นิวนอร์มอล อย่าเพียงแค่พูด! พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เคยประกาศอย่างชัดเจนมาแล้วว่าจะบริหารราชการแผ่นดินในรูปแบบ “ความปกติใหม่”

นั่นคือการบูรณาการการทำงานด้วยความทันสมัยและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามการสามารถดำเนินการให้การทำงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้

“ผลงาน”...นั่นแหละคือตัวชี้วัดสำคัญที่จะได้รับการยอมรับ สร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชน

ทำให้ “ผลงาน” อยู่เหนือการเมืองได้เมื่อไรภาวการณ์ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังเผชิญอยู่นั่นคงมิอาจเกิดขึ้น

หรือไม่หนักหนาเกินวิสัยที่จะแก้ไขได้

ล่าสุดได้มีการตั้งโฆษกรัฐบาลหรือกระบอกเสียงคือนายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เคยเป็นอดีต ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย แต่ได้ลาออกจากพรรคมาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

แม้จะมีปูมประวัติด้านการศึกษายาวเหยียดแต่ไม่รู้ว่าจะมีฝีไม้ลายมือแค่ไหนต่อการที่จะต้องมาทำหน้าที่สำคัญ

เพราะคนก่อนที่ขึ้นชั้นไปเป็นรัฐมนตรีแล้วนั้นก็มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านแต่ในฐานะโฆษกรัฐบาลนั้นถือว่าไม่ผ่าน

ก็ต้องรอชมฝีมือกันต่อไป

ที่ผ่านมารัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาในด้านการประชาสัมพันธ์ที่เป็นระบบแต่เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่รับผิดชอบแต่ละกระทรวงมากกว่า

กลายเป็นกระทรวงใครกระทรวงมันจึงไม่สอดรับซึ่งกันและกัน แทนที่จะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะให้น้ำหนักความเป็นเอกภาพและได้ภาพรวมทั้งหมด

ผู้นำประเทศจึงต้องทำ 2 หน้าที่คือนายกฯและโฆษกรัฐบาล เมื่อพูดทุกวันทุกเรื่องจึงทำให้เกิดผลที่เป็นเรื่องของแนวคิดมากกว่าผลงานที่ ครม.ร่วมกันทำ

ก็เลยถูกนินทาทำนองเสียดสีว่ารู้จริงหรือเปล่าที่ออกมาพูด หรือแค่นกแก้วนกขุนทองเท่านั้น ผลก็คือความน่าเชื่อถือก็จะลดลงไปโดยปริยาย

ถ้าพูดแล้วคนไม่เชื่อนั่นแหละ...อันตรายเสียทรงการเป็นนายกฯหมด จึงเป็นเรื่องที่จะต้องปรับวิธีการทำงานเสียใหม่

ยิ่งวันไหนเจอแรงกดดันหนักๆ ย่อมทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวครั้งสองครั้งยังพอทำเนาแต่ถ้าบ่อยๆมันก็ไม่เป็นผลดีโดยเฉพาะการเหวี่ยงใส่นักข่าวเหมือนเป็นกระโถนท้องพระโรงอย่างใดอย่างนั้น จนทำให้เสียภาพลักษณ์ เพราะอากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสมนัก

ทางหนึ่งที่ผ่านมานอกจากจะให้โฆษกแถลงในภาพรวมแล้ว อีกด้านหนึ่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในแต่ละกระทรวงเมื่อมีเรื่องเข้า ครม. ผ่านไม่ผ่านก็ควรจะตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการในทุกครั้ง

จะได้เนื้อได้หนังซักถามกันอย่างเป็นการเป็นงาน

ไม่ต้องไปเดินไล่ถามกันที่โอกาสผิดพลาดและบกพร่องจะเกิดขึ้นได้ง่าย อีกทั้งรัฐมนตรีก็จะได้โชว์ตัวโชว์ฝีมือไปในตัว

อีกทั้งจะได้รู้กันว่ารัฐมนตรีท่านนั้นมีความรู้ความสามารถแค่ไหน มีความรับผิดชอบต่องานแค่ไหน โปร่งใสหรือไม่เพื่อพิสูจน์ตัวตนได้แท้จริงทำให้สังคมได้รับรู้ร่วมกันด้วย

ถ้าเป็นของจริงก็ได้ไปต่อ แต่ถ้าเป็นของปลอมก็จะได้รู้ตัวเองว่าควรจะทำอย่างไร?

“สายล่อฟ้า”