ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ตู่ส่งซิกพรรคร่วมฯแก้รัฐธรรมนูญ รับ 2 ญัตติตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์30 ก.ย. 2563 05:25 น.
    SHARE

    “บิ๊กตู่-ป๊อก” ดับกระแส “บิ๊ก 2 ป.” อยู่เบื้องหลังสั่งตั้งพรรคสำรอง “ลุงตู่” บ่น “แค่พรรคเดียวก็ปวดหัวแย่อยู่แล้ว” “บิ๊กป้อม” เมินหน้าหนี รบ.แห่งชาติ “ผู้กองนัส”บอกไม่น่าเป็นไปได้-เกิดยาก“หญิงหน่อย” ลั่นให้ลืมไปเลยรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อไทยดึง “ชัชชาติ” คืนรัง ดันชิงนายกฯคู่กับ “ณัฐพงศ์” เขยใหญ่สามี “เอม พินทองทา” หวังดึงกระแสคนรุ่นใหม่ แฉดีลลับ “พี่ใหญ่” กรุยทางให้ “บิ๊กแป๊ะ” ลงผู้ว่าฯกทม. ตั้งทีมงานขับเคลื่อนพรรค 5 ด้าน เพจปลอมกุข่าว “ทักษิณ” กลับไทย หลัง “อุ๊งอิ๊ง” โพสต์ภาพครอบครัวชินวัตร “ชวน” สั่งเร่งตรวจสอบร่างฯไอลอว์ พท.ฉะ “บิ๊กตู่” ชอบลากตั้งเพราะสั่งได้ “ประยุทธ์” ส่งสัญญาณไฟเขียวแก้ รธน. 2 ญัตติ งามหน้าศาลยกฟ้อง กกต.แจกใบส้ม “สุรพล” เจ้าตัวลั่นคนเชียงใหม่ได้ศักดิ์ศรีคืน จ่อฟ้องกลับ กกต.เรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท พท.ได้ทีขยี้ รธน.เจ้าปัญหา

    สองขั้วการเมืองทั้งแกนนำสำคัญฝ่ายรัฐบาล และแกนนำพรรคเพื่อไทย ต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ล่าสุดคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ตอกย้ำให้ลืมไปได้เลย เพราะเป็นแค่การยื้อเวลาให้ผู้มีอำนาจเท่านั้น

    “ลุงตู่” ปลุกเด็กๆให้รักการอ่าน

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ร่วมกิจกรรมมอบหนังสือมีค่าให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร และห้องประชุมประชาชนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมพูดคุยกับเด็กนักเรียนถึงความสำคัญการอ่านหนังสือ ที่ได้ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาล โดยชุดหนังสือที่นายกฯมอบให้ ได้แก่ ผจญภัยในอวกาศ What? & Why? วิทยาศาสตร์น่าทึ่ง 100 เรื่อง เรียน รู้ ก่อนโต ประวัติศาสตร์ และชุดทดสอบ (Quiz) วิทยาศาสตร์ ฉลาดรู้ เป็นต้น

    เซ็งข้อครหาเอาใจแต่นายทุน

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. ร่วมเยี่ยมชมตัวอย่างรถโดยสารจาก “การพัฒนาต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า โครงการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าจากรถโดยสารประจำทางใช้แล้วของ ขสมก. (City transit E-buses)” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และภาคเอกชน 4 บริษัท ดัดแปลงมาจากรถประจำทางที่หมดอายุใช้งาน จำนวน 4 คัน มีความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ช่วงทดสอบการใช้งานจริง นายกฯกล่าวว่า วันนี้ต้องเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านใช้รถไฟฟ้าต้องทำให้ได้มาตรฐาน อยากให้ผลิตชิ้นส่วนในเมืองไทยทั้งหมด หลายอย่างเราทำเพื่อประชาชน อย่าบอกว่าเราไปให้เฉพาะคนรวย หรือเจ้าของบริษัท แต่ทำอย่างไรให้เขามาช่วยเราทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้และประหยัด

    บ่นพรรคเดียวก็ปวดหัวจะแย่

    ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามถึงกระแสข่าวมีนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตทหารระดับสูง “2ป.” สั่งให้ “ปลัด ฉ” ตั้งพรรคการเมืองสำรองเอาไว้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ขมวดคิ้วและย้อนถามผู้สื่อข่าวกลับว่า “ป.ไหน” เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่าเป็น ป.ประยุทธ์กับ ป.ป๊อก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตัดบทเสียงเข้มว่า “สวัสดี” พร้อมเดินออกจากโพเดียมทันที โดยช่วงที่กำลังเดินผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเชิงบ่นว่า “แค่พรรคเดียวก็ปวดหัวแย่อยู่แล้ว”

    “บิ๊กป้อม” เมินหน้า รบ.แห่งชาติ

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุจะได้ รมว.คลังคนใหม่สัปดาห์หน้า ได้มีการพูดคุยกันบ้างหรือไม่ ว่า ไม่ได้คุย เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลแห่งชาติยังคงมีต่อเนื่อง พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ที่ไหน คุณต้องไปถามกับคนที่ให้ข่าว มาถามผม ผมไม่ได้ให้ข่าวจะไปรู้ได้อย่างไร” เมื่อถามย้ำว่า อนาคตข้างหน้ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรเมินหน้าหนีไม่ตอบคำถามดังกล่าว พร้อมกับเดินออกจากวงผู้สื่อข่าวทันที

    “บิ๊กป๊อก” ไม่ยุ่งตั้งพรรคสำรอง

    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวว่า 2 ป. มอบหมายให้นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งพรรคการเมืองสำรอง ว่า “ป. ไหน ป. นี้ไม่รู้เรื่องเลย ป. นี้ไม่สันทัดการเมือง แต่ยืนยันว่าผมไม่เกี่ยวและไม่ได้อยู่ในความคิด ต้องไปถามคนให้ข่าว ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย” เมื่อถามว่าถือเป็นการวิเคราะห์ข่าวมั่วไปหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า สื่อว่าเองนะตนไม่รู้

    “ผู้กองนัส” ย้ำ รบ.แห่งชาติเกิดยาก

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวว่า เรื่องรัฐบาลแห่งชาติเท่าที่รู้มาไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่รู้นะต้องฟังจากนายกฯ เรื่องนี้ต้องคุยกันหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ต้องพูดคุยกัน แต่ยังไม่เห็นมีการคุยอะไรกัน เมื่อถามว่าถ้าเศรษฐกิจและการเมืองไปต่อไม่ได้ ควรรีบหารือกันหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ความจริงบ้านเมืองเราควรหันหน้าพูดคุยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน เมื่อถามว่าในฐานะที่เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ยังสามารถพูดคุยกับคนในพรรคเพื่อไทยได้อยู่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคเพื่อไทยทั้งนั้นที่เคยอยู่ด้วยกันมา เมื่อถามว่า หากเพื่อไทยปรับโครงสร้างใหม่ จะทำให้การทำงานในสภาฯรวมถึงการทำงานกับรัฐบาลราบรื่นหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ยังไม่เห็นเลยว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรคเพื่อไทยคนใหม่ แต่ปกติตนกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็พูดคุยกันอยู่แล้ว ถ้าทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศชาติต้องพูดคุยกัน

    “อุ๊งอิ๊ง” โพสต์ภาพครอบครัวชินวัตร

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกคืนวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนเล็กนายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ โพสต์รูปภาพครอบครัวที่ถ่ายสมัยอดีตที่อยู่กันพร้อมหน้า ลงอินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมข้อความระบุว่า “Home is not a place... it’s a feeling # family #missus เห็นแล้วยิ้ม ลงแบบไม่ปรึกษาพี่น้อง”

    พท.ดึง “ชัชชาติ” คืนรังชิงนายกฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ถึงความเคลื่อนไหวการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค ล่าสุดยังมีความพยายามดึงคนเก่าๆที่แยกตัวออกไปกลับมา เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ นอกจากดึงกลุ่มแคร์กลับมาแล้ว ยังมีกลุ่มอดีตพรรคไทยรักษาชาติ เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง รวมทั้งแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง โดยคนที่วางแผนจะดึงตัวกลับมาอย่างแน่นอนคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำคนสำคัญ เพื่อยกขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และอาจดันขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

    แฉดีลเปิดทางอ้าซ่าให้ “บิ๊กแป๊ะ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แม้ก่อนหน้านี้นายชัชชาติจะประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ แต่ล่าสุดชัดเจนแล้วว่าจะถอนตัว เพื่อเปิดทางสะดวกให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่เตรียมตัวลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.เช่นกัน ด้วยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาตั้งแต่รุ่นพ่อ คือ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีต ผบช.น. ผ่านการดีลประสานงานจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. ผู้มากบารมีในรัฐบาล ประจวบเหมาะกับที่พรรคเพื่อไทยต้องการดึงตัวนายชัชชาติกลับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขายภาพลักษณ์เรียกเรตติ้งจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่รีบร้อนเปิดหน้าโชว์ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงความบอบช้ำ จากการถูกสาดโคลนทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีสัญญาณ “เอาจริง” จากเจ้าของพรรคตัวจริง ด้วยการเตรียมให้ “ลูกเขย” คือนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เปิดหน้าลงเล่นการเมือง และอาจดันขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกคน ดึงกระแสคนรุ่นใหม่ด้วย

    ตั้งทีมงานขับเคลื่อนพรรค 5 ด้าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับรูปแบบโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะแต่งตั้งกันในวันที่ 1 ต.ค. จะมีเพียง 20-24 คน โดยตัดไขมันส่วนเกิน ลดตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จากเดิมที่มีมากถึง 15 คน ให้เหลือโควตาตามภาคเหนือ กลาง อีสานกทม. และตัวแทนมุ้งเป็นหลัก ตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคก็จะลดจำนวนลงเช่นกัน เมื่อได้ กก.บห.พรรคชุดใหม่แล้ว จะตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนพรรค แยกย่อยออกเป็นแต่ละด้านอีก 5 ด้าน คือ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ งานสภาผู้แทนราษฎร ข่าวกรอง และการบริหารพื้นที่

    “สุดารัตน์” ลั่นไม่ทิ้ง พท.

    วันเดียวกันเวลา 16.00 น. ที่เบนซ์ทองหล่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกจากตำแหน่งว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้าง แต่ไม่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค พร้อมยืนหยัดทำงานดูแลทุกข์สุขประชาชน และร่วมต่อสู้กับประชาชนให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้มีอำนาจเสียสละ เมื่อถามว่ายังทำงานกับพรรคเพื่อไทยอยู่หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ มีงานหลายอย่างที่ยังค้างคา ส่วนตำแหน่งบริหารคงไม่ได้รับตำแหน่งแล้ว ที่ผ่านมาพยายามให้พรรคเป็นสถาบันการเมือง มิติการทำงานของพรรควันนี้ต้องเดินหน้า หวังว่าแนวทางที่วางกันมา เชื่อว่าผู้บริหารพรรคต้องทำแบบเดียวกัน เมื่อถามว่ายืนยันไม่ถอดใจลาออกจากพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ไม่ได้ลาออกจากพรรค ยืนยันว่าไม่ทิ้งประชาชน ส่วนกระแสข่าวเรื่องการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. นั้น เป็นเรื่องทีม กทม.ที่ตนรับผิดชอบ ดังนั้นจะช่วยเรื่องนี้ ขณะนี้กำลังแสวงหาทีมคนอยากเปลี่ยน กทม. ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ทีมงาน ส.ก. แต่ตนคงไม่ลงสมัครเอง แต่จะทำหน้าที่ร่วมสรรหา

    โอดว่าไปเรื่อยชิ่งตั้งพรรคใหม่

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรื่องจะไปตั้งพรรคใหม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า “โอ้ย ว่าไปเรื่อย” เมื่อถามว่ากระแสข่าวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเข้ามาคุมพรรค ทำให้ตัดสินใจลดบทบาทหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ไม่เกี่ยว ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นเพียงกระแสข่าว ถ้าคุณหญิงพจมานมาน่าจะดีด้วยซ้ำไป ไม่มีปัญหาใดๆ เมื่อถามถึงกระแสข่าวทาบทามให้กลับไปนั่งคุมพรรคแต่ปฏิเสธไป คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า พรรคต้องเดินหน้าต่อไป ทุกคนต้องช่วยกันให้พรรคเข้มแข็ง อยากเห็นการปรับโครงสร้างที่ดี แต่ไม่ขอรับตำแหน่งบริหารจัดการเท่านั้น

    ให้ลืมไปเลยรัฐบาลแห่งชาติ

    ผู้สื่อข่าวถามว่าลาออกเพื่อเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า รัฐบาลแห่งชาติไม่มีทางที่เกิดขึ้นได้ ไม่ไปร่วมสังฆกรรมแน่นอน การลาออกไปร่วมรัฐบาลไม่ได้ และพาคนไปร่วมไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็น ส.ส. สมัยเป็นประธานยุทธศาสตร์ฯ ก็เกิดข่าวลือมีคำถามเรื่องนี้หลายครั้ง ยืนยันเป็นไปไม่ได้ การมีรัฐบาลแห่งชาติเป็นการซื้อเวลา ต่อเวลาให้ผู้มีอำนาจ ไม่ได้ต่ออายุประชาชน จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ให้ลืมไปเลยเรื่องนี้

    ตั้งความหวัง กก.บห.ชุดใหม่

    นายโภคิน พลกุล อดีตกรรมการยุทธศาสตร์ พท. กล่าวว่า แม้วันนี้ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์แล้ว แต่ยังอยากผลักดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต่อไป เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดมา 15 ปี เมื่อถามว่าการปรับโครงสร้างใหม่จะเรียกคะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่กลับมาได้หรือไม่ นายโภคินตอบว่า ไม่ทราบ พรรค การเมืองต้องพัฒนาไปสู่สถาบันการเมืองเป็นพรรคของทุกคน เข้าใจช่วงแรกๆต้องมีผู้มีบารมี ความรู้ความสามารถมาเป็นแกนนำ แต่พอผ่านไปต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นพรรคของประชาชนให้มากที่สุด หวังว่าช่วงที่จะเดินต่อไปนี้จะกลายเป็นสถาบันการเมืองที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หวังในกรรมการชุดใหม่

    เพจปลอมกุข่าว “ทักษิณ” กลับไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันมีผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กปลอม ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ข้อความระบุว่า “ขอบอกพ่อแม่พี่น้องของผมอย่างคนรักประชาธิปไตย เรื่องนายกฯพระราชทานอย่ามาพูดกับผม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาของประชาธิปไตย และต้องเป็นไปตามเสียงของประชาชน เผด็จการ จารีตประเทศไทย มันวาทกรรมอย่าหลงเชื่อ พวกมันมีแต่พูดโกหกพกลมหลอกลวงคนเป็นอาชีพ ท้องฟ้าสว่าง ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผมจะกลับมา และจะลงเลือกตั้ง หากประชาชนส่วนมากเลือกผม ผมก็พร้อมยินดีที่จะรับใช้ประชาชน เพราะหัวใจของผมอยู่กับประชาชนคนไทยเสมอ” เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังคนใกล้ชิดนายทักษิณ ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าว

    “ชวน” สั่งเร่งตรวจสอบร่างไอลอว์

    ที่โรงแรมเดอะสุโกศล นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งตรวจสอบรายชื่อและความถูกต้องของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ฉบับไอลอว์) ให้เสร็จภายในเวลา 45 วัน ส่วนจะทันพิจารณาร่วมกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่าง ในสมัยประชุมหน้าหรือไม่ ต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 6 ฉบับก่อนรับหลักการก่อน เท่าที่ดูร่างของไอลอว์กับร่างแก้ไขทั้ง 6 ฉบับ มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและแตกต่างกัน จึงไม่สามารถตอบได้ว่ามีหลักการเดียวกันหรือไม่ เพราะยังไม่มีการวินิจฉัย เนื่องจากยังไม่มีข้อเท็จจริงว่ากฎหมายที่เสนอแล้วตกไปหรือไม่ ถือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ไม่อยากให้กังวลไปก่อน ส่วนการพิจารณาของ กมธ.หากไม่ทันตามกรอบเวลา สามารถขยายเวลาออกไปได้ และการไม่มี ส.ส.ฝ่ายค้านร่วมเป็น กมธ.ฯไม่ถือเป็นการพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ในอดีตเคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อถามถึงมีกระแสเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ นายชวนตอบว่า ไม่ขอวิจารณ์ ไม่อยู่ในฐานะที่จะแสดงความเห็น แต่ในรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หากจะไปตั้งถือเป็นเรื่องฝ่ายบริหาร

    ตรวจสอบไปได้แล้ว 5 หมื่นชื่อ

    นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 45 วัน ขณะนี้รัฐสภาเร่งรัดการทำงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ได้รับแจ้งว่าตรวจสอบเสร็จไปแล้วกว่า 5 หมื่นรายชื่อ จากนั้นต้องส่งให้กรมการปกครองตรวจสอบว่าผู้ลงชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ อีกทั้งต้องทำหนังสือไปยังเจ้าตัวว่าได้ลงชื่อจริงหรือไม่ ถ้าทำไม่ครบถ้วนทุกขั้นตอนอาจถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องทำให้ถูกต้องที่สุด ยังบอกไม่ได้ว่าร่างฉบับไอลอว์จะนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาได้เมื่อไหร่

    กฤษฎีกาจ่อชง ก.ม.ประชามติ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเร่งดำเนินการ มีความคืบหน้าไปมาก เชื่อว่าจะเสนอเข้า ครม. และส่งไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ในวันที่ 1 พ.ย. เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา เมื่อถามว่าแนวทางการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมีกี่ครั้ง นายปกรณ์ตอบว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ 1 ครั้งก่อนที่จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อร่างเสร็จเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็ทำประชามติอีกครั้ง แต่ขณะนี้ที่มีการถกเถียงกันอยู่คือก่อนจะเริ่มแก้ควรถามประชาชนก่อนหรือไม่

    พท.ฉะ “บิ๊กตู่” ชอบลากตั้งสั่งได้

    นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ว่าญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านคงถูกตีตกในที่ประชุมรัฐสภาสมัยประชุมหน้า และรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงแก้ไม่ได้เลย แม้ ส.ว.บางส่วนอภิปรายสนับสนุนให้แก้ แต่พอลงมติเสียง ส.ว.ไม่แตกแถวอาจมีผู้มีอำนาจสั่งการให้ ส.ว.ลงมติไปในทิศทางเดียวกัน สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คงไม่ต้องการผู้แทนที่มาจากประชาชน แต่ต้องการได้ผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้ง ผลที่ตามมาคือประเทศจะวุ่นวายต่อไปไม่รู้จบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการนักการเมืองที่มาจากการลากตั้ง เพราะคุมง่ายและสั่งได้ตามใจผู้มีอำนาจ ไม่สนใจนักการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน

    นายกฯให้รอผล กมธ.ใน 30 วัน

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ต้องรอ กมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมรัฐสภา ศึกษา 30 วัน ก่อนรับหลักการ 6 ฉบับ มีความเห็นอย่างไรก็สรุปออกมา อันนี้จะทำให้ทุกอย่างเกิดการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภา ตนไปกำกับดูแลหรือไปสั่งไม่ได้ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เราก็ยึดมั่นในผลประโยชน์ชาติประชาชน มีหลายร่างด้วยกัน ขอให้ทุกคนมองผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก สิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ

    ถามทำลายสถานที่ราชการผิดไหม

    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมสาดสีเข้ารั้วกองพันทหารม้าที่ 4 กองพล 1 รอ. (ม.พัน 4 พล.1 รอ.) ว่า มันทำได้หรือไม่ได้ ควรหรือไม่ควร เป็นเรื่องกฎหมายเรื่องของทรัพย์สินทางราชการ ประชาชนทุกคนต้องช่วยดูแลด้วย ไม่อยากให้เป็นชนวนทางการเมือง วันนี้ได้สั่งให้หน่วยงานของรัฐระมัดระวังที่สุดในการปฏิบัติต่อประชาชนที่ประท้วง แต่ถ้าเกินเลยกฎหมายก็ต้องไปว่ากัน ไม่มีเรื่องทหารไปล็อกคอประชาชนให้ลบคลิปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวอ้าง เมื่อถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงยอมเปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว ควรดำเนิน การขั้นเด็ดขาดได้หรือยัง นายกฯตอบว่า เปิดหรือไม่เปิดเขาก็เคลื่อนไหวอยู่แล้ว แต่เขาต้องนึกถึงด้วยว่ากฎหมายจะตามมาอย่างไร เพราะมีประชาชนไม่เห็นด้วยจำนวนมากพอสมควรมีไปร้องทุกข์กล่าวโทษ

    “บิ๊กป้อม” กวักมือมาคุยกันดีกว่า

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จะมีการดำเนินคดีหรือไม่ ยังไม่รู้ ก็ผู้ชุมนุมเขาจะไป ต้องดูว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ผิดก็ไม่เป็นไร เมื่อถามว่าการทาสีทำให้เกิดความเสียหาย พล.อ.ประวิตรตอบว่า ก็ไม่เสียหายอะไร ตนว่ามาคุยกันดีกว่า พูดกันให้รู้เรื่องดีกว่า เมื่อถามว่ามีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุม พล.อ.ประวิตรตอบว่า เจ้าหน้าที่เขาดูอยู่แล้ว

    ส่งสัญญาณไฟเขียวแก้ รธน. 2 ญัตติ

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้เชิญแกนนำรัฐบาล หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รองหัวหน้าพรรค พปชร. เข้าไปนั่งดื่มกาแฟและหารือประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ทำให้การประชุม ครม.ต้อง เริ่มขึ้นล่าช้าไปเล็กน้อย โดยในวงมีการหารือในหลาย เรื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย พล.อ.ประยุทธ์กำชับพรรคร่วมรัฐบาลให้รับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ญัตติ ที่มีหลักการเดียวกัน คือญัตติของพรรคร่วมรัฐบาล กับญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ให้แก้ไขมาตรา 256 เปิดทางให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 พร้อมขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ที่ทำงานในสภาฯโดยไม่มีความขัดแย้ง ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐสภาไป และไม่กังวลกับการเคลื่อนไหวของมวลชนในช่วงเดือน ต.ค.

    “เทพไท” สะกิดม็อบมัดใจมวลชน

    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงภาพลักษณ์และแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม นับวันอาจถูกปฏิเสธจากแนวร่วม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น แกนนำบางคนกล่าวคำไม่สุภาพต่อประธานรัฐสภา ปราศรัยด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย จาบจ้วงสถาบัน จัดกิจกรรมไม่เหมาะสม ทำให้มวลชนค่อยๆถอยห่างออกไป แต่ถ้ามุ่งมั่นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเป้าหมายเดียวจะได้รับการสนับสนุนท่วมท้น ขอให้ทบทวนท่าทีใหม่ มุ่งมั่นธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย 3 ข้อ คือ หยุดคุกคามประชาชน แก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภา มวลชนจะเข้าร่วมมากขึ้น

    “ไสลเกษ” ชี้ก้าวร้าวรุนแรงอันตราย

    นายไสลเกษ วัฒนพันธ์ ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาว่า ช่วงที่เป็นนักศึกษารู้สึกว่าอะไรที่เป็นสิ่งใหม่สิ่งที่ท้าทาย เราต้องการเรียนรู้ หลายเรื่องที่ไม่เคยเข้าใจ สมัยเข้าเรียน ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2515 ช่วงหลังเปลี่ยนแปลง 14 ต.ค.16 และ 6 ต.ค.19 นักศึกษามีความคิดทางสังคมเยอะ สมัยตนอ่านตำราทุกอย่าง ทั้งมาร์กซิสต์ เลนิน เหมา เราต้องการเรียนรู้ ว่าจริงๆ มันคืออะไร เพราะไม่รู้ ในที่สุดประสบการณ์จะสอนเราเรื่อยๆว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ แล้ววันเวลาก็พิสูจน์ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนล้มเหลว ถ้ามาเทียบกับสังคมขณะนี้ ต้องสอนต้องให้โอกาสเยาวชนเราให้เขาได้เรียนรู้ได้เข้าใจ มองว่าความก้าวร้าว ความรุนแรง ความไม่ให้เกียรติกันจะเป็นอันตรายต่อสังคม ทำอย่างไรจะทำให้การเปลี่ยนถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นเป็นไปด้วยสันติวิธี

    แนะหาคนกลางเชื่อมเด็กกับผู้ใหญ่

    เมื่อถามว่าถ้าแกนนำนักศึกษาต้องถูกดำเนินคดีขึ้นศาล การใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัดจะถูกต้องหรือไม่ นายไสลเกษตอบว่า ศาลต้องใช้กฎหมายเป็นหลัก แต่ตัวกฎหมายเองก็มีความยืดหยุ่นที่ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้ เป็นไปได้ไหมที่จะให้คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ที่มีข้อพิพาทกัน ได้สร้างความเข้าใจกันให้มากขึ้น ลองนั่งคุยกันอย่างมีสติ แต่ต้องหาคนกลางที่จะทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้คุยกันเมื่อถามว่าในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ม.ธรรมศาสตร์ ควรมีบทบาทอย่างไร นายไสลเกษ ตอบว่า สงสารผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ ที่พยายามสร้างความเข้าใจ แต่เนื่องจากประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์มักเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด มธ.ก็พยายามรอมชอมลดความรุนแรง วันเวลาอีกสักระยะหนึ่งเชื่อว่าน้องๆจะเข้าใจผู้ใหญ่ว่าไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น แต่ห่วงใยเด็กๆด้วยซ้ำ เห็นใจผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ มุมหนึ่งก็อยากให้น้องๆได้เดินไปข้างหน้า ได้แสดงความเห็น แต่ก็ต้องให้เกิดความพอดี

    ศาลยกฟ้องใบส้ม “สุรพล”

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบส้ม) ให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งของนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. กรณีเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2562 นายสุรพลใส่ซองทำบุญพระสงฆ์ 2,000 บาท ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่ใช่เป็นการหาเสียง พูดขอฝากเนื้อฝากตัว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่ามี เจตนาเพื่อหาเสียง ยังรับฟังไม่ได้ว่าการถวายเงิน 2,000 บาท แก่พระครูถาวรวรคุณเพื่อเป็นการสื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ได้บริจาคเงินสมทบให้แก่กองผ้าป่า สามัคคีของหมู่บ้านเพื่อจูงใจลงคะแนนให้แก่ตนเอง เมื่อฟังว่าผู้คัดค้านไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่จำต้อง ชดใช้ค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 ศาลพิพากษาให้ยกคำร้อง

    ลั่นคนเชียงใหม่ได้ศักดิ์ศรีคืน

    ที่รัฐสภา นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย แถลง ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายกคำร้องกรณี กกต.ให้ใบส้มว่า ศาลพิพากษาคืนความยุติธรรมยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าเงินที่ตนบริจาคให้ไปเป็น ค่าเทียนสะเดาะเคราะห์ ไม่ได้พูดหาเสียง ไม่ได้ฝากเนื้อฝากตัวกับชาวบ้าน ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเป็นการบริจาคเงินทำบุญให้กับวัดเพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ คดีนี้เป็นคดีแรกที่ ส.ส.ได้รับชัยชนะเป็นวันที่ภาคภูมิใจในเกียรติยศ ที่ได้รับความยุติธรรมจากศาลฎีกา อยากให้ประชาชนในเขต 8 เชียงใหม่ได้ทราบว่า ทุกคนได้คืนศักดิ์ศรีเกียรติยศ ทุกอย่างถูกต้องไม่มีความผิด

    ฟ้องกลับ กกต.เรียก 70 ล้าน

    นายปกป้อง กลับวิเศษ ทนายความนายสุรพล กล่าวว่า เมื่อศาลยกคำร้องทีมทนายจะติดตามความชัดเจนจาก กกต.ว่า จะทำอย่างไรต่อคะแนนการเลือกตั้งกว่า 50,000 คะแนน ที่นายสุรพลได้รับ ซึ่งเป็นคะแนนบริสุทธิ์ และ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคภูมิใจไทย ที่ชนะเลือกตั้งซ่อมจะมี สถานะใด หรือจะให้นายสุรพลกลับมาเป็น ส.ส.ตาม คะแนนที่ได้รับโดยชอบ เบื้องต้นได้ฟ้องร้องเรียกค่า เสียหายกรณีที่นายสุรพลไม่ได้ทำหน้าที่ ส.ส.จาก กกต. แล้ว 70 ล้านบาท ฐานให้ใบส้มโดยมิชอบใช้อำนาจหน้าที่โดยละเมิด แต่ยังไม่ฟ้องร้องเอาผิดตามมาตรา 157 หาก กกต.ยังไม่คืนสิทธิจะดำเนินการต่อไป

    พท.ขยี้ รธน.ผิดพลาดร้ายแรง

    นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต.ออกใบส้มเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เป็นการเอาผู้สมัครออกจากเวทีการเลือกตั้ง ทั้งยังเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งว่า คำสั่งออกใบส้มของ กกต.นั้นให้เป็นที่สุด เท่ากับเป็นการย้อนอำนาจให้กับ กกต.ใช้อำนาจกึ่งตุลาการเพิกถอนสิทธิผู้สมัครได้ สิ่งที่ตอบได้ในขณะนี้คือ นายสุรพลไม่ต้องเสียค่าเลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทยคงจะได้คืนสิทธิกรณีที่ กกต.อายัดเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่พรรคได้รับโดยเหตุดังกล่าว ส่วนชนะเลือกตั้งซ่อมที่ กกต.ประกาศรับรองไปแล้วมีปัญหาว่า กกต.จะมี ทางออกเรื่องนี้อย่างไร เป็นปัญหาใหญ่ในทางกฎหมาย ต้องถือว่านายสุรพลได้รับความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ต้องเสียสิทธิเป็น ส.ส.ทั้งที่ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง ต้องสอบถามไปยัง กกต.ว่าจะปฏิบัติและให้ความเป็นธรรมต่อนายสุรพลอย่างไร แต่ที่แน่ๆ เราเชื่อว่า กกต.ต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ กกต.ใช้ดุลพินิจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

    “บิ๊กแดง” มอบธงให้ “บิ๊กบี้” คุม ทบ.

    ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เมื่อเวลา 10.30 น. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ว่าที่ ผบ.ทบ. ร่วมสักการะศาลพระชัยมงคลภูมิ วางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 พร้อมลงนามเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.ทบ ก่อนทำพิธีรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.ทบ.ขึ้นแท่นรับการเคารพจากทหารกองเกียรติยศผสมรวม 561 นาย มอบธง ผบ.ทบ.ให้กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ โดย พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า เชื่อมั่นในความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ จิตวิญญาณของความเป็นทหาร ความมุ่งมั่นทำงานยึดถือผลประโยชน์ความมั่นคงของชาติของ ผบ.ทบ.คนใหม่ สามารถรับผิดชอบสานต่อนำ ทบ.เป็นปึกแผ่นต่อไป

    ผบ.ทบ.ชูนิ้วโป้งนัดแถลง 6 ต.ค.

    พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ขอยืนยันจะสานต่อภาระหน้าที่ นโยบายอุดมการณ์การทำงานของ พล.อ.อภิรัชต์ อย่างเต็มความสามารถ ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็นธรรม เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด พร้อมนำพากำลังพลปฏิบัติภารกิจบนพื้นฐานของความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจดูแลพัฒนา ทบ.ให้เจริญก้าวหน้า ยืนหยัดเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคง ค้ำจุนประเทศชาติและราชบัลลังก์อย่างยั่งยืน จากนั้น พล.อ.อภิรัชต์ได้เดินลงมาทักทายอำลากำลังพลและสื่อมวลชน ก่อนเดินทางออกจาก บก.ทบ.ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จะให้สัมภาษณ์สื่อเป็นครั้งแรก หลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ในวันที่ 6 ต.ค.พร้อมชูนิ้วโป้งให้ผู้สื่อข่าว

    หลาน “บิ๊กจิ๋ว” นั่งกุนซือ “เสี่ยแฮงค์”

    ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชารัฐ หลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯเป็นที่ปรึกษานายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ เป็นอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายธนู ขวัญเดช นายวีระ แข็งกสิการ และนายสุทิน แก้วพนา เป็นรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายวรัท พฤกษาทวีกุล เป็นเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นายยศพล เวณุโกเศศ และ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายพีรศักดิ์ รัตนะ เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

    ครม.มอบดีอีเอสฟ้องไทยคม

    อีกเรื่อง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดำเนินคดีโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และหรือกระบวนการทางศาล เรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญา รวมทั้ง เรียกร้องให้ดำเนินการจัดหาดาวเทียมทดแทนดาวเทียมไทยคม 5 การขอให้ชดใช้ราคาแทนการจัดหาดาวเทียมทดแทนดาวเทียมไทยคม 5 การชำระค่าตอบแทนต่างๆตามสัญญา เบี้ยปรับ และค่าเสียหายต่างๆ ตามรายละเอียดที่ตรวจสอบได้และประสงค์จะเรียกร้องแทนรัฐบาล ทั้งนี้การพิจารณาวงเงินค่าสินไหมทดแทนของบริษัทผู้รับประกันภัยใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และ บมจ.ไทยคม ต้องจัดสร้างดาวเทียมทดแทนตามสัญญา กรณีดาวเทียมไทยคม 5 ที่ปลดระวางโดย บมจ.ไทยคม ชี้แจงได้จัดสร้างดาวเทียมหลักและสำรองในกรณีที่ดาวเทียมหลักเสียหายถูกต้องครบถ้วน (2 ชุด) ตามข้อกำหนดของสัญญาแล้ว จึงไม่มีแผนจัดสร้างดาวเทียมเพิ่มเติม ซึ่งข้อพิพาทนี้ยังไม่มีข้อยุติ ดีอีเอสจึงต้องนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ข่าววันนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญส.ส.ร.จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติไอลอว์ประยุทธ์ จันทร์โอชาข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 15:59 น.