนร่วมหารือ เพื่อนำไปผลักดันเพื่อน ส.ว.อีก 250 คนก่อนจะรับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญช่วงเปิดสมัยประชุมที่จะถึงนี้

    “วิษณุ” ปัดล็อก 13 ธ.ค.เลือกตั้งท้องถิ่น

    ส่วนการเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นวันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งท้องถิ่นหลังกระทรวงมหาดไทยหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ว่า กระทรวงมหาดไทย และ กกต.พูดคุยกันต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่ ยังไม่ทราบว่าจะส่งมาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อใด ครม.ไม่มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง แต่ กกต.หารือภายในกับรัฐบาลในรายละเอียดจัดเลือกตั้งได้ เช่น วันหยุดหรืองบประมาณ เมื่อทุกอย่างชัดเจน กกต.จะกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น

    เมื่อถามว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ควรเกิดขึ้นเมื่อใด นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่ากรณีให้มีวันหยุดยาวเดือน ธ.ค. คาดว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นวันที่ 13 ธ.ค.หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่าไม่เคยบอกว่าจะกำหนดให้เลือกตั้งท้องถิ่นวันใด บอกเพียงแค่ว่า ครม.ประกาศให้วันที่ 10-13 ธ.ค.เป็นวันหยุด ถ้าบังเอิญตอนนั้นจะเลือกตั้งท้องถิ่นถือว่าเป็นช่วงสะดวกดี แต่ถ้า กกต.ไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องของเขาไปกำหนด รัฐบาลไม่ไปกำหนดวันหยุดเพิ่มเติมให้อีกแล้ว กกต.อาจคิดคนละแบบกับรัฐบาลก็ได้ อาจเห็นว่าช่วงวันหยุดยาวคนจะออกไปเที่ยวกันมาก ต้องขึ้นอยู่กับ กกต.จะเลือกเอาแบบไหน กกต.ต้องพิจารณาจำนวนประชากร การแบ่งเขตเลือกตั้ง และหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ยังมีกรรมวิธีอีกเยอะ

    “สิระ” ยื่นขอเลือกผู้ว่าฯ กทม.ก่อน

    นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง ปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ กทม. จนประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน หรืออาจต้องประกาศหาคนหาย จึงขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.อัศวิน ลาออก เปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถ ใส่ใจประชาชนมากกว่าเข้ามาทำงานแทน เพราะวันนี้ พล.ต.อ.อัศวินทำได้แค่แก้ตัว เวลาน้ำท่วม อ้างเป็นน้ำรอระบาย เพราะฝนตกหนัก เขาให้มาทำหน้าที่แก้ไขปัญหา ไม่ใช่แก้ตัว พล.ต.อ.อัศวินต้องวางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน แต่เท่าที่เห็นปล่อยให้ประชาชนเผชิญปัญหาเอง จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เพื่อเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่โดยเร็ว น่าจะเลือกก่อนนายก อบจ.ด้วยซ้ำไป เชื่อว่าประชาชนเหลือทนแล้ว ผลงานตลอด 4 ปีของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ประชาชนน่าจะจดจำได้ดีที่สุดคือการแต่งตั้ง ร.ต.ท.พงศกร ขวัญเมือง บุตรชายคนเล็ก มาเป็นโฆษก กทม. ไม่มั่นใจว่านี่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

    “เจ๊หน่อย” โอ่มีชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้ว

    เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ความคืบหน้าการเตรียมพร้อมการเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงเดือน ธ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่างเว้นการเลือกตั้ง ท้องถิ่นมากว่า 6 ปีแล้ว ต้องยอมรับว่าถ้าต้องการการกระจายอำนาจการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นส่วนสำคัญ เพราะใกล้ชิดชาวบ้าน พร้อมทำตามความต้องการของประชาชน ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จึงสมควรจะเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น พรรคเพื่อไทยการสรรหาผู้สมัครของแต่ละพื้นที่นั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วไป พวกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะมีผู้รับผิดชอบต่างหาก จะมีการชี้แจงหลังจากนี้ ขณะที่ในส่วนของ กทม. ในฐานะที่ตนเป็นประธานสรรหา ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสรรหาผู้ร่วมอุดมการณ์ ทั้งในระดับสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) และผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่ได้มีการสรุปว่าจะเลือกใคร แต่มีรายชื่ออยู่ในมือบ้างแล้ว

    “เทพไท” เชียร์ “อาคม” ขุนคลังคู่ใจผู้นำ

    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง กระแสข่าวการทูลเกล้าฯชื่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็น รมว.คลัง ว่า เป็นข่าวดีที่รัฐบาลจะได้มี รมว.คลังเสียที หลังว่างเว้นและหาคนมาเป็นรัฐมนตรียากกว่ากระทรวงอื่น เมื่อนายกฯตัดสินใจเลือกนายอาคมเป็นขุนคลังคู่ใจแล้ว จะทำให้นักธุรกิจ นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจยิ่งขึ้น นายอาคมเหมาะสมหลายประการ เป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคใดมาก่อน เหมาะสมกับโควตารัฐมนตรีในสัดส่วนของนายกฯ เคยเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลนี้มาก่อน น่าจะทำงานรู้ใจ เข้าขากันดีกว่าคนนอกที่จะเข้ามาใหม่ ยังเคยผ่านงานด้านเศรษฐกิจมาก่อน ตั้งแต่เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจนถึง รมว.คมนาคม มีประสบการณ์ทั้งตำแหน่งข้าราชการประจำระดับสูง เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ย่อมรู้ใจนักการเมือง ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองได้ เป็นนักบริหารมืออาชีพ ที่ได้รับการยอมรับทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน หวังว่าจะเป็นกำลังสำคัญให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน

    “บิ๊กป้อม” ทอดกฐินบารมีพระเจ้าตาก

    เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ทอดกฐินสามัคคี บารมีพระเจ้าตาก ณ วัดเกาะแก้ว และวัดโพธิ์เผือก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้มีจิตศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาเข้าร่วมพิธี พล.อ.ประวิตร ยังได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ สร้างศาลาการเปรียญ เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบพิธีสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ณ วัดโพธิ์เผือก พร้อมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแด่คุณแม่สายสนี วงษ์สุวรรณ ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยวัย 99 ปี

    ปล่อย “วิภูแถลง-พายัพ” พ้นเรือนจำ

    ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน เมื่อเวลา 09.00 น.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว มี 2 แกนนำ นปช.คือนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ที่ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีร่วมชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อปี 2550 และนายพายัพ ปั้นเกตุ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ในคดีล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปี 2552 ได้รับการปล่อยตัวร่วมกับผู้ต้องขังอื่นทั่วประเทศอีก 27,000 คน ทั้ง 2 คนได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตามมาตรา 6 (1) บัญญัติว่า ผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษ ที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปี และ (2) (จ) บัญญัติว่า เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป โดยทั้ง 2 คน ได้เข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวในโครงการโคกหนองนา 15 วันแล้ว

    ถึงเวลารุ่นลูกหลานขีดอนาคตชาติ

    ตั้งแต่ช่วงเช้า มีแกนนำ นปช. อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นพ.เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก พร้อมมวลชนเสื้อแดง 20 คนมาให้กำลังใจรอต้อนรับคืนสู่อิสรภาพ กระทั่งเวลา 13.15 น. นายวิภูแถลงและนายพายัพถูกปล่อยออกจากเรือนจำลำดับที่ 369 และ 372 นายวิภูแถลงกล่าวว่า ทราบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงราชการที่ 10 ก่อนปล่อยตัวได้เข้าอบรมโครงการโคกหนองนา ส่วนทัศนคติทางการเมืองยังคงชัดเจนเช่นเดิม อำนาจประชาธิปไตยต้องเป็นของคนไทย และรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การเมืองวันนี้มาไกลกว่าเสื้อเหลือง-เสื้อแดงแล้ว

    นายพายัพเปิดเผยว่า เข้าคุกมาหลายรอบแล้ว แต่อุดมการณ์ยังมั่นคงชัดเจนเช่นเดิม ยอมรับปัจจุบันการเมืองเป็นหน้าที่ของรุ่นลูกรุ่นหลานต้องกำหนดอนาคตประเทศแล้ว ขอคนรุ่นใหม่เดินหน้าประชาธิปไตย ในทางที่ถูกต้อง

    “เชาวริน” ได้กลับคืนสู่อิสรภาพ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังได้ปล่อยตัวนายเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อดีต รมช.ศึกษาธิการ ผู้ต้องขังในความผิดคดีฉ้อโกงเงินซื้อปูนของบริษัทเอกชนสัญชาติกัมพูชา จำนวนเงิน 11 ล้านบาท ก่อนมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี เมื่อวันที่ 10 ก.ค.62 ทั้งนี้ ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ นายเชาวรินถูกถอดยศ ร.ต.ท. โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศอดีตข้าราชการตำรวจ ออกจากยศตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 10 ราย ซึ่งนายเชาวรินเป็นหนึ่งในนั้น นับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2557 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากกระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1กฤษฎางค์ นุตจรัสรำลึก 6 ตุลาชุมนุมม็อบธรรมศาสตร์สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ข่าววันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 00:52 น.