“สุทิน” อภิปรายปัญหาเศรษฐกิจ ชี้แย่มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 แนะต้องดูลึกถึงฐานราก เสนอ “บิ๊กตู่” ลาออกหลังแก้รัฐธรรมนุญและตั้ง ส.ส.ร. เป็นจังหวะดีที่สุด ยิ่งใหญ่กว่าตอนเสียสละเข้ามา
เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. เข้าวันที่ 10 ก.ย. 2563 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายเป็นคนสุดท้าย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง โดยไม่มีการลงมติ ว่า เวลาผ่านไป 3 เดือน หลังให้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินแต่สัญญาณเศรษฐกิจไม่มีอะไรดีขึ้น จึงอยากกระตุ้นรัฐบาล โดยฝากถึงรัฐมนตรีทุกคนว่าถ้าจะเอาสายตาต่างชาติประเมินเศรษฐกิจไทยเขาดูเพียงตัวเลขมหภาค แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่ เขาไม่ได้ดูจุลภาคและความเป็นอยู่ของคนไทย ต้องยอมรับว่าหนี้สินเยอะ สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านลำบาก และความเหลื่อมล้ำสูง อีกทั้งมีความเป็นห่วงเดือน ต.ค. หลังจากที่มาตรการพักหนี้จะหมดลง ลูกหนี้ต่างๆ คงถูกลอยแพ รัฐบาลจะแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ 12 ล้านบัญชีอย่างไร นี่คือมะเร็งก้อนใหญ่
นายสุทิน กล่าวต่อไปว่า มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาจำนวนมากในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และรัฐบาลที่การตั้ง ศบศ. ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ยาวิเศษ เป็นการรวมความคิดของภาครัฐและเอกชน และมีการตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำอะไรได้มากกว่าเดิม ตัวเลขการส่งออกของประเทศนั้นติดลบมาก่อนโควิด-19 ค่อยๆ ลดลงตั้งแต่ปี 2557 และตัวเลขที่รัฐบาลอ้างว่าติดลบทั่วโลก ก็ถูก แต่ความจริงต้องดูว่าตัวเลขก่อนโควิด-19 ด้วย ซึ่งเฉลี่ย 6 ปีโตเพียง 1% และเมืองไทยเปรียบเหมือนคนแคระด้านเศรษฐกิจ มองให้เห็นภาพคือ คนรวยจนลงก็ไม่ตาย แต่คนจนหากจนลงอีกก็ตาย ศรษฐกิจตรงนี้ที่เราห่วง และคนจนเพิ่มขึ้น อยากให้แก้ในส่วนนี้
ทั้งนี้ เชื่อว่าหนึ่งสาเหตุที่นักเรียนนักศึกษาจึงออกมาเรียกร้อง เพราะปัญหาเศรษฐกิจมีส่วนทำให้เด็กต้องออกมา การเรียนจบมาไม่มีงานทำ และอนาคตอาจจะไม่มีเงินจ่าย กยศ. วันนี้จึงเกิดการชุมนุมทางการเมือง ต้องยอมรับว่าเป็นการเมืองที่บิดเบี้ยว ตนเองไม่ได้เชียร์การชุมนุม แต่เชียร์ให้นายกรัฐมนตรีเป็นวีรบุรุษดับปัญหา สาเหตุเศรษฐกิจนั้นมาจากการเมืองตั้งแต่ยึดอำนาจ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไม่มี ค้าขายไม่ได้ ส่งออกตก นักท่องเที่ยวชะลอ เส้นทางที่เดินมาไม่ชอบแต่ต้น ต่างชาติไม่เชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาล ทฤษฎีน้ำหยดทำให้ไทยเกิดความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับหนึ่งของโลก ทุกโครงการที่แจกเงินก็ไหลไปที่ทุนใหญ่ เป็นวิธีการทำงานที่ผิด แจกกี่รอบก็หายไป ไม่ฟูขึ้น รวมถึงการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ วันนี้เดือน ก.ย. แล้ว เงินเยียวยา 400,000 ล้านบาท ปัจจุบันเบิกได้ 400 ล้านบาท แล้วจะไปทันปัญหาได้อย่างไร นี่คือความล่าช้า ความไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการออก พ.ร.ก. ต้องทำด้วยความเร่งรีบ นอกจากนี้ ยังมีการไม่ปฏิรูปประเทศ ไม่ปรับระบบราชการ ที่สำคัญที่สุดคือการเมืองภายในเป็นข้อจำกัด รู้ว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีปวดหัวแทบตายจะตั้งรัฐมนตรีสักคน
สำหรับข้อเสนอแนะ นายสุทิน อภิปรายว่า รัฐบาลต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจแย่ ชาวบ้านลำบากจริงๆ นายกรัฐมนตรีอย่าเชื่อลูกน้องมาก ให้เชื่อโซเชียล จะเห็นความเป็นจริง และที่อยากให้ยอมรับมากๆ คือ ต้องแยกออกว่าก่อนโควิด-19 และขณะเกิดโควิด-19 อะไรคือปัจจัย ซึ่งแม้โควิด-19 จะผ่านไปก็เชื่อว่ายังแย่ เพราะต่างชาติไม่เชื่อถือ ขณะที่โครงการเราเที่ยวด้วยกัน งบประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ก็เบิกจ่ายเพียง 700 กว่าล้านบาท เพราะชาวบ้านไม่กล้าใช้เงิน รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่น โดยทุกโครงการที่ผ่านมาเงินรวมแล้วไม่ถึง 200,000 ล้านบาท ที่จะอัดฉีดในระบบ และการเบิกจ่ายจริงๆ ก็ไม่ตรงตามที่ตั้งเป้า เป็นห่วงว่ามาตรการดีๆ แต่ปฏิบัติจริงไม่ได้ ระบบราชการไม่เอื้อ เบิกช้า แม้เบิกได้ก็น้อยเกินไปที่จะอัดฉีด และที่สมาชิกมีการเสนอแนะไม่ได้เกินความจริง รู้ว่านายกรัฐมนตรีขยัน ทุ่มเท แต่หากมือไม่ถึงต้องยอมรับ มีทางเดียวคือเราต้องเปลี่ยนคนทำ สภาฯ ยังอยู่ แต่เปลี่ยนคนบริหาร ต้องเปลี่ยนทั้งชุด และนายกรัฐมนตรีต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่าจะไม่เกิดการยึดอำนาจขึ้น พร้อมฝากไปถึงใครที่คิดจะยึดอำนาจ ต้องเรียนรู้ 2 เรื่อง คือ 1. ประชาชนไม่เหมือนเดิมแล้ว คนจะตายเขาไม่กลัว เด็กก็ไม่กลัว และตนไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้า 2. ยึดอำนาจในช่วงประเทศมีกินยังแย่ แล้วถ้ายึดวันนี้จะเหลืออะไร ฝากให้คิด
"ยุบสภา ไม่ได้กลัว แต่สภาฯ ต้องมีภูมิคุ้มกันพอสมควร ให้เป็นที่พึ่งประชาชน ยุบดีกว่ายึดอำนาจ เปลี่ยนคนทำ ทางสุดท้ายคือการลาออก สภาฯ ยังเดินได้ เพียงแต่เปลี่ยนคนทำหน้าที่ เฟ้นกันขึ้นมาใหม่ตามกลไก ถ้าลาออกวันนี้อย่าถือว่าพ่ายแพ้เสียเกียรติ แต่เป็นการเสียสละครั้งสำคัญ ยิ่งใหญ่กว่าตอนเสียสละเข้ามา คนจะมีความหวังคืนมา จะช่วยดับชนวนที่กำลังจะรุนแรง การลาออกที่ดีที่สุดคือแก้รัฐธรรมนูญก่อน พอมี ส.ส.ร. ออกจังหวะนั้นงดงามที่สุด ให้ประชาชนรับไม้ต่อ จะเป็นประโยชน์ที่สุด".