ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    มาถูกทางไหมแจกเงิน 3,000 กระตุ้นใช้จ่าย คุย “จาตุรนต์” สิ่งรีบด่วนต้องทำในวิกฤติเศรษฐกิจ

    ไทยรัฐออนไลน์9 ก.ย. 2563 07:45 น.
    SHARE
    • เยียวยา 15,000 จบ ต่อด้วยแจกเงิน 3,000 บาท รัฐหวังช่วยประชาชนกระตุ้นใช้จ่าย
    • มาตรการเป็นชิ้นๆ เหมือนเราเอาน้ำขวดหนึ่งไปพรมหญ้าที่กำลังจะตายทั้งสนาม
    • แก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องทำงานเป็นทีม แนะนายกฯ เด็ดขาด ใครไม่ฟังต้องออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

      ใครหลายคนคงได้เห็นกันไปบ้างแล้วหลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เห็นชอบในหลักการมาตรการเตรียมแจกเงิน 3,000 บาท 15 ล้านคน เพื่อช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เน้นการซื้ออาหารและเครื่องดื่ม โดยรัฐออกเงินให้ 50% รวมถึงเน้นย้ำว่าต้องการให้ถึงผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้ารายย่อย โชห่วย หาบเร่ แผงลอย โดยขณะนี้ยังเป็นเพียงหลักการในเบื้องต้นที่ทางกระทรวงการคลังนำเสนอต่อ ศบศ. ซึ่งที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมก่อนสรุปนำเสนอต่อที่ประชุม ศบศ. ในครั้งต่อไปภายใน 2 สัปดาห์

    ในเรื่องนี้เราขอชวนไปคุยกับ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่มักจะเป็นผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่เสมอ ว่ามาตรการแจกเงิน 3,000 บาท ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลมาถูกทางหรือไม่ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงไหม ผู้ค้ารายย่อยจะได้รับประโยชน์แค่ไหน และวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่จะมีทางออกอย่างไร

    จาตุรนต์ ฉายแสง
    จาตุรนต์ ฉายแสง

    แจก 3,000 บาท แก้ตรงจุด? มาถูกทาง?

    จาตุรนต์ เริ่มต้นการพูดคุยว่า มาตรการแจกเงิน 3,000 บาท อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่มันไม่ตรงจุด แสดงให้เห็นถึงการที่ยังมองปัญหาไม่เป็นระบบ ไม่มีมาตรการที่จะดูแลปัญหาในภาพรวม ถามว่าเวลานี้คนไทยเป็นสิบๆ ล้านคนต้องการเงินไหม ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าต้องการ เพราะเงินเยียวยา 15,000 บาท คนใช้หมดแล้วตั้งแต่ครบ 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 2563) ธุรกิจจำนวนมากกำลังล้ม ส่งออกก็เสียหาย ต้องลดคนงาน ธุรกิจท่องเที่ยวที่อาศัยต่างประเทศก็ล้มกันจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้หลายล้านคนกลายเป็นคนไม่มีรายได้ ในขณะที่เงินเยียวยาก็ใช้หมดไปแล้ว

    สิ่งที่รัฐบาลต้องดูแล คือ จะมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ไม่มีรายได้หลายล้านคนอย่างไร ต้องดูแลธุรกิจที่ล้มหรือหยุดไปจะกลับมาได้อย่างไร รัฐบาลไม่มีมาตรการในส่วนนี้ แต่กลับเน้นที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยส่งเสริมให้คนใช้เงิน ซึ่งการใช้เงินแบบนี้จะใช้กี่หมื่นล้านก็ตาม มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วและที่กำลังจะเกิดต่อไป ถือว่ารัฐบาลมาไม่ถูกทางเพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และยังไม่ได้แก้ในส่วนที่ควรจะแก้เลย ความจริงช่วง 2-3 เดือนมานี้ ควรจะมีมาตรการเป็นชุดที่จะดูแลหลายด้าน คือ ดูแลธุรกิจที่ล้มทั้งหลาย ดูแลธุรกิจที่หยุดไปและต้องการจะกลับมารีสตาร์ต แล้วก็ดูแลธุรกิจที่ยังพออยู่ได้แต่กำลังจะล้มว่าเขาต้องการอะไร การมีโครงการต่างๆ ที่เป็นการสร้างงานเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาผู้ที่ตกและผู้ที่ไม่มีรายได้ ซึ่งเงินที่เกิดจากพระราชบัญญัติให้อำนาจกู้เงินมันหมดแล้ว และงบประมาณในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่กำลังพิจารณากันอยู่ ก็มีส่วนที่จะเอามาใช้เยียวยาน้อยมาก ไม่กี่หมื่นล้านบาท

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    เหมือนเอาน้ำ 1 ขวด พรมทั้งสนามที่หญ้ากำลังจะตาย

    เพราะฉะนั้น ต้องมีการพิจารณาหาทางแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ แต่เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพ ความที่ไม่มีทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกิดลาออกด้วย มันทำให้รัฐบาลยังตั้งหลักไม่ได้ พอมีมาตรการชิ้นๆ อย่างแจกเงิน 3,000 บาทนี้ออกมา จึงไม่ตอบโจทย์ใหญ่ที่เศรษฐกิจไทยกำลังประสบอยู่ มาตรการที่ออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก คิดง่ายๆ ว่า รายได้จากท่องเที่ยวต่างประเทศจะหายไปเป็นล้านล้านบาท ถ้าใช้ตัวเลขอย่างน้อยๆ ปีนี้ก็จะหายไปราว 1.5 ล้านล้านบาท ที่จะกระตุ้นคนละ 3,000 บาท 15 ล้านคน มันก็แค่ 45,000 ล้านบาท บวกด้วยประชาชนก็ไม่ค่อยมีเงินกันอยู่แล้ว ก็เป็นส่วนเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

    ส่วนคำถามว่าจะช่วยรายย่อยได้จริงหรือไม่นั้น โดยมากมาตรการของรัฐบาลที่ทำลักษณะนี้ก็ไปโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่เสียมากกว่า เพราะได้เปรียบในเชิงระบบ มีความพร้อมมากกว่า แต่ที่สำคัญคือปัญหามันใหญ่และมีหลายเรื่อง และเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวไปแล้วมันมีความเสียหายใหญ่มากที่จะต้องดูแล พอบอกว่ามีมาตรการที่เป็นทีเด็ดแล้วเป็นเรื่องการแจกเงินออกมา ก็ทำให้เราเห็นว่าเรื่องใหญ่ๆ ยังไม่ได้รับการดูแล ก็เป็นความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องจัดทีมเศรษฐกิจ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดได้อย่างไร เพราะกระทรวงด้านเศรษฐกิจกระจายกันอยู่กับรองนายกรัฐมนตรีตามระบบพรรคการเมือง ไม่มีความเป็นทีมเศรษฐกิจ ซึ่งหากหาคนมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แล้ว ก็ยังต้องคิดว่าจะมีทีมเศรษฐกิจได้อย่างไร และทีมนี้จะมาสังเคราะห์ มาสร้างนโยบาย มาตรการเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบที่ดูแลภาพรวมได้อย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่

    “การคิดเป็นชิ้นๆ มันไม่มีทางแก้ปัญหาได้ มันเหมือนเราเอาน้ำขวดหนึ่งไปพรมในสนามหญ้าที่หญ้ากำลังจะตายทั้งสนาม แล้วเราเอาน้ำขวดหนึ่งไปเที่ยวพรมอยู่ แล้วก็ดีใจว่ามีน้ำมาขวดหนึ่งแล้ว จริงๆ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

    ทีมเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ทีมอย่างแท้จริง?

    เรื่องทีมเศรษฐกิจยังเป็นไปได้ยาก โดยระบบของพรรคการเมือง ระบบที่นายกรัฐมนตรีทำอยู่ ยากมากที่จะเกิดทีมเศรษฐกิจ นอกจากจะต้องมาจับเข่าคุยกันกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดเพื่อให้เห็นความจำเป็นว่าต้องจัดทีมเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งคุม 2 กระทรวง อีกคนคุม 2 กระทรวง ถ้าแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีทีมเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องที่หลายคนมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ มองว่าเป็นปัญหาใหญ่ จริงๆ ปัญหามีตั้งแต่รัฐบาลนี้ไม่มีทีมเศรษฐกิจเพราะไม่ได้ทำเป็นทีม ฉะนั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองที่ว่าเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็เป็นแต่ชื่อ คือเป็นหน้าหน้าที่ไม่มีทีม จะเรียกหัวทีมได้อย่างไร และที่สำคัญหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความรู้ความเข้าใจในเศรษฐกิจเลยมันก็จะยิ่งยาก ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจจริงๆ ควรจะเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มอบรองนายกรัฐมนตรีสักคนให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แล้วก็รายงานต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ แต่เรื่องนโยบายมาตรการทางเศรษฐกิจทั้งหลายก็ต้องให้ทีมเศรษฐกิจที่นำโดยหัวหน้าทีมที่มีความรู้เป็นคนทำงานไป

    “แต่ถ้าคาราคาซังอยู่อย่างนี้ คือ ไม่มีทีม มีหัวหน้าทีมก็ไม่ได้จริงและแถมไม่มีความรู้ด้วย นอกนั้นรองนายกฯ คนอื่นที่มีตั้ง 3-4 คน ไม่มีใครสามารถเป็นหัวหน้าทีมอะไรได้เลย เพราะเขาจัดระบบไว้ให้ดูแลคนละกระทรวง 2 กระทรวง ถ้านายกฯ จับเข่าคุยกันกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมันก็ต้องทำได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นรองนายกฯ ที่เป็นคนนอกหรือเป็นนักการเมืองก็ตาม ก็ต้องทำได้ถ้าได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าทีม และพูดกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายว่าต้องทำงานเป็นทีมและต้องฟังหัวหน้าทีม มันก็ทำได้ ตอนนี้มันเป็นกระทรวงไหนขึ้นอยู่หัวหน้าพรรคตัวเอง ก็ฟังหัวหน้าพรรคตัวเอง ไม่ได้ฟังรองนายกฯ คนอื่น แล้วก็ไม่ได้ประสานกับกระทรวงอื่น อย่างการที่ให้กระทรวงสาธารณสุขไปประชุมร่วมกับกระทรวงคมนาคมเพื่อจะแก้ปัญหาต่างๆ ในสถานการณ์โควิด-19 มันก็แก้เรื่อง Fit to Fly เกี่ยวกับกับสายการบิน อะไรอย่างนี้ได้ แต่มันจะไปแก้เรื่องเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างไรถ้าไม่คุยกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่คุยกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งที่พูดมานี้อยู่กับคนละรองนายกฯ ทั้งนั้น มันเป็นไปไม่ได้”

    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ
    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ
    พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุม ศบศ.
    พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุม ศบศ.

    ใช้ไม้แข็ง เด็ดขาด ใครไม่ร่วมมือต้องออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

    ความเป็นเอกภาพของพรรคฝ่ายรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะประเทศไทยพัฒนาไปสู่การมีพรรคใหญ่เป็นรัฐบาล จึงทำให้มีปัญหาการบริหารแบบกระจัดกระจายน้อยลง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อทำลายให้พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย นำมาสู่สภาพอย่างปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่แก้ไม่ได้เสียเลยทีเดียว มันอาจจะทำให้ดีกว่านี้ได้ถ้านายกรัฐมนตรีคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลว่าต้องทำงานเป็นทีมแล้ว และต้องมีหัวหน้าทีม ถ้าจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่เป็นหน้าหน้าพรรค หรือรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนของนายกรัฐมนตรีก็ได้ เป็นหัวหน้าทีมไปสักคนหนึ่ง แล้วก็บอกว่ากระทรวงต่างๆ ต้องฟัง แต่ถ้าไม่ฟังก็ต้องออกไปจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีความชัดเจนว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องการความเป็นทีม และใครจะมาร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นทีม ยกตัวอย่าง ไม่ใช่กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ฟังกระทรวงการคลัง และไม่ฟังรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับกระทรวงการคลัง แล้วจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร

    “ในขณะนี้เรื่องเศรษฐกิจเป็นวิกฤติใหญ่มาก เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาของรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานอย่างเป็นระบบ สร้างทีมเศรษฐกิจขึ้นมาแล้วมองภาพรวม รับเอาความคิดเห็น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เอาความรู้ ประสบการณ์จากภาคเอกชนไปช่วยมากๆ และกำหนดทิศทางแนวทางที่จะสามารถรับมือกับวิกฤติได้ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด ขณะเดียวกันอาจจะต้องมีการหารือกับฝ่ายค้าน ผมคิดว่าฝ่ายค้านเขาคงไม่ได้ถึงขั้นเสนอความเห็นอะไรแบบเอาเป็นเอาตายอย่างเดียว เขาก็เสนอวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ ถ้ารัฐบาลรู้จักเอาไปใช้ สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความเห็น การหารือกัน ถ้าจะมีการประชุมอภิปรายทั่วไปแบบไม่มีลงมติ นายกรัฐมนตรีตั้งใจฟัง และมีบรรยากาศของการรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ก็อาจจะช่วยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจดีขึ้น ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากมากแต่ก็ต้องพยายามกันไป”

    ต้องจับตากันว่าหลังจากนี้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลบิ๊กตู่ จะเดินหน้าไปอย่างไร จะมีใครเข้ามาดำรงตำแหน่งขุนคลังแทน ปรีดี ดาวฉาย ช่วยนายกรัฐมนตรีขับเคลื่อนการทำงานที่อีกหลายปัญหายังไม่คลี่คลาย จะมีการเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่มีใครล่วงรู้ หรือบิ๊กตู่จะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าทีมต่อไป ก็ได้แต่หวังว่าความร่วมมือของนักการเมืองที่ประชาชนใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกมาเป็นผู้แทนราษฎรและผู้ที่เข้ามาโดยการแต่งตั้งจะมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวมเพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ และขอให้เกิดขึ้นจริงประจักษ์ต่อสายตาประชาชนในเร็ววัน...

    ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ

    กราฟิก : Supassara Taiyansuwan

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    แจกเงิน 3000special contentจาตุรนต์ ฉายแสงวิกฤติเศรษฐกิจประยุทธ์ จันทร์โอชาลงทะเบียนแจกเงิน 3000รัฐแจกเงิน 3000

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 22 กันยายน 2563 เวลา 03:43 น.