“สมเจตน์” เหน็บ ส.ส. “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” เคยต้านเผด็จการรัฐสภา วันนี้ลืมหมดแล้วจะแก้ รธน.ท่าเดียว โฆษก พท.ขอ ส.ว.เสียสละก่อนถึงทางตัน ยัน 4 ญัตติเพื่อความเร็วไม่ใช่โยนบาปให้ ส.ว. กระทุ้งรัฐบาลอย่ายื้อเวลาประชาชนไม่ยอมแน่ “นพดล” บอกฝ่ายค้านเปิดทางบุญให้ ส.ว.แล้ว “จุรินทร์” ชี้มี 3 เงื่อนไขแก้ รธน.สำเร็จแน่ “เสี่ยหนู” ย้ำยึดโมเดลส.ส.ร. ส.ส.พท.วอน จนท.ดูแลม็อบเหมือนลูกหลาน “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด กลุ่มเลือกข้าง ปชต.ขู่ตัดโซ่เปิดประตูธรรมศาสตร์ “โจ้” คาใจสัญญาซื้อเรือดำน้ำนอกอำนาจ รธน. ยกเคสพระวิหารที่ศาล รธน.เคยวินิจฉัยไว้ มึน “สันติ” เรียนสาขาที่ไม่เปิดสอน โพลชี้คนไม่เชื่อกระแสปฏิวัติแค่ข่าวปั่น นิด้าโพลหนุนปิดสวิตช์ ส.ว.
จากกรณีที่ ส.ว. บางส่วน นำโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ออกมาคัดค้านพร้อมประกาศเทโหวตคว่ำ 4 ญัตติ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราของฝ่ายค้าน ล่าสุด ทางพรรคฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า 4 ญัตติดังกล่าว เป็นไปเพื่อความรวดเร็วในการ เสนอแก้ไขบางเรื่อง ไม่มีจุดประสงค์โยนบาปให้ ส.ว.
...
“สมเจตน์” ซัด ส.ส.เกลียดตัวกินไข่
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. กล่าวถึงการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการปิดสวิตช์ ส.ว. ของฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ว่า คิดว่าไม่ต้องปิดสวิตช์ ส.ว.หรอก ตามรัฐธรรมนูญการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ส.ว.เสนอชื่อไม่ได้ ถ้าพรรคไหนไม่ต้องการให้ใครเป็นนายกฯ ก็อย่าเสนอชื่อ หรือไปร่วมกับเขาจัดตั้งรัฐบาล แค่นี้ก็จบแล้ว ส.ว.ไม่มีน้ำยาอะไร อย่าเกลียดตัว กินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง และคำว่าเผด็จการรัฐสภา หรือสภาทาส เมื่อปี 2556 พรรคร่วมรัฐบาลสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 111 เรื่องที่มาของ ส.ว. ครั้งนั้นพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว.บางส่วนใช้มติ เสียงข้างมากปิดปากไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปราย รัฐสภาถูก กล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา และฝ่ายค้านคือ ส.ส. ประชาธิปัตย์ วางพวงหรีดประณามรัฐสภาว่าเป็นสภาทาส
ย้อนเผด็จการรัฐสภา–สภาทาส
“ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงบัญญัติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงเห็นชอบกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ในจำนวนเสียงเห็นชอบนี้ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ ส.ว. และ ส.ส. ฝ่ายค้านร้อยละ 20 เพื่อให้ทุกฝ่าย เห็นพ้องต้องกัน เป็นการแก้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา และสภาทาส วันนี้ลืมกันแล้วหรือจึงจะแก้ไขตัดเสียง เห็นชอบของ ส.ว. และ ส.ส.ฝ่ายค้านออก กลับไปให้ เป็นสภาทาสเหมือนเดิม” พล.อ.สมเจตน์กล่าว
พท. ขอ ส.ว.เสียสละก่อนถึงทางตัน
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ระบุว่า ฝ่ายค้านจ้องเล่นเกมการเมืองและเตรียมโยน ความผิดให้ ส.ว. หากมีการคว่ำกระดานแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า คงไม่มีใครโยนความผิดให้ ส.ว.ได้ ขึ้นอยู่กับจุดยืน ของ ส.ว.แต่ละคนว่ามีจุดยืนอย่างไร เพราะนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนจับตาดูอยู่ ใครสร้างเงื่อนไขใครพร้อมถอย ไม่ผลักบ้านเมืองไปสู่สภาวะสุญญากาศมากกว่านี้ รัฐบาลกำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาอย่างหนัก มรสุมหลายลูกพุ่งใส่ ขณะที่รัฐบาลอยู่ในภาวะขาลง เต็มสูบ ต้องแก้ปัญหารายวัน การเมืองควรแก้ด้วยการเมือง อย่าผลักสถานการณ์ไปสู่ทางตัน ไม่แปลกที่แม้แต่อดีต กองหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังออกมา เรียกร้องให้ลาออกยุบสภา โยนหินถามทางเสนอชื่อนายกฯคนใหม่ รวมถึงกระแสข่าวเตรียมการทำรัฐประหาร ถ้า ส.ว.ยังไม่ยอมเสียสละเอาตัวเองไปผูกติดกับรัฐบาล เท่ากับผลักประเทศถึงทางตัน
สี่ญัตติเพื่อความเร็วไม่ใช่โยนบาป
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน หากประเด็นมาตรา 256 ผ่าน ก็จะเดินตามแนวทางจัดตั้ง ส.ส.ร. แต่หากไม่ผ่านก็ไปว่ากันเป็นรายมาตรา ไม่ใช่การโยนบาปให้ ส.ว. แค่ต้องใช้การแก้ไขรายมาตรา เพื่อให้รวดเร็วขึ้นในบางเรื่องเท่านั้น ขอให้ ส.ว.เข้าใจ มิติของสังคมยุคใหม่ว่าท่านมาเพราะเรื่องอะไร และมาจากไหน ต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปัญหา ให้ประเทศ ลำพัง ส.ส. 500 คน เขาตกลงกันแล้วว่า จะเดินหน้า จึงขอให้ ส.ว.ร่วมมือ และต้องเสียสละ ขอย้ำว่าไม่ใช่การโยนบาป ส่วนการประกาศว่า ส.ว.จะโหวตคว่ำทั้ง 4 ญัตตินั้น ต้องมองว่าสังคมคิดเหมือน ท่านหรือไม่ เป็นแนวคิดของ ส.ว. 250 คน หรือเป็นเพียง ส่วนหนึ่ง เชื่อว่า ส.ว.มีจิตใจเป็นกลาง ดังนั้น อย่าใช้ชื่อ ส.ว. 250 คนมาพูด เท่าที่ได้พูดคุยพบว่า ส.ว.บางคน มีแนวคิดในทางประชาธิปไตย และเข้าใจที่มาของเขาดี
กระทุ้งรัฐบาลอย่ามัวยื้อเวลา
นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากท่าทีของรัฐบาลที่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเสียไม่ได้ ท่าทีรัฐบาลที่เปลี่ยนไปเพราะประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐบาลยังดื้อรั้นไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายๆ ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจอย่างแท้จริง เป็นเพียงเกมการเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรดึงเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่ามาอ้างว่าต้องใช้เวลาดำเนินการ เพราะรัฐบาลสามารถเร่งกระบวนการได้ หากจริงใจเวลาเพียง 120 วันก็สามารถแก้ไขได้ ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใด อย่าซื้อเวลาจะส่งผลให้ประเทศเสียหาย และประชาชนไม่ยอม
ฝ่ายค้านเปิดทางบุญให้ ส.ว.แล้ว
นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเพิ่มเติมอีก 4 ญัตติ ไม่ใช่ยื่นเพื่อหวังผลไม่ให้ผ่าน ฝ่ายค้านหวังให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้กติกาให้เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเฉพาะการยื่นแก้ไขมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการเห็นชอบตัวนายกฯ ดูจากโพลคนส่วนใหญ่หรือแม้แต่ ส.ว.หลายท่านก็เห็นด้วย เพื่อทำให้การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองและผู้นำสง่างาม ไม่ถูกกล่าวหาว่ากติกาออกแบบมาเพื่อใคร การดำเนินการยื่นญัตติก็ทำกันตรงไปตรงมา ไม่น่ามีวาระซ่อนเร้น และยังเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล ถ้าทุกฝ่ายยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก การสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญคงมีแนวทางที่ชัดเจน ดูแล้วฝ่ายค้านคงไม่จำเป็นต้องไปโยนบาปอะไรให้ ส.ว. แต่การร่วมแก้กติกาทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทำบุญมากกว่า
“จุรินทร์” ชี้ 3 เงื่อนไขแก้ รธน.สำเร็จ
ที่เขตหนองจอก กทม. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดที่ทำการสาขาพรรคประชาธิปัตย์เขตหนองจอก ว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้ต้องมี 3 เงื่อนไข คือ 1.ต้องใช้เวทีสภาแสวงหาความเห็นร่วมกันให้ได้ มอบให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานวิปรัฐบาล ไปประสานงานกับวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา เพื่อหาทางให้แก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไปได้ ความเห็นพ้องในรัฐสภาเป็นเรื่องจำเป็น ไม่เช่นนั้นก็แก้ไม่ได้ 2.ประชาชนต้องเห็นพ้องด้วย เมื่อผ่านรัฐสภาแล้วต้องเอาไปทำประชามติ ถ้าประชามติไม่ผ่านก็แก้ไม่ได้ และ 3.ทุกฝ่ายต้องจริงใจ ต้องไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่ต้องจับมือร่วมใจกัน ถ้าไม่ครบ 3 เงื่อนไขนี้ ก็ยากที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ต้องการเห็นการแก้รัฐธรรมนูญบังเกิดผลสำเร็จจริง จะใช้กลไกวิปของพรรคและวิปรัฐบาลเป็นตัวขับเคลื่อน
“เสี่ยหนู” ย้ำยึดตามโมเดล ส.ส.ร.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว. สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชัดเจนแล้วทุกพรรคเห็นชอบให้แก้ไขในบางมาตรา พรรคภูมิใจไทยก็พร้อม เมื่อถามว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอแก้ไขธรรมนูญเป็นรายมาตรา พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เราประกาศจุดยืนไปแล้วให้มี ส.ส.ร. ส่วนที่มีการเสนอแก้เป็นรายมาตราควบคู่ไปนั้น ต้องว่ากันไปจุดไหนที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองและประชาชน จะเป็นรูปแบบใดเราพร้อมสนับสนุน จุดยืนพรรคภูมิใจไทยคือการให้มี ส.ส.ร. เมื่อถามย้ำเรื่องการปิดสวิตช์ ส.ว. นายอนุทินตอบว่า รายละเอียดเดี๋ยวไปคุยกัน เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและตั้ง ส.ส.ร.แล้ว อำนาจการแก้ไขอยู่ที่ ส.ส.ร. เรามีหน้าที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ทุกอย่างมีขั้นตอนกระบวนการอยู่ สามารถอธิบายสังคมได้ เราอย่าไปทำนอกกรอบของกฎหมาย
“ปิยบุตร” ชี้ศาล รธน.อีกปมวิกฤติ
ที่โรงแรมเอเชีย (ราชเทวี) คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “อนาคตประเทศไทยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวเสวนาว่า ปัญหาเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญเริ่มเกิดปี 2549 เมื่อมีสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ เราจะเห็นการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหลายเรื่องที่ข้องเกี่ยวแดนการเมือง เช่น การยุบพรรค การเมืองหลายพรรคมาก และยุบแต่ละครั้งสะท้อนนัยทางการเมือง ส่งผลทางการเมือง ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปลดนายกรัฐมนตรี 2 คน ล้มการเลือกตั้ง 2 ครั้ง และขวางการแก้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง คำวินิจฉัยนี้เป็นปัญหาพัวพันวิกฤตการณ์การเมือง มีผลสืบเนื่องจนนำมาสู่การรัฐประหารเป็นเรื่องย้อนแย้งเมื่อรัฐสภาพยายามเสนอแก้รัฐธรรมนูญตามอำนาจที่ตนเองมี แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับบอกว่าไม่เป็นตามหลักประชาธิปไตย แต่พอทหารยึดอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญกลับเงียบ และได้อยู่ทำหน้าที่ต่อไป ทำให้เกิดคำถามว่าตกลงแล้วเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลรัฐประหารกันแน่
ต้องไม่เป็นเครื่องมือการเมือง
นายอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กิจกรรมภาคประชาชนจัดเวทีไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญได้ว่า ต้องไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ต้องมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภาที่มาจากประชาชน เพื่อยึดโยงกับประชาชน โดยให้ ส.ส.เสนอชื่อออกเสียง ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล และประชาชนต้องมีสิทธิ์เข้าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เราเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญจำเป็นต้องพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญอย่างจำเพาะเจาะจงมากขึ้น และอาจเป็นไปได้ให้ไกลกว่าศาลรัฐธรรมนูญ คือต้องคิดให้มากขึ้นเรื่องของอำนาจของฝ่ายตุลาการ เนื่องจากอำนาจนิติบัญญัติ และบริหารชัดเจนว่าผูกกับประชาชน แต่อำนาจตุลาการนั้นไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย
“ไพบูลย์” จ่อยื่น “ชวน” คว่ำ 4 ญัตติ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย. จะยื่นเรื่องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา เพื่อคัดค้านการบรรจุญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 4 ฉบับของพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เหตุเพราะมีการลงลายมือชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 4 ฉบับซ้ำกันกับฉบับที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ประธานฯได้สั่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภาแล้ว จึงมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำสั่งที่ 5/2563 เกี่ยวกับการลงลายมือชื่อซ้ำของ ส.ส. เห็นว่าหากมีการบรรจุญัตติทั้ง 4 ฉบับเข้าสู่วาระการประชุมอาจเกิดปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง
วอน จนท.ดูแลเหมือนลูกหลาน
วันเดียวกัน นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาฯ กล่าวว่า วันที่ 16 ก.ย. นัดคณะทำงานของฝ่ายค้านมาหารือว่าใครจะเข้าไปดูจุดไหนได้บ้าง ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ก.ย. คณะทำงานพร้อมดูแล และประสานกับทางเจ้าหน้าที่ เราเป็นห่วงสถานการณ์ที่ขณะนี้มีข่าวออกมาไม่ค่อยดี อยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลด้วยความละเอียดรอบคอบ อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้น อยากให้ดูแลม็อบเหมือนลูกหลาน เหมือนคนไทยด้วยกัน อย่ามองว่าเป็นศัตรู ให้มองว่าเป็นความคิดต่างที่รัฐบาลต้องลงมาอธิบายมาพูดจาให้เข้าใจกัน นอกจากนี้เรื่องสถานที่จัดงาน เห็นว่าทางมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ควรเปิดช่องเปิดโอกาส เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมุ่งหวังว่า ม.ธรรมศาสตร์จะเป็นพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออก ไม่เช่นนั้นอาจยิ่งเหมือนเติมไฟ ซึ่งไม่มีประโยชน์
“อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ทำอะไรผิด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน วันที่ 19 ก.ย. ขอให้อยู่ในกติกาในกฎหมาย ชุมนุมด้วยความสงบ ข้อเรียกร้องต่างๆขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล ครม. และ ส.ส. รับฟังทุกความเห็นทุกข้อเรียกร้อง และจะนำมาพิจารณาหารือกัน หากทุกคนทำเพื่อประโยชน์บ้านเมืองคงไม่มีปัญหา มั่นใจว่าทุกคนจะทำเพื่อประโยชน์บ้านเมือง ตนก็จะทำเพื่อประโยชน์บ้านเมือง เมื่อถามว่าการชุมนุมครั้งนี้จะถึงขั้นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎหมายและรัฐบาลก็ยังไม่ได้ทำอะไรผิด บริหารราชการแผ่นดินทุกวัน สถานการณ์แพร่ระบาดโควิดเราก็ทำอย่างเต็มที่ ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นผลมาจากโควิด แต่เรายังดูแลประชาชนเต็มความสามารถ
ขู่ตัดโซ่เปิดประตูธรรมศาสตร์
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ฝั่งโรงเรียนสตรีวิทยา กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย ประมาณ 30 คน นำโดยนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ จัดกิจกรรมเวทีชาวบ้านพูดคุยปัญหาปากท้องประชาชน และเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเปิดให้แนวร่วมสะท้อนความเห็นต่อการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์–โอชา นายกฯ ซึ่งผู้ร่วมชุมนุมกล่าวโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ว่าเอาประเทศมาทดลองบริหาร ผ่านมา 6 ปี ยังหลงอำนาจ ไม่ยอมรับความจริงที่กำลังจะไปไม่รอดจากปัญหาต่างๆรุมล้อม เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนใช้ชีวิตยากลำบาก รัฐบาลถังแตกแต่กลับจะซื้อเรือดำน้ำ ขอให้ลาออกก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องประชาชนที่ไม่เอาเผด็จการ ออกมาร่วมชุมนุมกับนักศึกษาในวันที่ 19 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยแนวร่วมนักศึกษาจาก จ.นนทบุรี ระบุว่าการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย. ชาวนนทบุรีจะเป็นทัพเรือใช้เรือ 15 ลำ ขนคนออกจากท่าน้ำนนท์มาขึ้นฝั่งที่ท่าพระจันทร์ หากประตูธรรมศาสตร์ถูกปิดประชาชนจะตัดโซ่เปิดเข้าไปเอง
พัทลุงปลดแอกยื่นห้าข้อเรียกร้อง
ช่วงสายวันเดียวกันที่อนุสรณ์สถานถังแดง ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เครือข่ายประชาชนคนพัทลุงปลดแอก 8 องค์กรภาคีเครือข่าย รวมประมาณ 250 คน ร่วมกันแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์การเมือง พร้อมประกาศยืนหยัดต่อสู้ไปกับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชน จากนั้นนายพา ผอมขำ ตัวแทนจากสำนักคิดท้องถิ่นเพื่อสังคม อ่านแถลงการณ์ของ 8 องค์กร มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย หยุดคุกคามนักเรียน นักศึกษา และประชาชน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ต้องอยู่บนพื้นฐานของการรักษาคุ้มครอง และเพิ่มพูนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เรียกร้องและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษา และต่อต้านการรัฐประหาร และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ และมาสร้างชาติที่เป็นของประชาชน
เชียงใหม่เงียบเหงารอชุมนุมใหญ่
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ลานอเนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ อ.เมืองเชียงใหม่ มีกลุ่ม “ไอลอว์” ประมาณ 10 คน มาตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใต้โครงการ “ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” มีผู้คนทยอยมาลงชื่อแต่ไม่มากเท่าที่ควร บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีนักเรียน นักศึกษาหรือกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงมาร่วมด้วยแต่อย่างใด มีกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบมาคอยสังเกตการณ์ สอบถามทราบว่า คนที่ต่อต้านรัฐบาลส่วนมากเตรียมตัวจะไปร่วมกิจกรรมที่จะมีการชุมนุมใหญ่ที่ กทม. ในวันที่ 19 ก.ย.นี้
เวทีลพบุรีเดือดโต้คารมกันเล็กน้อย
วันเดียวกันเวลา 17.00 น. ที่ลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช วงเวียนเทพสตรี อ.เมืองลพบุรี กลุ่มพลเมืองลพบุรีเพื่อประชาธิปไตย เปิดเวทีปราศรัยภายใต้หัวข้อ “ลูกหลานจอมพล ป. ไม่เอาเผด็จการ” มีเยาวชนและประชาชนประมาณ 200 คนมารับฟัง โดยมีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง และคณะเดินทางมาร่วมกิจกรรม ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มต่อต้านในชื่อ “ทหารเอกพระนารายณ์” จำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มาชุมนุมประจันหน้าต่อต้านการจัดกิจกรรมดังกล่าวจนเกิดการโต้คารมกันพอหอมปากหอมคอ โดย พล.ต.ต.ณัฐพล ศุกระศร ผบก.ภ.จ.ลพบุรี สั่งการจัดกำลังตำรวจกว่า 50 นายคอยดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ให้ทั้ง 2 กลุ่มเกิดการปะทะกัน
ต่อมานายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน เดินทางมาถึงที่ชุมนุม เดินทักทายกลุ่มคนจัดกิจกรรม พร้อมเผยว่า ได้รับเชิญจากกลุ่มเยาวชนของจังหวัดลพบุรีที่เป็นแกนนำในการชุมนุมในครั้งนี้ให้มาพูดบนเวทีและเป็นที่น่ายินดีว่าที่ จ.ลพบุรี เป็นจังหวัดที่มีอดีตนายทหารที่เป็นผู้นำเหล่าทัพคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความสำคัญ จึงเป็นการเตือนให้ทหารในลพบุรีได้หันมามองความสำคัญของประชาธิปไตย
“โจ้” คาใจซื้อเรือดำน้ำนอก รธน.
ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ที่ชี้แจงในที่ประชุมสภาฯสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำว่าเป็นจีทูจีเชิงพาณิชย์ ว่า เพิ่งเคยได้ยินศัพท์ใหม่นี้ แสดงว่ากองทัพสามารถทำธุรกิจการค้าได้ใช่หรือไม่ถ้าใช้คำนี้ แต่ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นผิดหมด ไม่ว่าจะเป็นจีทูจีจำนำข้าว จีทูจีรถดับเพลิง กองทัพเรือลงนามสัญญาซื้อเรือดำน้ำลำแรก เมื่อเดือน พ.ค.2560 อยู่ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 178 แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกเป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ไม่เข้ากฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เข้ามาตรา 178 สรุปกองทัพเรือมีอำนาจลงนามในสัญญาได้โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ เพราะไม่เป็นสนธิสัญญาหรือพันธะสัญญาระหว่างประเทศ จึงเกิดคำถามว่าแล้วคดีจำนำข้าวที่นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีตรมว.พาณิชย์ โดนลงโทษ ไม่ถือว่าเป็นสัญญาเชิงพาณิชย์หรือ ทั้งที่เป็นการที่รัฐบาลขายข้าวให้จีน
ยกเคสพระวิหารที่ศาล รธน.วินิจฉัย
นายยุทธพงศ์กล่าวต่อว่า จึงไปค้นว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 178 อย่างไร ซึ่งปี 2551 มีกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร ที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้นไปลงนามข้อตกลงแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา ศาลรัฐธรรมนูญตีความหมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกประเภท ที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พล.อ.ชัยชาญยอมรับแล้วว่าการลงนามไม่มีหนังสือฟูลพาวเวอร์ และยอมรับแล้วว่าไม่มีการเอาสัญญาซื้อขายเรือดำน้ำให้รัฐสภาเห็นชอบ แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าไม่ว่าคำตกลงประเภทไหนก็ตามต้องเข้ารัฐสภา
มึน “สันติ” เรียนสาขาที่ไม่เปิดสอน
นายยุทธพงษ์ยังกล่าวถึงการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่ระบุว่าจบด็อกเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมนำคลิปที่นายสันติให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่พูดชื่อสถาบันการศึกษาผิด และบอกด้วยว่าจบสาขารถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังฮิตที่สุด อินเทรนด์ที่สุด ว่า ตรวจสอบที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ พบว่าไม่มีสาขาวิชาดังกล่าว และหลักสูตรที่นายสันติเข้าเรียนคือปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นหลักสูตรใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี 2559 เป็นหลักสูตรนานาชาติ ในฐานะที่ตนจบวิศวะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกคนทราบว่าหากจะเรียนปริญญาเอกต้องมีวิชาพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับวิศวกรรม 3 วิชา ประกอบด้วย วิชาวิศวกรรมเครื่องกลเบื้องต้น วิชากำลังไฟฟ้า และวิชาคอมพิวเตอร์และการออกแบบ แต่นายสันติจบปริญญาตรี และปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่มีคณะวิศวกรรม ที่นายสันติบอกว่าจบปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ ถามว่าท่านไปเรียนที่ไหน
“จักรพล” เย้ยผู้นำทำงานไม่เป็น
นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ในวาระ 2 ที่จะมีขึ้น พรรคเพื่อไทยจะมุ่งอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งที่ต้องจัดงบฯเพื่อการพัฒนา และฟื้นฟูธุรกิจ หลังวิกฤติโควิด แต่กลับคงความสำคัญกับงบประมาณที่ไม่ก่อประโยชน์ เช่น งบฯก่อสร้าง งบฯจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ ทั้งที่ควรจัดงบประมาณเพื่อก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ มีนักธุรกิจหน้าใหม่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับบรรดานายทุนใกล้ชิด ทำโครงการที่เอื้อประโยชน์กับนายทุนมากกว่าให้ประชาชน วันนี้คนไทยเปรียบเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ตายโดยไม่เหลียวแล รวมทั้งคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่กล้ามาร่วมงานกับรัฐบาลนี้ เพราะผู้นำรัฐบาลทำงานไม่เป็น สุดท้ายเศรษฐกิจไทยคงไร้ทางฟื้น
จี้ “ชวน” เปิดข้อมูล ส.ส.ตบทรัพย์
อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อนุกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564 กล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประชุมสภาฯวันที่ 16 ก.ย.เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ตามรายละเอียดที่แนบมากับวาระการประชุม มีทั้งสิ้น 5 เล่ม แต่เมื่อศึกษาแล้วยังไม่พบกรณีเกี่ยวกับการตบทรัพย์ 5 ล้านบาท และการตัดงบประมาณ 15,310 ล้านบาทเศษ ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 รวมอยู่ด้วย ทั้งที่ควรแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าสภาฯได้ดำเนินการหาตัวผู้กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร มีการกล่าวหาหรือร้องทุกข์ตามมาหรือไม่ รายละเอียดดังกล่าวเมื่อเกิดขึ้นในห้องประชุมกรรมาธิการฯ หรืออนุกรรมาธิการฯแล้ว จะปล่อยให้เงียบหายไปไม่ได้ การตรวจสอบรายงานการประชุมแบบชวเลขมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในวันที่ 14 ก.ย. จะไปยื่นหนังสือถึงนายชวน เพื่อขอข้อมูลการประชุมทุกครั้ง มาตรวจสอบโดยละเอียดว่ามี ส.ส. หรือ กมธ. หรือเจ้าหน้าที่รัฐคนใด กระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 หรือไม่
“อนุชา” พร้อมดันเชียงใหม่ไนท์ฯ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ จ.เชียงใหม่ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีผู้บริหาร ผู้แทนภาคเอกชน และผู้แทนประชาชนเข้าร่วม นายอนุชากล่าวว่า รัฐบาลพร้อมส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวมาโดยตลอด ทำให้เกิดรายได้เข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้สู่ชุมชน สู่ท้องถิ่นทำให้ประชาชนมีรายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีนั้น ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลพร้อมจะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยคนในองค์กรและคนในชุมชน ขออย่าได้กังวลถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้แย่กว่าเดิม ตนเองจะรู้สึกผิดและไม่มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไป ขอยืนยันพร้อมให้คำมั่นว่าจะผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นต่อไป
ลุ้นทาบคนนอกนั่งเก้าอี้ขุนคลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการหาบุคคลมาดำรงตำแหน่ง รมว.คลังคนใหม่ แทนนายปรีดี ดาวฉาย ที่ลาออกไป โดยมีกระแสข่าวว่าอาจโยกนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน มานั่ง รมว.คลัง แล้วให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม มาเป็น รมว.พลังงานนั้น มีกระแสข่าวอีกด้านหนึ่งว่าเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ได้พูดคุยกับ ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐบางส่วน ระบุถึงข่าวโยกมานั่งเป็น รมว.คลังนั้นคงไม่ใช่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา อีกทั้งเพิ่งปรับ ครม.ได้ไม่นาน ขณะนี้นายกฯยังอยู่ระหว่างการทาบทามคนนอกให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง
คนไม่เชื่อกระแสปฏิวัติแค่ข่าวปั่น
ด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,517 คนทางออนไลน์ เรื่อง “ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ วันนี้” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 58.08 ไม่เชื่อกับกระแสข่าว “การทำรัฐประหาร” ในช่วงนี้ มองว่าแค่ต้องการปล่อยข่าวสร้างกระแส และปัจจุบันก็อยู่ภายใต้กำลังทหารอยู่แล้ว มีร้อยละ 41.92 ที่เชื่อ เพราะทางทหารมีการเคลื่อนไหว ปัญหาบ้านเมืองสะสมจนมากเกินไป ต้องการปฏิรูปการเมือง เป็นทางออกที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ ร้อยละ 46.67 ยังมองว่าการทำรัฐประหารมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ร้อยละ 40.61 มองว่าไม่น่าเกิดขึ้น เมื่อถามถึงโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ร้อยละ 41.79 ระบุว่าไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ร้อยละ 33.29 มองว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้
ส่วนผลดีของการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มองว่าช่วยลดความขัดแย้ง ส่วนผลเสียคือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดความไม่เชื่อมั่น ไม่ยอมรับ ไม่เป็นประชาธิปไตย สำหรับคุณสมบัติของ “รมว.คลังคนใหม่” ร้อยละ 81.72 ระบุว่าต้องมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่ทุจริต เน้นประโยชน์ของบ้านเมือง มีประสบการณ์มีผลงาน และไม่ยอมให้ถูกแทรกแซง
นิด้าโพลหนุนแก้ 272 ปิดสวิตช์ ส.ว.
ขณะที่นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,317 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “จะมี ส.ว.ต่อไปดีไหม?” พบว่าร้อยละ 61.27 ระบุว่าเห็นด้วยมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่ร้อยละ 16.48 ค่อนข้างเห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 8.96 ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 13.21 ไม่เห็นด้วยเลย และส่วนใหญ่ระบุว่า ส.ว.ควรสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมาควรสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ด้วยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 38.27 มองว่ายังจำเป็นต้องมี ส.ว.ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของไทย เพื่อถ่วงดุลทางการเมือง ควบคุม/ตรวจสอบการทำงานของ ส.ส. กลั่นกรองกฎหมายสำคัญ แต่ต้องเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มีร้อยละ 31.66 ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมี ส.ว. เพราะไม่มีผลงานเด่นชัด ไม่มีบทบาทการทำงานที่ชัดเจน สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน และมี ส.ส.ก็เพียงพอกับประชาชนแล้ว และร้อยละ 30.07 ระบุว่ามีหรือไม่มี ส.ว.ก็ได้ เพราะประชาชนยังไม่เห็นการทำหน้าที่และผลงานของ ส.ว.ที่ชัดเจน
ซูเปอร์โพลส่อง “เพนกวิน” กินชีสเค้ก
ส่วนสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน 1,575 ตัวอย่าง เรื่อง “หยุดแกนนำม็อบ” พบว่าร้อยละ 85.1 เชื่อว่าม็อบต่างๆ มีขบวนการนักการเมืองและต่างชาติหนุนอยู่เบื้องหลัง มีร้อยละ 14.9 ที่เชื่อว่าไม่มี โดยส่วนใหญ่เห็นว่าภาพลักษณ์ของ “เพนกวิน” แกนนำม็อบ ที่เคยนั่งทานชีสเค้ก กับเจ้าหน้าที่รัฐของต่างชาติ สร้างความเสื่อมเสียต่อตัวเองและประเทศชาติ และทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ทำงานให้ใครบางคน นอกจากนี้ ร้อยละ 75.1 เชื่อว่ามีขบวนการต่างชาติที่จ้องทำลายเสาหลักของประเทศไทยให้อ่อนแอ สั่นคลอน ไร้ระเบียบ จลาจล ควบคุมไม่ได้ เพื่ออ้างเข้ามาจัดระเบียบใหม่หวังกอบโกยผลประโยชน์จากไทย โดยมีนักการเมืองไทยและแกนนำม็อบร่วมมือกับต่างชาติจริง และส่วนใหญ่บอกว่าเครียด ที่สถานการณ์ม็อบซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ