สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังในฐานะ กมธ.งบประมาณปี 64 ร่ายยาว ชี้สถานการณ์ โควิด-19 ไม่คลี่คลาย จึงไม่เหมาะให้อนุมัติงบฯให้ทร.จ่ายเงินค่าเรือดำน้ำในปีนี้ เห็นควรเลื่อนออกไปก่อน
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ได้กล่าวในที่ประชุมว่า จากการที่ตนได้ไปพูดคุยกับหลายพรรคการเมือง ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า เรือดำน้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมี และความเป็นจริง จำนวน 3 ลำ ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ เนื่องจากประเทศไทย มีทะเลอยู่สองฝั่งทะเล คือ อันดามันและอ่าวไทย และที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลออกไปเขต 12 ไมล์ทะเล ออกไปยังมีพื้นที่ทับซ้อนความมั่นคงในเรื่องของทรัพยากร ซึ่งทุกพรรคการเมืองที่พูดคุยด้วยก็มีความเห็นตรงกันว่า ควรจะมี และในเรื่องของเรือดำน้ำ 2 ลำนี้ ได้ผ่านเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณตั้งแต่ปี 2563 แล้ว แต่ในปี 2563 ประเทศประสบกับปัญหาโควิด-19 และด้วยความที่เห็นต่อประชาชนและประเทศชาติกองทัพเรือ จึงได้นำส่งงบประมาณส่วนนั้นคืนให้รัฐบาลนำมาแก้ไขในเรื่องของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ที่ในช่วงนั้นค่อนข้างรุนแรง ในกรณีนี้ก็ขอบคุณทางกองทัพเรือ ที่ได้เห็นต่อเศรษฐกิจและประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากความเดือดร้อน และได้บอกกับกองทัพเรือว่า ในปี 2564 จะมีการจัดสรรงบประมาณให้กับกองทัพเรือ แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงปี 2564 สถานการณ์โควิด-19 ก็ยังไม่คลี่คลายถึงขั้นความมั่นใจ และถึงแม้มองว่า การมีเรือดำน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ยังไม่เหมาะควรในปีนี้ ทางกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล จึงได้พูดคุยเพื่อขอเลื่อนงบประมาณที่จะไปจ่ายในครั้งนี้
ดังนั้น จึงขอแจ้งข่าวดีให้กับประชาชนและกรรมาธิการทุกท่านทราบว่า ทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือ ได้แจ้งมาว่า ในปี 2564 นั้น กองทัพเรือยินดีให้ปรับงบประมาณในส่วนที่จะต้องไปชำระค่าเรือดำน้ำในปีนี้ ให้เลื่อนออกไปก่อน และให้กองทัพเรือไปเจรจาในการไปใช้งบประมาณในปีถัดไป เพื่อให้มีเรือดำน้ำตามที่ทุกคนเห็นควรว่า จะต้องมีเรือดำน้ำ โดยจะต้องไปเจรจากับทางผู้ผลิตว่า จะสามารถดำเนินการอย่างไรในการที่จะให้ประเทศไทยมีเรือดำน้ำตามความเหมาะสม แต่ในปีนี้ให้เลื่อนออกไปก่อนเลื่อนการจ่ายเงินไปก่อน
...
ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ ได้ถามกับประธานว่า การตัดงบครั้งนี้ ตัดโดยกองทัพเรือเอง หรือกรรมาธิการคณะใหญ่ โดยทางนายวราเทพ รัตนากร ที่ทำหน้าที่เป็นประธานอยู่ ได้ชี้แจงว่า ด้วยคณะอนุกรรมาธิการไม่ได้มีการปรับลดมา ดังนั้นเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดใหญ่ที่จะต้องพิจารณา โดยจะต้องมีการเสนอเป็นญัตติในการปรับลด
จากนั้น นายสันติ จึงได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณของเรือดำน้ำที่จะต้องจ่ายในปีนี้ จำนวน 3,925 ล้านบาท ของกองทัพเรือให้เป็นศูนย์
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในการเจรจา ขอให้ทางกองทัพเรือและรัฐบาลได้มีการเจรจาขอให้ประเทศจีนมีการเพิ่มโควตา นำเข้าผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น อย่างน้อยให้เท่ากับมูลค่าการผ่อนค่าเรือดำน้ำในแต่ละปี
จากนั้น นายวราเทพ ได้ขอมติที่ประชุม ซึ่งมีจำนวนกรรมาธิการอยู่ 66 คน โดยผลมติ เห็นด้วย 63 คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง