ปรากฏการณ์ "ม็อบ" ในนามคณะประชาชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีผู้ชุมนุมที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมเป็นจำนวนมากเกินคาด จนเต็มพื้นที่ถนนราชดำเนินกลาง เพื่อกดดันให้รัฐบาล "บิ๊กตู่" ตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง ก่อนสลายตัวเมื่อเวลา 4 ทุ่มกว่า โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้ร่วมชุมนุมมากสุด นับตั้งแต่มีการก่อรัฐประหารโดยคสช.ในรอบ 6 ปี ทำให้ต้องติดตามว่าพลังของมวลชน จะแข็งแกร่งยกระดับการเคลื่อนไหวและมีความเข้มข้นมากขึ้นหรือไม่? ด้านรศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ผ่าน "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า มีโอกาสและมีความเป็นไปได้ที่ม็อบจะขยายตัวมากขึ้นกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้กลุ่มแนวร่วมทางอุดมการณ์ ได้มีการประสานร่วมมือระหว่างกันทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนรุ่นเก่า จากเดิมที่เคยเคลื่อนไหวในนาม "เยาวชนปลดแอก" ได้เปลี่ยนมาเป็นคณะ "ประชาชนปลดแอก" ซึ่งมีมวลชนทุกช่วงชั้นและทุกวัย แสดงให้เห็นการประสานงานที่มีการยกระดับมากขึ้น และขยายไปยังโรงเรียน สถาบันการศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศ สะท้อนให้เห็นการขยายตัวของผู้ชุมนุม

...

“ในเชิงประเด็นจากการขึ้นพูดเมื่อวันอาทิตย์ ไม่มีมิติเดิมๆ ไม่ใช่เฉพาะการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ยังมีเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBT มีเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยตัวแทนเอ็นจีโอ และมีตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมาพูดถึงผลกระทบที่ได้รับ ยิ่งมีประเด็นที่มีความหลากหลาย ยิ่งทำให้การชุมนุมเกิดการขยายตัวมากขึ้น และอีก 3 เดือนข้างหน้า จากผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ หากกิจการปิดตัวลง มีคนตกงานได้รับผลกระทบ บวกกับเกษตรกรเดือดร้อนจากพืชผลราคาตก มีโอกาสที่จะมารวมกันในการเคลื่อนไหว”

เมื่อมวลชนจากกลุ่มหลากหลายมารวมกันมากขึ้น อาจมีส่วนทำให้รัฐบาลต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญ อีกทั้งขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ได้เสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้มากที่การแก้รัฐธรรมนูญจะได้รับการตอบสนองมากที่สุด และส.ว.จากเดิมที่ไม่เปิดรับในการแก้รัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสนับสนุนแม้จะยังไม่ตกผลึกในขณะนี้ก็ตาม ส่วนในแง่สังคมก็ได้มีฉันทามติในการแก้รัฐธรรมนูญพอสมควร รวมถึงกรรมาธิการฯ ได้มีมติเกือบเอกฉันท์ในการแก้มาตรา 256 เพื่อเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ จึงอยากให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย อย่ายึดความรุนแรง

แม้ขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยกระดับมาเป็นคณะ "ประชาชนปลดแอก" แต่ก็ยังเรียกว่า "แฟลชม็อบ" เนื่องจากไม่มีการปักหลักพักค้าง และนับแต่นี้มีโอกาสที่จะมีแฟลชม็อบทุกวันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างจากม็อบในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน ที่มีแต่ม็อบชนชั้นกลางและมีประเด็นข้อเรียกร้องที่ต่างกัน ส่วนแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นการกลับมาของนิสิตนักศึกษา ภายหลังห่างหายไปนาน 40 ปี แต่มีการบริหารจัดการไม่เหมือนกลุ่ม นปช. หรือกลุ่ม กปปส. นอกจากนี้ยังไม่มีแกนนำที่ชัดเจน เป็นเพียงหนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีเท่านั้น

รศ.ดร.ยุทธพร ยังแสดงความกังวลเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายเหมือนปี 2516 เพราะเมื่อมีม็อบหรือการชุมนุม ย่อมมีความเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ จึงได้เสนอทางออกเพื่อเร่งแก้ไขบรรเทาให้ดีขึ้น โดยทุกฝ่ายต้องไม่ใช้ความรุนแรง ให้ใช้สันติวิธี มีการเปิดเวทีให้มีการหารือโดยให้องค์กรภาคการศึกษาเข้ามาจัดการ และใช้กลไกรัฐสภาตามมาตรา 156 เปิดประชุมสภาฯ หารือระหว่างส.ส.และส.ว. ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ากลไกรัฐสภาสามารถทำงานได้ รวมถึงกรรมาธิการต่างๆ ของส.ส.ต้องทำหน้าที่ในการลงพื้นที่รับฟัง

“ต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องประกาศให้ชัด แม้ก่อนหน้าได้ประกาศไปแล้ว แต่ต้องชัดเจน ส่วนการจัดเวทีหารือโดยให้สภาพัฒน์ดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่เวทีในการเปิดให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น จึงควรให้สถาบันการศึกษาเข้ามาจัดการแทน เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องชัดเจนในการแก้รัฐธรรมนูญ และวันนี้ไม่ควรมีร่างรัฐธรรมนูญของใคร โดยฝ่ายค้านและรัฐบาล ต้องร่วมกันในการตั้งสสร.ในการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเปิดกว้าง”.