ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ส.ว.ดาหน้าต้าน ส.ส.ร.ไม่ยอมตีเช็คเปล่าให้รื้อรัฐธรรมนูญ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์24 ก.ย. 2563 05:25 น.
    SHARE

    ประชุมร่วมรัฐสภาร้อนฉ่า “สมพงษ์” ชูหลักการแก้ ม.256 พ่วงแก้รายมาตราตามความต้องการประชาชน “อนุดิษฐ์” ปลุก ส.ว.ชักฟืนออกจากกองไฟ “พิธา” หยัน รธน.60 ปชต.สลึงเดียว แซะวุฒิสมาชิกเลิกทำตามคำสั่งระบอบประยุทธ์ ส.ว.ดาหน้าขวางตั้ง ส.ส.ร.ตีเช็คเปล่ารื้อแหลกก่อความขัดแย้งไม่จบสิ้น “เจตน์” ชักแม่น้ำทั้ง 5 เปลืองงบฯ กฎเหล็กหาย “เฉลิม เฟื่องคอน” ยุนายกฯ ดัดหลังยุบสภาปิดสวิตช์ ส.ส. “ไพบูลย์” อุ้ม ส.ว.ไปต่อเลือกนายกฯ “บิ๊กป้อม” เชื่อคุมอยู่ม็อบหน้าสภา คณะประชาชนปลดแอกทำพิธีจับ ส.ว.ลงหม้อ “บิ๊กแดง” อำลา ผบ.ทบ.“บิ๊กบี้” รับไม้ต่อปกป้องสถาบันฯ “ก้าวไกล” ชงแก้กฎหมายอาญา ม.116 หั่นโทษจำคุกข้อหายุยงปลุกปั่น 7 ปีเหลือ 3 ปี “บิ๊กตู่” จีบ ขรก.เกษียณเป็นคลังสมอง โอ่สถานะการเงินยังแกร่ง 3 กมธ.รุมกินโต๊ะสอบที่ดินโรงแรมศรีพันวา

    ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณา 6 ญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต่างอภิปรายขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา โดยกลุ่มไทยภักดีเข้ายื่นรายชื่อประชาชน 1.3 แสนรายชื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 อ้างผ่านการทำประชามติจากประชาชน 16.8 ล้านเสียง ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เชื่อการชุมนุมหน้ารัฐสภาไม่น่าจะมีการก่อเหตุความรุนแรง

    “ชวน” ชี้ชุมนุมหน้าสภาไม่น่ารุนแรง

    เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติว่า ได้ตกลงกรอบเวลาทั้ง 3 ฝ่ายเท่าๆกัน การลงมติจะลงทีละญัตติในคราวเดียวทั้ง 6 ญัตติ อาจต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนที่ ส.ว.เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการหนึ่งคณะขึ้นศึกษารัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยลงมติในการประชุมสภาสมัยหน้า ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ส่วนการชุมนุมหน้ารัฐสภาวันที่ 24 ก.ย. ไม่เป็นไรส่วนใหญ่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย คาดว่าคงไม่มีการก่อเหตุรุนแรง แต่ต้องเฝ้าระวัง เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือบันทึกภาพเนื่องจากอาจไม่มีปัญหาในวันนี้ แต่ในอนาคตข้างหน้าอาจมีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาเป็นปัญหา เช่น การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณี ส.ส.ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ยังไม่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมส.ส.ดังกล่าว

    “พรเพชร” ยืนกรานไม่มีใบสั่ง รบ.

    นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะรองประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ ว่า มี ส.ว.ประสงค์อภิปราย 27 คน ยืนยันว่าตนและรัฐบาลไม่มีคำสั่งหรือชี้แนะสมาชิกในประเด็นนี้ ผู้ใหญ่หลายคนในที่ประชุมวิปวุฒิสภาบอกว่า ส.ว.มีวุฒิภาวะ พอที่จะพิจารณาว่าจะลงมติอย่างไร สมาชิกไปปรึกษากันเองก็ว่ากันไป ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยุ่ง ไม่ก้าวก่ายเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเสียง ส.ว. 84 เสียงสำคัญต่อการลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ครบจะทำให้การเมืองร้อนขึ้นหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญสร้างมาเช่นนั้นและให้สมาชิกลงมติตามที่เห็นสมควร ไม่มีการตั้งเป้าว่าจะลงครบหรือไม่ แต่การลงมติทุกครั้งต้องอธิบายต่อสังคมได้และสังคมมีสิทธิวิจารณ์ได้

    “วรงค์” ยื่น 1.3 แสนชื่อค้านแก้ รธน.

    เมื่อเวลา 08.30 น. ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภา มีมวลชนกลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และ น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี มารวมตัวหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อประธานสภาฯและประธานวุฒิสภา โดยนพ.วรงค์กล่าวว่า นำรายชื่อประชาชนที่รวบรวม 4 วัน ได้ชื่อ 130,000 รายชื่อ มายื่น ยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพื่อเป็นตัวแทน 16.8 ล้านเสียงที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และคัดค้านการแก้ไข ขอเตือนสมาชิกรัฐสภาทุกคน ถ้ายังดื้อดึงเดินหน้าแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงประชาชน เรื่องคงต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีบรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ถูกสถาปนาโดยประชาชน รัฐสภาเป็นเพียงองค์กรตามรัฐธรรมนูญฐานะต่ำกว่า ไม่มีอำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีอำนาจเพียงแก้ไข กระทั่ง 10.30 น. นายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะทำงานประธานสภาฯและนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาเป็นตัวแทนรับเรื่อง

    “เจ๊หน่อย” อัด ส.ว.ยุติรับใช้กลุ่ม รปห.

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากประชาชน คือใจกลางของปัญหา เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยุติอำนาจ ส.ว.คือทางออกจากวิกฤติของประเทศอย่างสันติ ในวิกฤติการเมือง ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชน ตระหนักว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนด้วยความจริงใจ ถ้า ส.ว.ยังกอดอำนาจไม่ยอมฟังเสียงประชาชนมีแต่จะทำให้เงื่อนปมความขัดแย้งผูกรัดมัดแน่น ยากจะคลี่คลายในที่สุด ขอเรียกร้องให้ ส.ว. แสดงจุดยืนอย่างจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หยุดสืบทอดอำนาจ หยุดเป็นเครื่องมือรับใช้ให้คณะรัฐประหาร

    “ไพบูลย์” เปิดหัวตีรวนญัตติฝ่ายค้าน

    ต่อมา เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 จำนวน 6 ฉบับ พอเริ่มเปิดประชุมนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือการยื่นญัตติให้รัฐสภาส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 4 ญัตติ ของฝ่ายค้านที่มีปัญหาลงชื่อซ้ำซ้อน แต่ไม่มีการบรรจุเข้าสู่วาระ เลขาธิการสภาฯระบุว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทั้งที่เป็นอำนาจที่รัฐสภาควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของฝ่ายค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่อยากก้าวล่วงว่าประธานเลือกปฏิบัติ ถ้าใครจะตีตกจะนำเรื่องฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริต ขอให้ไปทบทวนข้อกฎหมายให้ดี

    “ชวน” แจงตีตกไม่ส่งศาล รธน.ตีความ

    ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาชี้แจงว่า ญัตติที่นายไพบูลย์ยื่นมาถือว่าตกไปโดยฝ่ายเลขาธิการสภาฯได้เรียกประชุมฝ่ายกฎหมายของสภาฯทั้งหมดแล้ว เห็นว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 4 ฉบับ ของฝ่ายค้านลงลายมือชื่อซ้ำกับคำร้องฉบับอื่น หากซ้ำกรณีที่คำร้องมีเนื้อหาต่างกันถือว่าไม่มีข้อกฎหมายใด ดังนั้นญัตตินายไพบูลย์จึงไม่อยู่ในข่ายส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เมื่อฝ่ายกฎหมายยืนยันญัตตินายไพบูลย์ไม่ถูกต้อง หลังจากตนไตร่ตรองแล้ว จึงไม่บรรจุญัตติ เข้าใจนายไพบูลย์มีเจตนาดี ไม่ได้ถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ แต่แนวปฏิบัติที่เคยทำมา ไม่เคยมีปัญหา กรณีนี้เพิ่งมามีครั้งนี้ แต่นายไพบูลย์พยายามแย้งว่าเป็นความเห็นฝ่ายกฎหมายที่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าญัตติแก้รัฐธรรมนูญฝ่ายค้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น แต่นายชวนยืนยันไม่บรรจุญัตตินายไพบูลย์ ก่อนตัดบทเข้าสู่การอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติทันที

    “สมพงษ์” ชูหลักการแก้ ม.256–รายมาตรา

    จากนั้นนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายเป็นคนแรกถึงการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดหลักเกณฑ์เข้มงวด ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่แล้ว ต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบอีก 1 ใน 3 ด้วย มีบทบัญญัติหลายประการไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและความต้องการของประชาชน จึงสมควรแก้มาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา อีก 4 ญัตติ ได้แก่ 1.แก้ไขมาตรา 270 และ 271 การปฏิรูปประเทศ 2.แก้ไขมาตรา 272 การยกเลิกอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ 3.แก้ไขมาตรา 297 ให้ยกเลิกประกาศคำสั่งและการกระทำของคณะและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และนิรโทษกรรมให้แก่ คสช. 4.แก้ไขระบบเลือกตั้ง ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหาทางปฏิบัติ ไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ชัดเจน สมควรนำระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบมาใช้เลือกตั้งแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเจตนาประชาชน

    “วิรัช” อ้อน ส.ว.เห็นชอบฉบับรัฐบาล

    ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายถึงการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ขอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา 256 โดยมี ส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาชน และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อยากเห็นบ้านเมืองสงบ และมีเจตนารมณ์แน่นอน ไม่แก้หมวด 1และ 2 ตรงกับเจตนารมณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้าน 1 เดือนที่ผ่านมาได้พบปะพูดคุยสอบถาม ส.ว. แต่สิ่งที่ได้รับการต่อว่าคือยังไม่มีการมาปรึกษาหารือกันเลย ในนามพรรคร่วมรัฐบาลมีเจตนารมณ์แน่วแน่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นปัญหา ไม่แก้หมวด 1และ 2 อะไรมีปัญหายินดีแก้ อะไรเป็นบ่อเกิดความขัดแย้งเราพร้อมแก้ไข ขอให้ ส.ว.ได้โปรดร่วมโหวตด้วยกับร่างพรรคร่วมรัฐบาล เราพร้อมร่วมพิจารณาแก้ปัญหาและหาทางออกให้ประเทศ

    ปลุก ส.ว.ร่วมชักฟืนออกจากกองไฟ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ทำให้การเมืองไทยอ่อนแอ กระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากการเมือง มีรัฐธรรมนูญเป็นต้นตอปัญหา ต้องช่วยกันยุติโดยเร็ว คืนอำนาจให้ประชาชน ไปเขียนกติกาฉบับประชาชน เมื่อ ส.ส.ร.ร่างเสร็จต้องส่งให้รัฐสภาเห็นชอบ ต้องไปทำประชามติ จึงไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ความเป็นห่วงสิ้นเปลืองงบฯทำประชามติ หากให้ความขัดแย้งอยู่ต่อไปจะเสียหายมากกว่าเงินที่ไปทำประชามติ เสียเงินเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถือว่าคุ้ม ขอให้ ส.ว.ออกเสียงสนับสนุน 84 เสียงแก้รัฐธรรมนูญ ชักฟืนออกจากกองไฟแห่งความขัดแย้ง เชื่อว่า ส.ว.รักชาติ ประชาชน ขอให้เห็นชอบหลักการที่พวกตนเสนอด้วย

    “จุรินทร์” ท่อง ปชป.หนุนร่างพรรคร่วมฯ

    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันควรแก้ไขมาตรา 256 สะเดาะกุญแจแก้รัฐธรรมนูญ 60ที่ซับซ้อน สนับสนุนร่างของพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้แก้มาตรา256 ตั้ง ส.ส.ร.ไม่แตะหมวด 1-2 แล้วจะเสนอเเนวทางทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อาทิ แก้ระบบการเลือกตั้ง ไม่นำไปสู่เบี้ยหัวเเตกจนการเมืองขาดเสถียรภาพ จะเสนอแก้อำนาจบทบาท ส.ว. หวังว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนและร่างพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีหลักการใกล้เคียงกันด้วย

    “มณเฑียร” ติงรื้อยกฉบับขัดแย้งไม่จบ

    นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญ ต้องแก้ได้ ผู้อยู่ในอำนาจต้องไม่ฝืน ไม่ให้แก้ไข ในฐานะ ส.ว.จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ฝืน เพื่อให้ประเทศเดินไปได้ ไม่เป็นเหตุให้เกิดการสิ้นอายุรัฐธรรมนูญโดยวิธีไม่เป็นประชาธิปไตย การให้รับร่างรัฐธรรมนูญไว้เพื่อพิจารณา จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขได้โดยไม่ยากเกินไป แต่ไม่เชื่อว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะนำมาซึ่งความพอใจของคนโดยรวม ลึกๆจึงอยากให้แก้เป็นรายประเด็น เพราะแก้ทั้งฉบับจะนำมาซึ่งความขัดแย้งไม่สิ้นสุด

    “พิธา” หยัน รธน.60 ปชต.สลึงเดียว

    นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ต้องแก้ไข ไม่ใช่เพราะเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจ คสช. แต่ยังเป็นกลไกทวนเข็มนาฬิกาย้อนยุคประเทศให้ล้าหลัง ฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจ ส.ว.แต่งตั้งเลือกนายกฯได้ คือรัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมา 40 ปี ต่างกันที่รัฐธรรมนูญปี 60 ผูกขาดอำนาจแบบใหม่ ใช้องค์กรอิสระทำลายศัตรูทางการเมือง ประเทศวนเวียนเหมือนม้าหมุนจากรุ่นพ่อเป็นประชาธิปไตยครึ่งเดียว มารุ่นลูกเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียว การถอนฟืนจากกองไฟได้ ต้องไม่ให้ คสช.สืบทอดอำนาจยกกำลังสอง การห้ามแก้หมวด 1 และ 2 ไม่ช่วยให้ข้อเรียกร้องประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยได้พูดถึงด้วยเหตุผล คนบางกลุ่มปลุกปั่นให้ข้อเรียกร้องนักเรียนนักศึกษากลายเป็นปีศาจของสังคมไทย ต้องจริงใจ ไม่ยื้อเวลา หากแก้ตามร่างพรรคร่วมรัฐบาลความขัดแย้งจะทอดยาวไป เกิดแรงปะทะถึงทางตัน ไร้ทางออก อนาคตจะเกิดการปะทะรุนแรง ขอสมาชิกอย่าทำตามคำสั่งระบอบประยุทธ์ให้อยู่ฝั่งเดียวกับประชาชน หยุดกอดอดีตปล่อยประเทศไปสู่อนาคต

    “ไพบูลย์” อุ้มต่อ ส.ว.จิ้มนายกฯ

    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายหลักการญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ที่จะแก้ไขมติให้มี ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เห็นชอบด้วยของรัฐสภาเห็นว่าควรใช้เสียง 2 ใน 3 และการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างใหม่ต้องไม่ยุ่งหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ เมื่อร่างเสร็จต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจากเดิมที่บัญญัติให้รัฐสภาเห็นชอบ แต่ยังคงมีการทำประชามติ คงบทบัญญัติมาตรา 269 และ 272 ให้มี ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล มีอำนาจเลือกนายกฯเนื่องจากเป็นมาตรามาจากคำถามพ่วงผ่านประชามติ รวมถึงมาตรา 279ควรใช้ต่อไป หากยกเลิกอาจเกิดความขัดแย้งเพราะมีประชาชนคัดค้าน ทำให้การดำเนินการคดีทุจริตที่ดำเนินการยุค คสช.อาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

    “วิรัช” โต้ระบอบธนาธร–ปิยบุตร

    จากนั้นนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นโต้แย้งการอภิปรายของนายพิธาที่ระบุถึง “ระบอบประยุทธ์” ว่า การปกครองของประเทศไทยมีเพียงระบอบเดียวคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากฝ่ายตนพูดว่า “ระบอบธนาธรบวกกับปิยบุตร” บ้างคงไม่ดี ได้กำชับในส่วนของรัฐบาลว่าอย่าพูด ด้านนายพิธาขอใช้สิทธิ์พาดพิงชี้แจงคำว่า “ระบอบประยุทธ์” หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจมาและมองถึงองคาพยพที่มาจากการแต่งตั้งของคนยึดอำนาจ

    “เจตน์” ชักแม่น้ำทั้งห้าค้านแหลก

    นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.อภิปรายว่า ยืนยัน ส.ว.มีอิสระทางความคิด ไม่มีการขอร้อง หารือให้ลงมติทิศทางเดียวกัน ญัตติทั้ง 6 ญัตติไม่เหมาะกับสถานการณ์ของประเทศที่มีการระบาดโควิด-19 ส่วนที่ให้แก้มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. ครั้งหนึ่งเคยตั้ง ส.ส.ร.มาแล้ว เคยอภิปรายว่าเปรียบเหมือนลูกฆ่าแม่ ตีเช็คเปล่า ต่อมาปี 2555 มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาโดยการลงมติของประชาชนควรให้ลงประชามติก่อนว่าควรมีฉบับใหม่หรือไม่ เป็นที่มาออกแบบรัฐธรรมนูญปี 60 ให้ต้องทำประชามติเมื่อแก้ไขหมวด 15 ถึง 2 ครั้งเมื่อตั้ง ส.ส.ร.และมีรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งหมดต้องใช้งบฯถึง 12,000-13,000 ล้านบาท มีหลายสาเหตุที่ทำให้นักการเมืองไม่ดีไม่ชอบ เช่น มาตรา 9 ว่าด้วยเรื่องขัดกันของผลประโยชน์ ห้ามเข้ารับหรือก้าวก่ายสัมปทานรัฐ ไม่แน่ใจประเด็นดีๆจะคงอยู่หรือไม่ คิดหนักไม่เห็นด้วย กับการตั้ง ส.ส.ร.

    “เสรีพิศุทธ์” ขุดคุ้ย คสช.ประท้วงวุ่น

    ต่อมาเวลา 12.30 น. การอภิปรายเริ่มวุ่นวายเล็กน้อยเมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายอย่างดุเดือด ย้อนไปสมัย คสช.ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ให้เฒ่าสารพัดพิษมาเป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะอยากอยู่ยาวๆ จนนายชวนต้องตักเตือน แต่ไม่สนใจขอใช้คำว่า เฒ่าเจ้าเล่ห์ได้หรือไม่ ทำให้ ส.ส.ซีกรัฐบาล อาทิ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงให้ถอนคำไม่สุภาพ พาดพิงคนภายนอก แต่ไม่เป็นผล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังอภิปรายต่อว่า เหตุใดจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญตามที่ พล.อ.ประยุทธ์จูงจมูก นายสิระจึงประท้วงอีก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่ในที่ประชุม ทำไมไม่พูดต่อหน้าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่ ทำให้ น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ประท้วงให้นายสิระถอนคำพูดและถามกลับว่าแล้วนายสิระเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า จนนายชวนต้องตัดบทให้ระวังคำพูดเสียดสีบุคคลภายนอก

    แซะหลานนายกฯ “บิ๊กติ๊ก” ฮึ่มใส่

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวอีกว่า ระหว่างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มีหลายเรื่องที่อาจส่อทุจริต แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ เช่น นาฬิกาหรู อุทยานราชภักดิ์ หลานนายกฯเปิดบริษัทในค่ายทหาร จนนายชวนต้องเตือนซ้ำว่าระวังอย่าเสียดสีคนนอก ระวังเรื่องที่เป็นคดีความอยู่ด้วย ขณะที่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ส.ว. น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นประท้วงขอให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ถอนคำพูด เพราะการที่พูดถึงหลาน พล.อ.ประยุทธ์ก็คือลูกชายของตน ไม่อยากให้เอาเรื่องไม่จริงมาพูดในที่ประชุม นายชวนได้ตักเตือนก่อนให้อภิปรายต่อ

    ยุ “จุรินทร์–อนุทิน” ถอนตัวบีบ “บิ๊กตู่”

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ขอเสนอ 4 ขั้นตอน 1.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก 2.ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯตามมาตรา 272 3.นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนมาร่วมพิจารณาด้วย และ 4.ยุบสภาฯเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ หลายคนกลัวว่า จะให้นายกฯลาออกได้อย่างไร ขอถามนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องลาออกและเลือกนายกฯกันใหม่

    ส.ว.ดาหน้าขวางตีเช็คเปล่าให้ ส.ส.ร.

    ช่วงบ่าย ส.ส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.สลับกันขึ้นอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดย ส.ส.รัฐบาลและ ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่สนับสนุนให้ตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายคัดค้านการตั้ง ส.ส.ร.ให้แก้รายมาตรา เกรงว่าเป็นการตีเช็คเปล่า ไม่ระบุแก้ประเด็นใดบ้าง เสี่ยงสร้างความขัดแย้งรอบใหม่สูง ส.ว.ที่อภิปรายล้วนเป็นกลุ่มไม่สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ อาทิ พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน และนายจเด็จ อินสว่าง แต่ ส.ว.กลุ่มที่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญยังสงวนท่าที ไม่มีใครลุกขึ้นมาอภิปราย

    “เฉลิม” ให้ยุบสภาปิดสวิตช์ ส.ส.

    นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว.อภิปรายว่า การขอแก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือ การล้มล้างรัฐธรรมนูญ เกรงว่าอาจมีการไปยื่นให้อัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกล่าวหาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 49 รวมถึงอาจถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาจงใจปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค ตัดสิทธิการเมือง 10 ปี ถูกฟ้องคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การปิดสวิตช์ ส.ว.ทำผิดอะไร นายกฯควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ปิดสวิตช์ ส.ส.จะดีกว่า

    “บัญญัติ” ชี้ปี 39 เคยแก้ไม่ขัด รธน.

    นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า โพลส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญต่างเรียกร้องให้แก้ทั้งสิ้น ที่ตั้งข้อสังเกตถ้าแก้จะไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ปี 2539 เคยมีแล้ว และได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ชื่นชม ส่วนเรื่องงบฯทำประชามติหลายคนบอกต้องใช้จำนวนมากนั้นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดถ้าจำเป็นก็ควรทำ มั่นใจว่าใครมีจิตใจเปิดกว้างทางการเมืองคงปฏิเสธไม่ได้ว่า แก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น การตั้ง ส.ส.ร.เป็นทางสายกลางที่หลายฝ่ายน่าจะยอมรับกันได้ ดึงหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอาจจะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งให้ลดน้อยลงบ้าง

    รปช.อ้างเผด็จการรัฐสภาห้ามแก้

    นายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เผด็จการรัฐสภาในอดีต เช่น แก้ไขมาตรา 190 ทำสนธิสัญญาโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แก้ที่มา ส.ว.ให้ตกอยู่ในอิทธิพลของการเมือง ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการกระทำที่มิชอบ การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยจนกลุ่ม กปปส.ต้องออกมาประท้วง เป็นผลพวงจากระบบการเลือกตั้งไม่เหมาะสม หากแก้ไขกลับไปแบบเดิม เผด็จการรัฐสภาจะกลับมาอีก รัฐธรรมนูญ 60 ยังบัญญัติไม่ให้ผู้มีประวัติเสียหายลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ให้ ส.ส.-ส.ว.แปรญัตติงบฯมาใช้ ห้ามก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการ เป็นฉบับปราบโกง หากยกร่างใหม่จะทำให้การปฏิรูปประเทศชะงัก เสียเวลา เสียงบฯ วุ่นวายกับรัฐธรรมนูญที่กินไม่ได้อีก

    “จิรัฏฐ์” เดือดต้องถือปืนขอแก้หรือ

    กระทั่งเวลา 17.20 น. เกิดการปะทะคารมระหว่าง ส.ส.พรรคก้าวไกลกับ ส.ว. เมื่อนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ใช้อำนาจแทรกแซง ส.ว.อยู่บ่อยครั้ง จนนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ลุกขึ้นประท้วง ตอบโต้ว่าอยู่ใต้กระโปรงเด็ก วันๆคิดแต่เรื่องล้มเจ้า นายชวน หลีกภัย ประธาน จึงขอให้ถอน นายกิตติศักดิ์จึงยอมถอน นายจิรัฏฐ์อภิปรายต่อว่า ไม่เข้าใจ ว่า ทำไมไม่สามารถแก้หมวด 1 และ 2 ได้ ทำไม ส.ส.ร.ตัวแทนประชาชนจะแก้กฎหมายของประชาชนไม่ได้ หลังการยึดอำนาจมักมีการแก้ไขมาตรา 1-2 หลายครั้งสรุปว่าประชาชนต้องถือปืนออกไปใช่ไหมถึงจะแก้กฎหมายได้ จะเอาอย่างนั้น จะอยู่กันอย่างนั้นหรือ

    “เสรี–กก.” ฟัดกันนัวไม่รับ ส.ส.ยัดเยียด

    ต่อมาเวลา 18.30 น. ในห้องประชุมเกิดการปะทะคารมอีกครั้งระหว่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายช่วงหนึ่งว่า อาจเห็นการเลือกตั้งส.ส.ร.ที่ซื้อเสียงกันมากที่สุด แต่น่ากังวลใจที่สุดคือความแตกแยก การดูหมิ่นใส่ร้ายสถาบัน มีข้อเสนอที่คิดกันไปไกล พูดกันไปไกล ก้าวไกลจริงๆ ทำให้นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงให้ถอนคำว่า “ก้าวไกล” อาจเข้าใจผิดว่าหมายถึงพรรคก้าวไกลดูหมิ่นสถาบัน แต่นายเสรียืนยันไม่ถอนระบุว่า ไม่ได้พูดคำว่า “พรรคก้าวไกลซื้อเสียงหรือหมิ่นสถาบัน แค่ใช้ภาษาไทยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก้าวไกล” ทำให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ประท้วงว่าถ้านายเสรีไม่ถอนจะขออนุญาตถอนหงอก แม้นายชวน หลีกภัย ประธานการประชุมจะพยายามไกล่เกลี่ยให้นายเสรีถอนคำพูดอยู่หลายรอบ แต่นายเสรีดึงดันไม่ถอน โต้เถียงไปมาร่วม 10 นาที และถามอีกครั้งว่าจะยอมถอนคำพูดหรือไม่ ในที่สุดนายเสรีจึงยอมถอนคำพูดแบบไม่เต็มใจ จากนั้นอภิปรายต่อว่าทั้ง 6 ญัตติมีคำถามเยอะ แต่ไม่ได้ปรึกษาหารือ ส.ว.ถ้ายังพูดใส่ร้ายเสียดสี ส.ว.แบบนี้ ไม่มีทางสำเร็จ จะไม่ยอมรับสิ่งที่ ส.ส.ยัดเยียดให้ ส.ว. การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีทางสำเร็จ

    “สมชาย” ขู่จบที่สงครามกลางเมือง

    จากนั้นเวลา 20.20 น. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.อภิปราย ว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่มีทางถูกใจทุกคน ขณะนี้ไปผิดทางเพราะไปรื้อใหม่ทั้งหมด การแก้วันนี้ ไปสู่ปัญหาใหญ่วันหน้า จะนำไปสู่การนำมวลชนเข้ามา ไม่รู้จะจบด้วยสงครามกลางเมืองหรือไม่ บอกแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ขอถามตรงๆว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร 16.8 ล้านเสียง ที่เห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญปี 60 หมดความหมายใช่หรือไม่ การแก้ รัฐธรรมนูญทำได้ แต่ควรทำรายประเด็น ไม่ใช่รื้อ ทั้งฉบับ โดยตั้ง ส.ส.ร. การเลือกตั้ง ส.ส.ร.จังหวัดใด ย่อมได้คนของ ส.ส.จังหวัดนั้น ญัตติแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ทั้ง 2 ฉบับ ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหา มีแต่ จะสร้างปัญหา อ้างมวลชน ส่วน 4 ญัตติ ฝ่ายค้านเสนอ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน แต่เป็นปัญหาของนักการเมือง ถ้าอยากแก้รัฐธรรมนูญให้ไปศึกษาก่อน ถ้าแก้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เห็นชอบ แต่ถ้าแก้ในวันนี้ไม่เห็นชอบ

    “บิ๊กป้อม” ชัวร์คุมม็อบได้ไร้ปัญหา

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯให้สัมภาษณ์กรณีการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับการชุมนุมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สื่อจะให้ตนทำอย่างไร ต้องไปบอกบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการไว้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ส่วนความมั่นคงมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรสามารถดูแลได้

    “อภิรัชต์” อำลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.

    เมื่อเวลา 09.00 น. กองทัพบกจัดพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารชั้นนายพล โดยมี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.และนายพลเกษียณ 340 นาย เข้าร่วม โดย พล.อ.พรพิพัฒน์นำคณะถวายสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ก่อนนักเรียนนายร้อย จปร.กล่าวตั้งปณิธาน “เดินตามรอยเท้า” ร่วมร้องเพลง “รั้วแดงกำแพงเหลืองและมนต์มัฆวาน” จากนั้นวงขลุ่ยกลองนักเรียน จปร.นำแถวนายพลเกษียณถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หน้าหอประชุมกิตติขจร พร้อมปฏิญาณตน 3 ครั้งว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” ก่อนเข้าร่วมพิธีเทิดเกียรติในหอประชุมกิตติขจร โดย พล.อ.อภิรัชต์ เป็นประธานมอบกระบี่สั้นและพระรูปรัชกาลที่ 5 ให้ ผบ.ทหารสูงสุด และนายทหารชั้นนายพลจนครบทุกคน

    “บิ๊กบี้” ลั่นสานต่อปกป้องสถาบันฯ

    ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผบ.ทบ.กล่าวเทิดเกียรติแสดงมุทิตาจิต ถึงการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการยึดมั่นอุดมการณ์ทหารมาตลอดชีวิตสร้างประโยชน์ให้กองทัพและประเทศชาติ ด้วยการอุทิศกำลังกาย กำลังใจ เพื่อพิทักษ์รักษา เอกราช อธิปไตย ความสงบเรียบร้อยของชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ปกป้อง ค้ำจุนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด ตลอดจนการแก้ไขปัญหาของชาติและช่วยเหลือประชาชน ผลงานและเกียรติประวัติอันน่ายกย่อง ส่งผลให้กองทัพมีความเข้มแข็ง ทันสมัย เจริญก้าวหน้า ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภัยคุกคาม อันควรจารึกไว้เป็นแบบฉบับของทหารอาชีพที่นายทหารรุ่นหลังจะได้สานต่อเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรี และเป็นที่พึ่งของประชาชน

    “ปลดแอก” ทำพิธีจับ ส.ว.เฮี้ยนลงหม้อ

    เมื่อเวลา 11.00 น. คณะประชาชนปลดแอก นำโดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ นิสิตครุศาสตร์ จุฬาฯ นายสิรภพ อัตโตหิ นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นายกานต์นิธิ ลิ้มเจริญ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหา-วิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “จับ ส.ว.เฮี้ยนออกจากสภาไปลงหม้อ” เพื่อแสดงออกไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้นำเหล่าทัพและ ผบ.ตร.ดำรงตำแหน่ง ส.ว.โดยใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียง แห่มาที่หน้าบก.ทบ. ถนนราชดำเนินนอก เป็นแห่งแรก จากนั้นนำหม้อดินเผาที่ปิดปากหม้อด้วยผ้าแดงลงยันต์อักขระรูปชูสามนิ้ว พันสายสิญจน์มาวาง แล้วจุดเทียนไขหยดน้ำตาเทียนลงบนปากหม้อ นายสิรภพ อัตโตหิ เป็นเจ้าพิธีกล่าวคำสาปแช่งด้วยภาษาลู ภาษาสแลงที่นิยมในกลุ่มเพศที่สามในไทย ใจความสรุปว่า “ใครที่กัดกินประเทศชาติ เอาภาษีของประชาชนไปผลาญ เป็นควายให้เผด็จการทำนาบนหลังคน ขอให้มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เสื่อมสมรรถภาพ จนคู่ภิรมย์เอือมระอา ถ้าไม่ลาออกใน 3 วัน 7 วันนี้จงพินาศไปเถิด”

    เดินสายเยือนเหล่าทัพ-เชิญชวนรวมพล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีตำรวจควบคุมฝูงชนจาก บก.น.1 รวม 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ทั้งในและนอกเครื่องแบบ 20 นาย นำแผงเหล็กมากั้นล้อมรอบประตู บก.ทบ.ประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงให้ยุติชุมนุม จากนั้นทางกลุ่มได้แห่รถกระจายเสียงไปที่กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศและกองบัญชาการกองทัพไทย ทำพิธีแบบเดียวกัน ระหว่างเส้นทางได้ปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนร่วมชู 3 นิ้ว โจมตีของรัฐบาลและชวนให้เข้าชุมนุมในวันที่ 24 ก.ย.ที่หน้ารัฐสภาด้วย

    “บี ”เผยแจ้งจับคนโพสต์หมิ่น 10 ราย

    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากที่ได้ประกาศ เตือนเรื่องการชุมนุมทางการเมือง ให้ระมัดระวังอย่าโพสต์ข้อความผิดกฎหมาย หรือพาดพิงสถาบันหลักของประเทศ พบว่า มีการกระทำความผิดนำเข้า ข้อความที่ผิดกฎหมาย 10 ราย จะให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินคดีเอาผิด ทั้งนี้ จำนวนผู้กระทำผิด ไม่มากเป็นเพราะต้องการดำเนินคดีกับบุคคลแรกที่เป็นผู้นำเข้าข้อมูลเท่านั้น

    กก.ชงแก้ ม.116 เครื่องมือการเมือง

    ที่รัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อม ส.ส.พรรคก้าวไกล แถลงว่า พรรคก้าวไกล ขอยื่นเสนอแก้ไขประมวลอาญามาตรา 116 ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองคุกคามประชาชนต่อไปโทษอาญามาตรา 116 หรือชื่อเล่น “การยุยงปลุกปั่น” กลายเป็นกฎหมายอาญาหมวดความมั่นคง ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตั้งแต่รัฐบาล คสช.จนปัจจุบัน ตีความได้กว้าง เพื่อฟ้องประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจัดกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลหลายสิบคดีอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มคนรณรงค์ประชามติสมัยรัฐบาล คสช. จนมาถึงกลุ่มผู้ชุมนุมนิสิตนักศึกษาและประชาชนปลดแอก แม้ศาลจะยกฟ้องเกือบทุกคดีที่ฟ้องสมัยรัฐบาล คสช. แต่รัฐบาลนี้ยังใช้อย่างต่อเนื่อง

    ลดโทษจำคุกสูงสุด 7 ปีเหลือ 3 ปี

    นายวรภพกล่าวอีกว่า เป้าหมายของกระบวนการนี้ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่คุกคามต่อประชาชน แกนนำผู้จัดชุมนุม และผู้แสดงความเห็นต่างต่อรัฐบาล ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็นต่างตามระบอบประชาธิปไตย และมาตรา 116 ที่ถูกตีความได้กว้างจนเกินเจตนารมณ์ของโทษอาญาหมวดความมั่นคงของรัฐ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ควรต้องแก้ไขข้อกฎหมายมาตรา 116 จึงขอแก้ไขให้ชัดเจนและยุติใช้มาตรา 116 เป็นเครื่องมือทางการเมืองทุกรัฐบาล โดยจะเปลี่ยนข้อกฎหมายที่มีความคลุมเครือ ตีความอย่างกว้างได้จากการยุยง “เพื่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง” และ “เพื่อให้ล่วงละเมิดกฎหมาย” ตามอนุ (2) และ (3) เดิมให้กลายเป็นเฉพาะ “เพื่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรถึงขนาดมีการทำร้ายร่างกายหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นหรือประชาชนหรือทำลายทรัพย์สินของทางราชการหรือสาธารณะ” และลดโทษจำคุกจาก 7 ปีเหลือเพียง 3 ปีให้เหมาะสมกับโทษทางอาญาอื่นๆ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ตำรวจออกหมายจับได้ โดยไม่ต้องใช้หมายเรียกได้อีกต่อไป และทำให้ศาลต้องเรียกเงินประกันตัวที่สูงหลักแสนบาท

    “บิ๊กตู่” จีบ ขรก.เกษียณเป็นคลังสมอง

    เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/ 2563 ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เป็นเจ้าภาพ โดยนายกฯถ่ายภาพร่วมกับผู้เข้าประชุมและผู้ครบเกษียณอายุราชการปี 63 รวม 14 คน อาทิ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยนายกฤษศญพงษ์ ได้วาดภาพเหมือนมอบให้นายกฯและข้าราชการเกษียณเป็นที่ระลึก นายกฯกล่าวขอบคุณที่ร่วมงานกันมา ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังเกษียณไปแล้ว ถือเป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีประสบการณ์ มีความสามารถ จะ พิจารณาให้เป็นคลังสมองต่อไป

    ขอ ปท.สงบไม่วิตกโอ่การเงินยังแกร่ง

    ต่อมาเวลา 13.20 น.นายกฯกล่าวว่า ได้ย้ำข้าราชการไม่ว่าจะเกษียณไปแล้วหรือยังไม่เกษียณต้องร่วมทำงานต่อไป เพื่อรักษาประเทศชาติประชาชนของเราให้ดีที่สุด ถือว่าเขาเป็นคนในครอบครัวประเทศไทย ได้เรียนรู้ตลอด 5-6 ปี ถือว่ามีคุณค่า จะทำตัวให้มีคุณค่ากับบ้านเมืองและประชาชน ขอเพียงความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมืองของเรา ดีใจที่บ้านเมืองเงียบสงบเรียบร้อยดี จะได้ขับเคลื่อนงานอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ เรื่องอื่นๆขอให้ผ่านพ้นไปก่อน เรื่องอื่นๆได้รับทราบสถานการณ์ตลอด สภามีการประชุมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรับฟังกันต่อไป เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวรัฐบาลมีปัญหาบริหารงบฯถึงขั้นอาจกระทบการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ นายกฯกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงหลายรอบแล้วว่าไม่มีผลกระทบอะไรทั้งสิ้น สถานะทางการเงินยังแข็งแกร่งอยู่ เงินสำรองมีอยู่ไม่มีทางจะไปถึงจุดนั้นได้ เงินต่างๆในระบบเราเข้มแข็ง เพียงแต่การหาเงินมาเติมใหม่มันยาก แต่เงินที่กองไว้เดิมมีอยู่เยอะแต่เอามาใช้ไม่ได้เว้นเมื่อจำเป็น งบกลางพอมีอยู่ เงินสำรอง กองทุนต่างๆ ยังเข้มแข็งทั้งหมด ถ้าจำเป็นต้องกู้ก็กู้ในประเทศ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ แข็งแกร่งหมด ไม่ต้องวิตกกังวล

    “บิ๊กป้อม” ยิ้มจีบ “แป๊ะ” ชิงผู้ว่าฯ กทม.

    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ได้ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปหารือกับ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สัปดาห์หน้าจะหารืออีกครั้งก่อนนำเสนอ ครม.คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในต้นเดือน ต.ค. ขณะนี้ยังมีเรื่องงบประมาณ อปท.ตั้งงบฯไว้หมดแล้วแต่ต้องถามอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ มีความพร้อมเรียบร้อย จะรูปแบบใดขอให้ ครม.ตัดสินใจ

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ เท่าที่ทราบคือเดือน ธ.ค. หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและพรรค พร้อมจะเลือกตั้งประเภทใดก่อน รมว.มหาดไทยว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น พรรคพร้อม ไม่ว่าเลือกตั้งประเภทใดก่อน เราพร้อมจะส่งผู้สมัคร เมื่อถามว่าเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.เตรียมตัวบุคคลไว้หรือยัง พล.อ.ประวิตร ยิ้มหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไม่รู้สิ” เมื่อถามว่ามีข่าวทาบทาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.อ. ประวิตร ไม่ตอบและเดินขึ้นลิฟต์ไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    “วิษณุ” ชี้ 13 ธ.ค.เหมาะนำร่อง อบจ.

    ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ครม. วันที่ 22 ก.ย.ได้หารือกันว่าวันที่ 13 ธ.ค.น่าจะเหมาะสมเป็นวันหยุดยาวว่า เป็นไปตามนโยบายนายกฯจะให้ปีนี้มีเลือกตั้งประเภทใดประเภทหนึ่งน่าจะเลือกตั้ง อบจ.ก่อน ได้คุยกับเลขาธิการ กกต.เดือน ธ.ค.เหมาะสม ความพร้อมจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.ปกติเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นวันอาทิตย์ วันที่ 6 ธ.ค.ใกล้วันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 9 มีกิจกรรมหลายอย่าง วันที่ 27 ธ.ค.ใกล้ปลายปีมากเกินไป ไม่อยู่ในบรรยากาศจะหาเสียง วันที่เหมาะสมคือวันที่ 13 ธ.ค. หรือวันที่ 20 ธ.ค. โดยเดือน ธ.ค. มีวันหยุดยาววันที่ 10-13 ธ.ค. กระตุ้นเศรษฐกิจ หากจะมีเลือกตั้ง อบจ.ทั้งประเทศ จะใช้วันหยุดยาวเดินทาง ได้ใช้สิทธ์ิเลือกตั้งด้วย ดูสมประโยชน์ทุกฝ่าย กกต.จะเสนอ ครม.กำหนดวันเลือกตั้งในเดือน ต.ค.

    ร้อง กมธ.สอบ สปส.ถือหุ้นศรีพันวา

    เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นหนังสือถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์การอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯให้ตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถือหุ้นใหญ่ในทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต เป็นไปโดยชอบหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์พบว่า สปส.ลงทุน 22.60% รวม 63,072,615 หุ้น ล่าสุดขาดทุนอย่างมาก โรงแรมนี้ลงทุนบนพื้นที่ 27 ไร่ โฉนดมีที่มาที่ไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร ขอให้ตรวจสอบเร่งด่วน

    ขอข้อมูล ก.ล.ต.บี้กรมที่ดินปมที่ตั้ง รร.

    ด้านนายจิรายุกล่าวว่า จะออกเอกสารเพิ่มเติมตามที่นายเรืองไกรเสนอแนะ ถามไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอรายละเอียดหนังสือชี้ชวนได้บอกรายละเอียดให้ สปส.มากน้อยแค่ไหน รวมถึงสอบถามไปยัง รมต.มหาดไทยกำกับดูแลกรมที่ดินว่าที่มาที่ตั้งโรงแรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะประมวลภายใน 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจะลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนนายเรืองไกรจะมาร้องเรียน กมธ.ตรวจสอบไปบ้างแล้ว ทำหนังสือถึง รมว.แรงงานและ ผอ.กองทุน สปส.ให้ชี้แจง 4 เรื่อง อาทิ ผลดำเนินการย้อนหลังของกองทุน สปส.5 ปี หลักเกณฑ์และแนวทางการลงทุน เหตุผลและเกณฑ์การพิจารณาลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

    กมธ.แรงงานกัดติดนำเงินไปลงทุน

    เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะ กมธ.แรงงาน กล่าวว่า ช่วงบ่ายจะประชุมติดตามกรณีดังกล่าว คาดว่าต้องทำหนังสือไปถึงบอร์ดประกันสังคม เรื่องการใช้อำนาจนำเงินของผู้ประกันตนไปลงใน ตลาดหุ้นต่างๆ กมธ.จะให้ข้อระมัดระวังการตัดสินใจ เพื่อติติงรักษาเงินก้อนใหญ่ไว้ให้ผู้ประกันตน จะติดตามการบริหารจัดการกองทุนต่อเนื่อง กรณีประชาชนขอคืน ขอกู้เงินประกันสังคม กมธ.ก็ยังติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องเงินบำนาญ

    กมธ.ที่ดินโดดร่วมวงขย่ม 3 ปม

    จากนั้นเวลา 14.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา นายอภิชาติ ศิริสุนทร ประธานคณะ กมธ.การที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาฯ พร้อมคณะ กล่าวว่า กมธ.ได้ติดตามประเด็นที่ดิน ที่ตั้งของโรงแรมดังกล่าวใน 3 ประเด็น 1.โรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต ตั้งอยู่บนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือไม่ 2.การออกเอกสารสิทธิที่ดินมีขั้นตอน หรือ กระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ 3.การใช้ พื้นที่ชายหาดและบริเวณโดยรอบของโรงแรมศรีพันวา ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ กมธ.จำเป็นต้องนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่ที่ประชุม กมธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างความกระจ่างให้กับสังคมอย่างเร่งด่วนต่อไป

    “วีระ” ยื่นดีเอสไอคุ้ย น.ส.3 ก–ส.ค. 1

    นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่าย ประชาชนต้านคอร์รัปชัน เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ย. จะไปยื่นหนังสือต่อดีเอสไอให้ตรวจสอบกรณีที่ดินโรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต มีหลายประเด็นต้องตรวจสอบ เช่น การได้มาของที่ดิน น.ส. 3 ก เริ่มโครงการตั้งแต่ ปี 2546 ได้มาอย่างไร เพราะไม่มีหมุดแสดงเขต และ ส.ค. 1 นำมาจากไหน สอบเขตกันอย่างไร ต้องมีหลักฐาน มาแสดง เราเชื่อว่าเอกสารสิทธิน่าจะออกโดยมิชอบ ที่สำคัญการก่อสร้างอยู่บนเขาอนุญาตกันอย่างไร ใครอนุญาต ตรวจสอบที่ดินและแบบก่อสร้างหรือไม่ เพราะพื้นที่มีสภาพเป็นป่าธรรมชาติ มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น 35 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่น่าจะเป็นต้นไม้ตามธรรมชาติ จะบอกว่าไม่มีสภาพ ป่าไม่ได้ อีกทั้งความลาดชันน่าจะเกิน 35 องศาด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบ ไม่จำเป็นต้อง ไปร้องที่กรมป่าไม้เพราะดีเอสไอเรียกดูเอกสารได้ ส่วนที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุที่ดินดังกล่าวมีโฉนดนั้น มีโฉนด ตรงไหน ทั้งหมดต้องถูกตรวจสอบ ดีเอสไอเรียกเอกสาร หลักฐานมาดูเอง

    “สมศักดิ์” อ้างมีข้อจำกัดอำนาจหน้าที่

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม (ยธ.) กล่าวว่า ดีเอสไอมีข้อจำกัดอำนาจหน้าที่ เมื่อเทียบกับ คดีที่ต้องรับผิดชอบ การดูเพียงจากภาพยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโรงแรมก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่ป่าหรือไม่ แม้ภาพเป็นลักษณะพื้นที่ลาดชันเชิงเขาชัดเจน ยังไป ฟันธงไม่ได้ว่าเป็นพื้นที่รุกล้ำผืนป่า ต้องนำข้อเท็จจริง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบมาพิจารณาว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ตอนนี้รอประสานมาว่าเป็นอำนาจหน้าที่ดีเอสไอหรือไม่

    นายกฯออกตัวตรวจสอบอยู่แล้ว

    เมื่อเวลา 13.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และกลาโหม กล่าวถึง กระแสดราม่าในโซเชียล แฮชแท็ก #แบนศรีพันวาภายหลังนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือปลาวาฬ นักธุรกิจชื่อดังเจ้าของโรงแรมศรีพันวา อัดคลิปต่อว่ากลุ่มนักศึกษา แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จนนำไปสู่การเรียกร้องให้ตรวจสอบการถือครองเอกสารสิทธิที่ดินโรงแรมศรีพันวา โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพียงสั้นๆว่า “เขามีการตรวจสอบอยู่แล้ว มีระบบตรวจสอบของเขาอยู่แล้ว ก็ให้เขาทำไปสิ”

    ศาล รธน.ไฟเขียว “เอ๋–ศรีนวล” ไปต่อ

    เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยเรื่องที่ประธานสภาฯ ส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพ ส.ส. ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) กรณีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2562 ร่วมประชุมกับข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเร่งรัดจัดตั้งป่าชุมชนใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และสมาชิกภาพ ส.ส. ของ น.ส.ศรีนวล บุญลือ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (2) หรือไม่ กรณีเมื่อวันที่ 22 ต.ค.62 เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ที่ทำเนียบ รัฐบาล มอบหนังสือแจ้งปัญหาเรื่องที่พักของเจ้าหน้าที่รพ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ให้รัฐมนตรีได้รับทราบ มีนายวิรุณ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้อ่าน คำวินิจฉัย โดยศาลวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของ น.ส.ปารีณากับ น.ส.ศรีนวล ไม่สิ้นสุดลงตามคำร้อง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญส.ว.ส.ส.ร.มาตรา 256ข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 เวลา 10:31 น.