ไลฟ์สไตล์
100 year

ท้าดีเบตไม่กล้า กลุ่มนักเรียนเลว ล้อรัฐมนตรีนกหวีด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
6 ก.ย. 2563 05:01 น.
SHARE

“ยุทธพงศ์” โต้เดือดกอง ทัพเรือ ย้ำพิรุธท้าดีเบตจีทูจีเรือดำน้ำ ยกคำพิพากษา เคสซื้อรถ-เรือดับเพลิงยัน พร้อมท้าดีเบตแลกหมัด ผบ.ทร. เตรียมงัดหลักฐานแฉในสภา 9 ก.ย. โวเรือจมแน่ จ่อฟ้องกลับกราวรูด “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-บิ๊กลือ” แก้ รธน.เพื่อไทยกับก้าวไกลทางใครทางมัน ขอปิดสวิตช์ ส.ว.เอง หลังตั้ง ส.ส.ร. ไม่ลงชื่อญัตติพรรคก้าวไกล “วัฒนา” ลั่นเตรียมแผนรับมือไว้แล้วทั้งลาออก-ยุบสภา ซัดบางพรรคหาเหตุทำวงแตก ปชป.ยันอุดมคติตัดวงจรสืบอำนาจปิดสวิตช์ ส.ว. แต่จำต้องลงชื่อตามมติพรรคร่วม “พนิช” ลั่นกลุ่มกบฏเดินหน้าล่าชื่อแก้ ม.272 แม้ถูกผู้ใหญ่ ปชป.ล็อบบี้ให้เลิก “วันชัย” ยอมปิดสวิตช์ตัวเองไม่โหวตเลือกนายกฯ เจ๊ไม่ทน “สุดารัตน์” สับมาตรการแจก 3 พันรัฐบาลนำสู่หายนะล้มละลายทางการคลัง ม็อบขาสั้นพรึบหน้า ศธ.จัดเต็มล้อเลียนเสียดสี รมต.นกหวีด ยื่น 3 ข้อ 1 เงื่อนไขทำไม่ได้ให้ลาออกไป “ณัฏฐพล” ลุยขึ้นเวทีนักเรียนเลว พร้อมพิจารณาตัวเองถ้าเป็นคนไร้ค่า เจอด่าไล่หลัง ได้นกหวีด 44 อันเป็นที่ระลึก

กรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท ของกองทัพเรือ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความ เหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน จนต้องชะลอการจัดซื้อออกไป แต่กองทัพเรือยังคาใจ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงข่าวต่อเนื่อง จึงแจ้งความหมิ่นประมาทฐานให้ข้อมูลเป็นเท็จ บิดเบือน การจัดซื้อเรือดำน้ำ โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อแบบ รัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล่าสุด นายยุทธพงศ์ออกมาย้ำข้อสงสัยเดิม พร้อมงัดหลักฐานมาต่อสู้และฟ้องกลับกราวรูด

ข่าวแนะนำ

“โจ้” ลั่นทำตามหน้าที่ไร้เจตนาดูหมิ่น

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้า พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 แถลงกรณีกองทัพเรือแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาททำให้กองทัพเรือเสียหาย ว่า เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น ตนไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น ทำลายชื่อเสียง หรือทำให้กองทัพเรือเสียเกียรติภูมิ เพราะกองทัพเรือ เป็นเหล่าทัพหลักที่ตนให้ความเคารพ แต่ต้องตรวจสอบ ในฐานะ ส.ส. และกรรมาธิการงบฯ ต้องตรวจสอบบุคลากรบางคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ โดยเฉพาะ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. และ พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการและโฆษกกองทัพเรือ จึงขอให้แยกออกเป็น 2 ประเด็น

ยกคำพิพากษาศาลยันไม่ใช่จีทูจีแน่

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบ ว่า เป็นการจัดซื้อแบบจีทูจีจริงหรือไม่ เพราะเห็นว่า สิ่งที่ ผบ.ทร. และรัฐบาลดำเนินการไม่เป็นไปตาม แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ที่เคยตัดสินกรณีการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิงของ กทม. ที่ระบุว่าการจัดซื้อแบบจีทูจีต้องเป็นไปตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการ ไม่ใช่ เริ่มต้นจากรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน แต่ระหว่างทางเป็น ผบ.ทร. กับเฮียตี๋ที่ไหนไม่รู้มาเซ็นสัญญา ตนไม่กลัว ว่าสิ่งที่พูดไปจะผิดกฎหมายเพราะมีแนวคำพิพากษาระบุไว้ชัด การชำระเงินต้องเกิดระหว่างรัฐบาลต่อ รัฐบาล ไม่ใช่บริษัทหรือองค์กร ใครเดินผิดไปจากนี้ ถือว่าผิดกฎหมายหมด ตนมีเจตนาบริสุทธิ์ใจรักษาผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของ ผบ.ทร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เพราะการ จัดซื้อเรือดำน้ำลำแรกเริ่มต้นที่ พล.อ.ประวิตร ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม

ท้าชน ผบ.ทร.มาแลกกันคนละหมัด

“ได้ถามหาหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาล หรือ ฟูลส์ พาวเวอร์มา 5 รอบแล้ว แต่กองทัพเรือไม่เคยนำ หนังสือดังกล่าวมาแสดง แต่กลับไปแจ้งความเอาผิดผม ดังนั้น จึงต้องพิสูจน์ความจริง ปกป้องงบประมาณแผ่นดิน ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้จบไปแล้วเมื่อกองทัพเรือถอยเรื่องการซื้อเรือดำน้ำ ก็ไม่คิดว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับผม เมื่อไม่เลิก ผมก็ไม่เลิก มาพิสูจน์กัน ว่าใครของจริงใครของปลอม เพราะ ผบ.ทร.หาเรื่องผมก่อน ไม่ยอมเลิก ก่อนท่านจะเกษียณขอท้าให้ท่าน ออกทีวีเดี่ยวๆกับผม ว่าที่ไปเซ็นสัญญานั้นเป็นจีทูจี จริงหรือไม่ ผมพร้อมติดคุกเพราะออกมาต่อสู้เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน มาแลกกันคนละหมัด” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าว

จ่อฟ้องกราวรูด “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-บิ๊กลือ”

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า ขอให้มีการตรวจสอบดังนี้ 1.เรียกร้องให้ ผบ.ทร. และ พล.อ.ประวิตรโชว์หนังสือฟูลส์ พาวเวอร์ 2.วันที่ 9 ก.ย.ที่จะมีการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 จะเอาหลักฐานเด็ดไปแฉเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำลำแรก มีหลักฐานว่าบริษัทที่ขายไม่ใช่รัฐบาลจีน ทำให้ลำแรก จมแน่ และจะไม่ได้จ่ายเงินด้วย ที่สำคัญหลักฐานชัดเจนว่า บ. China Shipbuilding & Offshore International (csoc) จริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลจีน ถ้าตนเปิดหลักฐานรับรองว่ารัฐบาลตกเก้าอี้แน่ และ 3.เมื่อเปิดหลักฐานในการอภิปรายดังกล่าวแล้ว จะเอาคืน โดยไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ผบ.ทร. และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตรต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าการ จัดซื้อดังกล่าวเป็นแบบจีทูจีหรือไม่

พท.จ่อปิดสวิตช์ ส.ว.หลัง ส.ส.ร.ผ่าน

ด้านความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีพรรคก้าวไกลต้องการเสียงสนับสนุนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.ว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดจะเสนอร่างแก้ไข มาตรา 272 มาตรา 197 และมาตราอื่นที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งมานานแล้ว เพียงแต่มติพรรคเห็นว่ายังไม่ยื่นในช่วงนี้ แต่ถ้าจะไปลงชื่อให้กับพรรคก้าวไกลก็ต้องขอมติอีกครั้งหนึ่งในการประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 8 ก.ย. แต่จะมีคนเสนอเรื่องนี้หรือไม่ยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคก้าวไกลรวบรวมรายชื่อ ส.ส.จากพรรคต่างๆจนครบ สามารถเสนอร่างเข้าสู่วาระการประชุมของสภาฯได้ พรรคเพื่อไทยก็จะอภิปรายสนับสนุนและยกมือให้แน่นอน เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยมีมติยื่นแก้ไขมาตราดังกล่าวเองจะไม่สามารถลงชื่อให้พรรคก้าวไกลใช่หรือไม่ นายสุทินตอบว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่า ส.ส.คนเดียวจะลงชื่อใน 2 ญัตติที่มีลักษณะเดียวกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็คงต้องมาหารือกันว่าเราจะใช้เทคนิคเสนอกฎหมายอย่างไร เมื่อถามอีกว่า เวลาที่เหมาะสมที่พรรคจะยื่นคือเมื่อใด นายสุทินตอบว่า เวลาที่เหมาะสมคือเมื่อญัตติหลักของเราคือการเสนอแก้มาตรา 256 และจัดตั้ง ส.ส.ร.ผ่านไปอย่างปลอดภัยแล้ว ดังนั้นจึงยังไม่ใช่เวลานี้

รับต้องทำตามกระแสประชาชน

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ปิดสวิตช์ ส.ว.พรรคเพื่อไทยไม่ขัดข้อง แต่เรามีมติเดินหน้าแก้ไขมาตรา 256 และอยากให้ร่างนี้ผ่านวาระแรกไปก่อน ขั้นตอนต่อไปค่อยเสนอมาตรา 272 มาตรา 279 หรือมาตราอื่นที่จะแก้รายมาตรา การทำงานของเรามีเป้าหมายหลัก อาจจะช้าไม่ทันใจบ้างแต่ยังมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นร่างแก้ไขมาตรา 272 เองใช่หรือไม่ นายสมคิดตอบว่า ขอประชุมพรรควันที่ 8 ก.ย. เพื่อฟังเสียง ส.ส.ของพรรคก่อน เมื่อมติพรรคว่าอย่างไรเราไม่มีปัญหา เพราะตอนนี้กระแสปิดสวิตช์ ส.ว.กำลังมาแรง พรรคเพื่อไทยพร้อมรับฟังเสียงของประชาชน และหากเห็นว่าต้องยื่นร่างแก้ไขมาตรา 272 เสียง ส.ส.ของเราเองก็เพียงพออยู่แล้ว

หักเหลี่ยมก้าวไกลไม่ลงชื่อให้กัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่ให้เสียงสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ของพรรคก้าวไกล เพราะเห็นว่าข้อเสนอของพรรคก้าวไกลในการปิดสวิตช์ ส.ว. ตอนที่พรรคเพื่อไทยยื่นร่างแก้ไขมาตรา 256 เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ ส.ว.จะยกมือสนับสนุนการลดอำนาจตัวเอง แต่พรรคก้าวไกลก็ยังดึงดันเดินหน้า เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นไปในทิศทางเดียวกันให้ตั้ง ส.ส.ร.ก่อน ยังไม่แตะมาตรา 272 และจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 พรรคก้าวไกลก็มาถอนชื่อออกจากร่างกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ไม่ร่วมยื่นด้วยทั้งที่ลงชื่อไว้ก่อนแล้ว ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่พอใจที่ไม่ยอมลงเรือลำเดียวกัน แต่มาวันนี้พอตัวเองจะยื่นร่างแก้ไขตามความต้องการของตัวเองก็พยายามมาขอเสียงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อมีความไม่พอใจกันเป็นทุนเดิม ส.ส.พรรคเพื่อไทยจึงคุยกันชัดเจนจะไม่ให้ความร่วมมือเซ็นชื่อในกรณีนี้

“วัฒนา” เผยสูตร ปท.แก้ทุกสมการ

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า หลายฝ่ายกำลังเล่นเกมบีบเพื่อไทยให้ไปลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กับพรรคอื่น โดยประดิษฐ์วาทกรรมทำนองต้องปิดสวิตช์อะไรทำนองนั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีมติแล้วว่าจะไม่ไปร่วมลงชื่อกับใคร ต้องสงวนชื่อ ส.ส.ไว้เพื่อดำเนินการตามแนวทางที่เราเห็นว่าถูกต้องและเป็นประโยชน์กับประชาชน ส่วนที่หลายคนวิตกว่าหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น นายกฯลาออก หรือยุบสภา จึงควรแก้ไขมาตรา 272 ไม่ให้ ส.ว.ใช้สิทธิเลือกนายกฯนั้น พรรคเพื่อไทยเตรียมแนวทางไว้แล้ว ไม่ได้คิดแต่จะแก้แค่มาตรา 272 เท่านั้น โดยได้เตรียมขอแก้ไข (1) วิธีการเลือกตั้งเพื่อกลับไปใช้บัตร 2 ใบ (2) ยกเลิกมาตรา 270 และ 271 เกี่ยวกับอำนาจการปฏิรูปประเทศและอำนาจการยับยั้งกฎหมายของ ส.ว. และ (3) ยกเลิกมาตรา 272 ที่ให้ ส.ว. เลือกนายกฯ ร่างทั้ง 3 ฉบับจะนำเข้าที่ประชุมพรรคในวันที่ 8 เพื่อให้ ส.ส.ลงชื่อเตรียมยื่นต่อรัฐสภา

อัดบางพรรคทำขึงขังแต่ไม่จริงใจ

นายวัฒนาระบุด้วยว่า เหตุที่วุ่นวายเพราะมีหลายฝ่ายเสียประโยชน์หากมี ส.ส.ร. โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามที่นายมีชัยออกแบบไว้ เพราะหากใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคการเมืองบางพรรคจะไม่ได้ ส.ส.แบบที่เคยได้ บางกลุ่มที่ออกจากเพื่อไทยไปตั้งพรรคใหม่กลัวต้องคลานกลับพรรค หรือบางพรรคที่อยากได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพวกสอบตกจะฝันสลาย คนพวกนี้ไม่ได้ต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพราะชอบกติกาการเลือกตั้งแบบนี้ เลยหาเหตุที่จะทำให้วงแตกมาสร้างเงื่อนไข ถ้าจริงใจกับประชาชนต้องให้มีการแก้ไขทั้งฉบับ รวมทั้งแก้ไขวิธีการเลือกตั้งด้วย แน่จริงวันที่ 8 มาลงชื่อกับพรรคเพื่อไทย

ปชป.เห็นด้วยทบทวนอำนาจ ส.ว.

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล วันเดียวกัน นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคมีหลักการชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร ถึงประเด็นอำนาจ ส.ว.ว่าควรมีการแก้ไขทั้งที่มาและอำนาจและหน้าที่ ให้ดำเนินการเฉพาะการกลั่นกรองกฎหมาย เพราะเมื่อไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ไม่ควรมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ท้ายที่สุดหลายฝ่ายก็เรียกร้องให้มีการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ประโยชน์ของประชาชน เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ การถ่วงดุลตรวจสอบการทุจริตที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นการตั้ง ส.ส.ร.ให้เร็วที่สุดเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือแนวทางที่มุ่งผลสำเร็จได้มากที่สุด

แต่เดินตามขั้นตอนตั้ง ส.ส.ร.ไปแก้ไข

นายราเมศกล่าวว่า กรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนออกมาบอกว่านายจุรินทร์ ลักษณ–วิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค พูดเรื่องอำนาจ ส.ว.จึงต้องลงชื่อร่วมกับพรรคอื่นในการแก้ไขมาตรา 272 นั้น ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคไม่เห็นด้วยกับอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.มาตั้งแต่ต้น และเป็นสาระหลักในการขอแก้รัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าการยื่นแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคมี ส.ส.เพียง 52 คน จึงมีความจำเป็นต้องหาแนวร่วมจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยหลายพรรคเห็นตรงกันว่าการเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนและตั้ง ส.ส.ร.ไปแก้เรื่องที่มาและอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.จึงเป็นที่มาของมติพรรค ที่มีมติให้ยื่นเพียงร่างเดียว ส.ส.ในที่ประชุมก็เห็นด้วยเพื่อความเป็นเอกภาพ โดยลงชื่อในร่างที่พรรคได้เสนอต่อที่ประชุม จึงขอเรียกร้องให้ทุกพรรคและทุกฝ่าย เร่งให้มี ส.ส.ร.เร็วที่สุดเพื่อแก้ไขในประเด็นต่างๆ ทุกฝ่ายควรตั้งยุทธศาสตร์ในการเดินสู่จุดหมายให้สำเร็จ นั่นคือหลักการที่สำคัญที่สุด

“เทพไท”ยันลงชื่อ 2 ญัตติไม่ซ้ำซ้อน

ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่ตนลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ญัตติ คือญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และการจัดตั้ง ส.ส.ร. กับญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมของสภาฯแต่อย่างใด เพราะเป็นการลงชื่อในญัตติที่มีเนื้อหาและรายละเอียดแตกต่างกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการลงชื่อที่ซ้ำซ้อนกัน

โชว์จุดยืน ปชป.ไม่หนุนสืบอำนาจ

“การลงชื่อในญัตติแรกเป็นไปตามมติวิปรัฐบาลที่ต้องการให้มีการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามพรรคร่วมรัฐบาลเพียงฉบับเดียว ส่วนญัตติที่ 2 เป็นญัตติที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน เห็นว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรค และจุดยืนของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคที่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าต้องการลดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ จึงได้มีการยกร่างญัตติฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขมาตรา 272 ด้วยการยกเลิกการใช้มาตราดังกล่าวออกไปเพียงมาตราเดียว ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ส่วนตัวไม่ได้เล็งผลเลิศในเรื่องนี้ เพียงแต่ต้องการแสดงจุดยืนทางการเมืองให้สังคมเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.ผ่านมาตรา 272 ตามอุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาเป็นเวลา 75 ปีแล้วเท่านั้นเอง” นายเทพไทกล่าว

“พนิช” จุดยืนชัดไม่สนถูกเรียกกบฏ

นายพนิช วิกิจเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “สถานะเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน แต่จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน ขอแค่ประชาธิปไตยปกติ” ย้อนไปเมื่อวันลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อ 7 ส.ค. 2559 คำถามของตนคือ รัฐธรรมนูญดีพอไหม+ ส.ว.ควรมีอํานาจในการเลือกนายกไหม? จึง VOTE NO ทั้งสองคำถาม วันนี้ 4 ปีผ่านไป ก็ยังยืนยันจุดยืนเดิมดังที่ได้แถลงข่าวร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนว่า ร่างรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวไม่พอต่อการแก้ไขสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่ต้องแก้ไขมาตรา 272 เพิ่มเติมเพื่อลดอำนาจของ ส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี และยับยั้งการสืบทอด อำนาจ วันนี้เราเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล แต่คําตอบวันประชามติเป็นยังไง วันนี้ก็เหมือนเดิม บางคนเรียกกบฏ บางคนเรียกจุดยืน แต่ตนแค่อยากได้ ประชาธิปไตยปกติ

ปูดผู้ใหญ่ ปชป.ล็อบบี้ให้ถอนชื่อ

นายพนิชให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ยังยืนยันที่จะลงชื่อในญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ส่วนตัวไม่มีใครในพรรคมากดดัน หรือโทร.มาหา แต่ทราบว่ามีเพื่อน ส.ส.หลายคนที่ร่วมลงชื่อในญัตติขอแก้ไขมาตรานี้มีคนในพรรคทั้งเป็นผู้ใหญ่และเพื่อน ส.ส.โทร.มาขอให้ถอนชื่อที่ทางกลุ่มต้องรวบรวมรายชื่อ ส.ส.ให้ได้ 1 ใน 5 หรือ 98 คน และขอยืนยันว่าตนจะเดินหน้ารวบรวมชื่อเพื่อน ส.ส.ทั้งที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน เพื่อเสนอขอให้มีการแก้ไขมาตรา 272 คือให้ ส.ว.ไม่มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ เพราะไม่ใช่ประชาธิปไตยปกติ เมื่อถามว่า เป็นการเล่นสองหน้าของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายพนิชตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นจุดยืนเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่ต้น และแม้พรรคจะมีมติใช้ร่างเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่การที่กลุ่มพวกตนจะขอแก้มาตรา 272 ก็เป็นเอกสิทธิ์ที่สามารถทำได้

“วันชัย” ลั่นขอปิดสวิตช์ตัวเอง

นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 23-24 ก.ย.ว่า พร้อมอภิปรายและยกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ ทั้งโมเดลการตั้ง ส.ส.ร. หรือการแก้ไขรายมาตรา คิดว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านพร้อมใจเสนอให้แก้ไข ขณะที่ภาคประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาต่างเรียกร้อง ถ้า ส.ว.ทำตัวเป็นอุปสรรค ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ คิดว่านรกจะมาเยือน ส.ว.แน่ กระแสสังคมจะกดดัน ประณาม ส.ว.อย่างแรง จะมีผลกระทบต่อการทำงาน ตลอดจนความร่วมมือในรัฐสภาอีกด้วย ที่สำคัญเรื่องนี้จะมีผลไปกระทบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เพราะเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเล่นสองหน้า รู้เห็นเป็นใจไม่ให้ ส.ว.แก้รัฐธรรมนูญ สถานการณ์ขณะนี้ ส.ว.มีส่วนสำคัญในการลดความขัดแย้งในและนอกสภาฯ ได้ ส.ว.ต้องไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคใดๆ ส.ว.คนอื่นตนไม่รู้ แต่ ส.ว.วันชัยตกผลึกแล้ว พร้อมสนับสนุนการแก้ไขทุกรูปแบบ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอประกาศปิดสวิตช์ตัวเอง ไม่ขอใช้สิทธิโหวตนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ถ้ามีการโหวตนายกฯเมื่อใด ขออนุญาตปิดสวิตช์ตัวเอง ไม่ใช้สิทธิดังกล่าว จะงดออกเสียง ถอนปลั๊กเรื่องนี้ทั้งหมด

โพลให้แก้ รธน.รัฐบาลอยู่แค่ 2 ปี

วันเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,136 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ย. ที่ผ่านมา เมื่อถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 70.1 ระบุควรแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาลอยู่ไม่เกิน 2 ปี แล้วเลือกตั้งใหม่ เพราะช่วยลดโอกาสเกิดเผด็จการ ยึดอำนาจ ใช้การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ รัฐบาลต้องเร่งทำงานหนักสร้างผลงาน ถ้าทำดีก็ได้กลับเป็นรัฐบาลอีก ถ้าไม่ดีและอยู่นานไปเป็นเหตุให้คอร์รัปชัน เกิดความขัดแย้งคนในชาติ ให้รัฐบาลอยู่สั้นๆ ปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามยุยงปลุกปั่นความขัดแย้ง ปิดโอกาสเผด็จการยึดอำนาจ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 29.9 ระบุไม่ควร เพราะอายุรัฐบาลสั้นไปไม่เห็นผลงาน สิ้นเปลืองงบประมาณเลือกตั้ง เป็นต้น

ช่วย 3 พัน รอคลังตกผลึกชง ศบศ.

วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวมาตรการที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบการระบาดโควิด-19 ช่วยค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 15 ล้านคน วงเงิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยลดค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยนั้น ยังเป็นเพียงหลักการในเบื้องต้น ที่กระทรวงการคลังได้นำเสนอในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปที่จะอนุมัติให้ดำเนินการแต่อย่างใด โดย ศบศ.ได้ให้กระทรวงการคลังไปจัดทำรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในส่วนของประชาชนที่จะลงทะเบียนได้รับสิทธิ์ รวมถึงร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ขอให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้มากที่สุด แล้วนำเสนอต่อที่ประชุม ศบศ.ในครั้งต่อไปภายใน 2 สัปดาห์ เมื่อ ศบศ.มีมติแล้วจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป เงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้รัฐบาลตั้งใจให้ประชาชนนำไปใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วยต่างๆ ซื้อสินค้าในตลาดสดและตลาดนัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าเข้าร่วมโครงการนี้ให้ได้มากที่สุด และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้เต็มที่

“เจ๊หน่อย” ชี้หายนะล้มละลายการคลัง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงมาตรการที่ ศบศ. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศโดยแจกเงิน 3,000 บาท จำนวน 15 ล้านคน ผ่านร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนว่า เรื่องดังกล่าวทำให้เป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ก่อนหน้านี้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่จนถึงวันนี้เกือบ 5 เดือน รัฐบาลยังวนเวียนกับการแจกเงินแบบที่ทำมาตลอด 6 ปี แปลว่ารัฐบาลยังคิดมาตรการอื่นที่ดีกว่าการแจกเงินไม่ออก ปัญหาคือจะมีปัญญาแจกเงินไปได้อีกนานเท่าไร ผลของความล้มเหลวของการแจกเงินแสดงออกมาในรูปของการจัดเก็บภาษีที่ต่ำกว่าประมาณการ คาดว่าสิ้นปีงบ-ประมาณ 2563 การจัดเก็บภาษีน่าจะติดลบเกินกว่า 3 แสนล้านบาท แสดงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กู้เงินมาใช้อย่างมโหฬารไม่ได้ผล และคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 หนี้สาธารณะจะสูงเกินร้อยละ 60 ที่เป็นกรอบความยั่งยืนของการคลังทำให้รัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีก แปลว่าล้มละลายทางการคลัง ความหายนะจะบังเกิดกับประชาชน

ฉะยับกู้มาแจก ก็ยังแจกไม่เป็น

“ความน่าเป็นห่วงของการแจกเงินครั้งนี้คือรัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรที่จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยได้ประโยชน์ เพราะต้องใช้ผ่านแอปพลิเคชันซึ่งเอื้อกิจการรายใหญ่ ถ้าคิดจะแจกให้คนจนได้ประโยชน์ก็แจกเป็นเงินสดเลยดีกว่า ผลคือเงินที่กู้มาแจกจะไหลไปสู่กระเป๋าเจ้าสัวเพียงไม่กี่ราย กู้เงินมาแจก ก็ยังแจกไม่เป็น ปัญหาของรัฐบาลนี้คือการที่นายกฯมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีความจริงใจต่อประชาชน คิดแต่จะอุ้มคนรวย โดยอ้างคนจนบังหน้า” คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ

ชี้สัญญาบีทีเอสปม “ปรีดี” ออก

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการลาออกจาก รมว.คลังของนายปรีดี ดาวฉาย ว่า ตนแถลงไปแล้วว่าเคยยื่นเรื่องการต่อขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก 40 ปีให้กับนายปรีดีก่อนหน้านี้ ถามว่าเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังอย่างไรนั้น เนื่องจากเรื่องนี้จะมีการนำข้อยกเว้นที่ออกโดย มาตรา 44 มาใช้เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งนายปรีดีเคยดึงเรื่องนี้ออกจาก ครม. แต่มีบิ๊กใน ครม.บีบให้เดินหน้าเรื่องนี้เข้า ครม.ต่อ จึงเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายปรีดีลาออก ไม่ใช่ความขัดแย้งกับการตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตตามที่เป็นข่าว

“วันนอร์” ลาออกให้ “ทวี” เป็น ส.ส.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ จ.ยะลา พรรคประชาชาติจัดการประชุมเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่บ้านศรียะลา ถนนสุขยางค์ เขตเทศบาลนครยะลา ซึ่งเป็นบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค ผลการคัดเลือกตำแหน่งสำคัญยังเหมือนเดิม นายวันมูหะมัดนอร์ยังคงเป็นหัวหน้าพรรค พ.ต.อ.
ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรค อย่างไรก็ตาม นาย วันมูหะมัดนอร์ระบุว่า จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่ออกมาและอาจจะจำเป็นสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งต่อไป ส่วนตำแหน่ง ส.ส. เห็นว่าเมื่อต้องไปเตรียมการเลือกตั้ง ไปเยี่ยมและขยายสมาชิก หน้าที่ในสภาฯ ซึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะมอบให้คนที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นไป ตามกฎหมาย ตนจะลาออกและคนที่จะมาเป็นแทนคือ พ.ต.อ.ทวี ยืนยันไม่ได้มีความขัดแย้ง น้อยใจ หรือปัญหาสุขภาพแต่อย่างใด โดยวันที่ 11 ก.ย.นี้จะไปลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“อนุชา” เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระวันรัต

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่หอประชุมพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระวันรัต ในโอกาสเสด็จเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศน์มหาชาติ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และประชาชนถวายการต้อนรับ โดยนายอนุชากล่าวว่า งานเทศน์มหาชาตินับเป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ การจัดงานครั้งนี้มหาเถรสมาคมได้เห็นชอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง มีคณะสงฆ์ กระทรวง กรม สำนักงาน ตลอดถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนร่วมเป็นเจ้าภาพ ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติ เวสสันดรชาดก “กัณฑ์มัทรี 90 พระคาถา” ในวันที่ 7 ก.ย.ด้วย

“การตลาดนำการผลิต” ดึงราคายาง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราคายางพารายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขยับเกิน 60 บาทต่อกิโลกรัม เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการสั่งซื้อปริมาณมากหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ “การตลาดนำการผลิต” มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มมูลค่า โดยจะมีโครงการสำคัญเกิดขึ้นหลายโครงการ อาทิ โครงการสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาสินค้ายางพาราให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมยางพารา และจากความต้องการของตลาดโลกและประเทศจีน การใช้ “การตลาดนำการผลิต” จะทำให้ยางพาราไทยมีโอกาสส่งออกมากกว่าประเทศอื่น เพราะใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง

“ศรีสุวรรณ” เตือนม็อบเสี่ยงติดคุกยาว

ส่วนประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่มีแกนนำกลุ่มการเมืองและแกนนำอีกหลายคน นำบทสนทนาบริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น มีหลายข้อความที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย เช่น “สู้เป็นไทย ถอยเป็นทาส” และ “เมื่อกระบวนการยุติธรรมล่มสลาย การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่” บางคำพูดเป็นวาทกรรมที่ดัดแปลงมาจากคำพูดของนายโธมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 ในยุคที่อเมริกายังแบ่งแยกกันเป็นสหพันธรัฐ การนำวาทกรรมเหล่านี้มาดัดแปลง เสริมข้อความปลุกระดม โดยมีเป้าหมายและเล็งเห็นผลโดยชัดแจ้งว่าเพื่อให้สาวกที่บรรลุและที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือประชาชน ได้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญามาตรา 116 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และอาจเข้าข่ายการหมิ่นศาล ตาม ป.อาญามาตรา 198 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับอีกด้วย

“เพนกวิน” รับทราบข้อหาที่ลำปาง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ สภ.เมืองลำปาง นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) นายพินิจ ทองคำ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เป็นแกนนำกลุ่มพิราบขาว เพื่อมวลชน พร้อมด้วยนายธนวัฒน์ วงไชย หรือบอล แกนนำจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือการกระทำดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย การชุมนุม การทำกิจกรรมหรือมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค” กรณีจัดกิจกรรม “ลำปางรวมการเฉพาะกิจ รวมพลคนไม่ทนในลำปาง” ที่ห้าแยกหอนาฬิกาเทศบาลนครลำปาง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ทั้งสามคนได้แวะทักทายพูดคุยกลุ่มนักศึกษา และประชาชน กว่า 30 คน ที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ที่ลานหน้าเสาธง พร้อมถือป้ายผ้า “กลุ่มพิราบขาว เพื่อมวลชน” และ “หยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหญ่ และรัฐบาลต้องยุบสภา” พร้อมสลับกันปราศรัยเรียกร้องความยุติธรรม มีการมอบพวงมาลัย ดอกกุหลาบให้กำลัง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะชู 3 นิ้วแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ จากนั้นนายพริษฐ์กับพวกทั้ง 3 คน พร้อมทนายความเดินผ่านแผงเหล็ก และตำรวจที่ตั้งแถวรอบโรงพักกันเพื่อควบคุมสถานการณ์ ขึ้นไปพบพนักงานสอบสวนบนโรงพัก

ลั่นจับโรงพักไหนปราศรัยที่นั่น

หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งสามคนให้การปฏิเสธ ตำรวจได้ปล่อยตัวกลับ นายพริษฐ์กล่าวกับผู้มาให้กำลังใจว่า ส่วนตัวได้ให้การปฏิเสธและไม่ยอมรับกระบวนการจับกุมการตั้งข้อหา เลยบอกกับพนักงานสอบสวนว่าไม่ให้การใดๆเพราะไม่มีอำนาจในการจับเข้าไปสอบสวนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว กรณีนี้ยังไม่ยุติเพราะยังมีทนายอานนท์ที่เป็นผู้ต้องหาร่วมยังอยู่ในเรือนจำ ตำรวจจะต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก่อนหลังจากนี้ก็จะไปที่จังหวัดเชียงรายต่อ ตอนนี้จะปักธงในการปฏิรูปสถาบันให้ไปอยู่ในทุกจังหวัด และขอสื่อสารให้ทุกโรงพักทุกจังหวัดถ้าจับผมอีก ตั้งข้อหาผมอีก เรียกผมอีก ผมก็จะไป แต่ผมจะไปปราศรัยเรื่องสถาบันอยู่หน้าโรงพักและจะถือว่าหมายเรียกหมายจับเป็นคำเชื้อเชิญ ส่วนในการชุมนุมช่วงกลางเดือนนี้เป็นที่แน่นอนจะมีการค้างคืนที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ และถ้าหากคนเยอะจนล้นก็จะไปยึดสนามหลวงและในวันรุ่งขึ้นจะมีการเดินขบวนใหญ่ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงอีกครั้ง”

“ณัฏฐพล” ออกตัวไม่อยากโต้วาทีเด็ก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ แถลงชี้แจงข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งกรณีที่จะมีการชุมนุมหน้ากระทรวงวันนี้ ว่า สำหรับน้องๆ ที่จะมา ศธ.วันนี้ ได้ติดตามทางทวิตเตอร์เห็นว่าเตรียมหาทางให้รัฐมนตรีตอบคำถามไม่ได้ ซึ่งตนเลือกที่จะพบหรือไม่พบก็ได้ แต่คิดว่าการพูดคุยอย่างสันติวิธีน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกับการศึกษาไทยและประเทศไทย เมื่อถามว่า ช่วงบ่ายจะลงมาพบนักเรียนหรือไม่ นายณัฏฐพลตอบว่า การโต้วาทีเป็นการแสดงความคิดเห็นแตกต่าง แต่ตนไม่ได้เห็นต่างกับนักเรียน ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นที่ตรงกัน เพียงแต่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลาจึงไม่จำเป็นต้องโต้วาที การลงมาพบนักเรียนหรือไม่คงต้อรอดูสถานการณ์เพราะทราบว่า ไม่ได้มีเฉพาะนักเรียนเท่านั้น มีกลุ่มคนอื่นด้วย ส่วนตัวไม่มีปัญหากับการแสดงออก ตราบใดที่ไม่เกิดความรุนแรงก็พร้อมพูดคุย เมื่อถามถึงข้อเสนอ ให้ลาออกหากไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของนักเรียนได้ นายณัฏฐพลตอบว่า การพูดเช่นนั้นคือการคุกคามตนเช่นกัน

นักเรียนรวมตัวหน้ากระทรวงคึกคัก

ต่อมาที่บริเวณทางเท้า หน้ากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มนักเรียนที่เรียกตัวเองว่า นักเรียนเลว ได้เชิญชวนนักเรียนมาร่วมกันชุมนุมเพื่อเรียกร้อง 3 ข้อ และ 1 เงื่อนไข ต่อ รมว.ศึกษาธิการ ได้แก่ หยุดคุกคามนักเรียน ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย และปฏิรูปการศึกษา และ 1 เงื่อนไขคือ หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป และเชิญชวน รมว.ศึกษาธิการร่วมเวทีโต้วาทีปัญหาการศึกษากับตัวแทนนักเรียน โดยเริ่มรวมกลุ่มกันเวลา 14.30 น. มีการใช้แผงเหล็กกั้นล้อมบริเวณ ตรวจกระเป๋าคนเข้ามาภายในพื้นที่ชุมนุม แกนนำจัดสันทนาการระหว่างรอตั้งเวทีปราศรัย สลับการอภิปรายปัญหาการศึกษา เรียกร้องให้นายณัฏฐพลออกมาโต้วาทีกับนักเรียน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีเด็กและเยาวชนแต่งชุดนักเรียนมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก โดยใช้สติกเกอร์ปิดป้ายชื่อ ร.ร. ในส่วนบริเวณด้านข้างติดกับรั้วกระทรวงมีการวางพวงหรีดจากกลุ่มนักเรียนต่างๆ เช่น ราชบพิธพิชิตเผด็จการ สตรีจอมไม่ทนเผด็จการ, สวนกุหลาบไม่เอาเผด็จการ, บอดินไม่อินเผด็จการ, บร ไม่ง้อเผด็จการ เป็นต้น และมีการตั้งโต๊ะลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

จัดเต็มล้อเลียนเสียดสี รมต.นกหวีด

กระทั่งเวลา 16.00 น. ตั้งเวทีเสร็จ ก่อนเริ่มปราศรัยอย่างเป็นทางการ มีการเปิดตัวด้วยการแสดงการประกวดนางงามเพศทางเลือก โดยเสียดสีการเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษามาจากการเป่านกหวีด พร้อมป้ายไวนิลข้อความ #ใครๆก็เป็นรัฐมนตรีได้ และเปิดตัวการ์ตูนภาพนายณัฏฐพล หรือสแตนดี้ 6 ตัว แต่ละตัวเป็นรูปนายณัฏฐพลที่แต่งกายสมัยนำการชุมนุม กปปส. พร้อมนกหวีด แต่งชุดซุปเปอร์แมน เป็นต้น ต่อด้วยการเปิดเพลงผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่าง 1.เปิดกว้างศาสนา 2.รู้ค่าคนด้วยกัน 3.มีวิจารณญาณ 4.วาจาไม่แดกดันเหยียดหยาม 5.คิดด้วยเหตุผล 6.ให้เคารพคนมองต่าง 7.ฟังผู้น้อยบ้าง 8.มีอัตตาจงขจัด 9.อย่าจำกัดประสบการณ์ 10.ทำตนให้น่าเอาอย่างรู้จักขอโทษ ไม่สร้างปัญหา ผู้ใหญ่สมัยชาติพัฒนาร่วมจับมือเด็กพาชาติไทยเจริญ ซึ่งเด็กร้องตามกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ ยังมีคนดังร่วมเวทีปราศรัย เช่น โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บก.น. 1 คอยดูแลความเรียบร้อย และการจราจรโดยรอบพื้นที่การชุมนุม บรรยากาศทั่วไปเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยเวลา 16.50 น. พ.ต.อ.สุรพงค์ ธรรมพิทักษ์ รอง ผบก.น.1 เดินทางมาดูแลความเรียบร้อย เปิดเผยว่าการชุมนุมครั้งนี้กลุ่มนักเรียนได้มีแจ้งการชุมนุมถูกต้องตามกฎหมาย ยืนยันไม่กังวลเกี่ยวกับการชุมนุม เพราะพูดคุยกับน้องๆกลุ่มแกนนำแล้ว

“ณัฏฐพล” มาแล้วขึ้นเวทีนักเรียนเลว

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายณัฏฐพลเดินออกมาบริเวณใกล้ประตูทางออก เมื่อเด็กทราบว่านายณัฏฐพลมาใกล้เวทีก็เป่านกหวีดและตะโกนเรียกให้ขึ้นเวที โดยมีตัวแทนนักเรียนเลวเข้าไปพูดคุยเบื้องต้น ในที่สุดนายณัฏฐพลก็ขึ้นเวที โดยพิธีกรชี้แจงว่าจะปรับเวทีดีแบตเป็นเวทีการพูดคุยเพื่อหาทางออก โดยมีนายมีน ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมพูดคุยบนเวทีกับ รมต.

3 ข้อ 1 เงื่อนไข ทำไม่ได้ออกไป

นายมิน ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ กล่าวว่า ทางกลุ่มขอเรียกร้อง 3 เรื่อง ได้แก่ หยุดคุกคามนักเรียน แก้กฎระเบียบล้าหลัง ปฏิรูปการศึกษา 1 เงื่อนไข คือ ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป และขอให้กระทรวงส่งทีมไปประเมิน ร.ร.ว่ามีการคุกคามนักเรียนทั้งร่างกาย จิตใจ และคุกคามทางเพศหรือไม่ ขณะที่ระเบียบต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพ ขอให้ทบทวน เช่น ห้ามตีนักเรียน แต่ ร.ร.ก็ไม่ทำตามกฎยังตีเด็กอยู่

นายณัฏฐพลกล่าวว่า เรื่องการคุกคามเด็กนั้น ขอให้เด็กส่งข้อมูลมาถึงกระทรวงโดยตรงได้ ซึ่งจะมีการปกป้องข้อมูลการร้องเรียนของเด็ก ส่วนการคุกคามทางเพศ ยาเสพติด เราจะไม่ยอมความแน่นอน จะจัดการขั้นเด็ดขาด ไม่ยอมให้เกิดขึ้นใน ร.ร.แน่นอน

“ณัฏฐพล” ยันพร้อมพิจารณาตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฏฐพลขึ้นเวที โดยสวมป้ายแขวนคอของทีมงาน ซึ่งใช้ริบบิ้นสีขาว และในระหว่างที่นายณัฏฐพลชี้แจงเรื่องต่างๆ ก็จะถูกโห่ และเป่านกหวีดเป็นระยะตลอดเวลา กระทั่งเวลา 18.00 น. การพูดคุยหยุดพัก เพื่อเคารพธงชาติ โดยนายณัฏฐพล ยืนตรง ขณะที่ผู้เข้าชุมนุมยืนร้องเพลงและชู 3 นิ้ว การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนลงจากเวทีในเวลา 18.30 น. โดย นายณัฏฐพลกล่าวทิ้งท้ายว่า พร้อมรับฟังทุกฝ่าย บางเรื่องก็กำลังแก้ไข และวันนี้ตนพร้อมทำคุณประโยชน์ให้ประเทศและการศึกษา ถ้าวันไหนคิดว่าไม่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ ก็พร้อมพิจารณาตัวเอง แต่วันนี้ตนยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ จากนั้นตัวแทนนักเรียนเลวมอบของที่ระลึกให้ รมต. ได้แก่ ไม้เรียว หนังสือ 8 กลุ่มสาระ และนกหวีด 44 อัน

เจอโห่ไล่ ตะโกนด่าทอตามหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายณัฏฐพลลงจากเวที ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มแกนนำก่อนเดินเข้า ศธ.โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองรวมถึงประชาชนโห่ไล่พร้อมตะโกนด่าทอ ด้วยคำหยาบคาย จากนั้นนายณัฏฐพลให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน เป็นบรรยากาศที่ดี ได้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ซึ่งต้องมาวิเคราะห์ ของที่ระลึกที่ได้ คือหนังสือ 8 กลุ่มสาระพร้อมไม้เรียว ก็เป็นสัญลักษณ์ความอัดอั้นของนักเรียน ศธ.ต้องกลับมาดูข้อผิดพลาด ส่วนที่คนคิดว่าเป่านกหวีดแล้วได้ดี ไม่จริง จริงๆแล้วเป่านกหวีดแล้วถูกดำเนินคดี แต่การเป็นรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้ง อยากให้เข้าใจ

ขณะที่บรรยากาศการชุมนุม ผู้ร่วมชุมนุม ได้เปิดแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ และสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับนักเรียนที่ฆ่าตัวตายจากความเครียดจาก ระบบการศึกษา

แกนนำ นศ.ปราศรัยเชียงราย

ที่ จ.เชียงราย บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 (ศาลากลางหลังเก่า) เขตเทศบาลนครเชียงราย “จ่านิว” หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “เพนกวิน” หรือนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำเคลื่อนไหวขับไล่ รัฐบาล ตั้งเวทีปราศรัยโจมตีการบริหารงานของ รัฐบาลความเหลื่อมล้ำทางสังคม และกระบวนการ ยุติธรรมของไทย ระบุว่าเป็นการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันในเชียงราย และประชาชนบางส่วนเข้าร่วมฟังการปราศรัยประมาณ 150 คน ซึ่งมีการนัดแนะกันมาทางกลุ่มไลน์และในหน้าเพจของกลุ่ม มีกำหนดเลิกประมาณ 20.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย มารักษาความสงบประมาณ 10 นาย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า 1นักเรียนนักเรียนเลวชู 3 นิ้วข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 เวลา 12:11 น.