การชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ผ่านๆ มาและที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบ แม้จะมี การจับกุมดำเนินคดีแกนนำบางคน กลุ่มเยาวชนเรียกร้องรัฐบาลให้หยุดคุกคามประชาชน ขอให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา แต่การชุมนุมที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. มีเสียงวิจารณ์มาก

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศว่าพร้อมที่จะรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ก็บอกว่าเป็นการชุมนุมที่เกินเลยมากไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องออกแถลงการณ์ด่วน ยอมรับว่ามีการกระทำที่เกินขอบเขตที่ขออนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ของประชาชน

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนยันว่า สำหรับการแสดงออกของนักศึกษา มธ.จะดำเนินการอย่างเป็นธรรม และจะเคร่งครัดในการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ต่อมาที่ประชุมคณาจารย์มหาวิทยาลัย รวมทั้งธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์ มีมติว่าการแสดงออกครั้งนี้เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คณาจารย์จาก 8 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมประชุม 105 คน ได้ร่วมลงนามและออกแถลงการณ์สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ โดยถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เชื่อว่าจะมีกลุ่มที่เห็นต่างโจมตีอย่างแน่นอนและอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง เนื่องจากมีพื้นฐานแนวความคิดที่ต่างกัน

มีเสียงเรียกร้องจากนายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระขอให้ชุมนุมโดยสงบเคารพกฎหมายและชื่อเสียงของคนอื่น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการรักษาความสงบ เรียบร้อยตามกฎหมาย และมาตรฐานสากล และขอให้สังคมมีความอดทนและเคารพต่อความคิดเห็นต่าง หากมีการกระทำความผิดทางอาญา สามารถดำเนินการได้

...

ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนถึงความเห็นต่างที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ในหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 2557 โดยคณะ คสช.ตามด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งนักประชาธิปไตย เป็นกลไกสืบทอดอำนาจ คสช.ที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 6 ปี แม้จะคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

แต่ คสช.ไม่ได้คืนอำนาจทั้งหมด ให้แก่ประชาชน คืนให้เพียงบางส่วนกลับคืนสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ เผด็จการครึ่งใบ ฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยจึงต้องลุกขึ้นมาเรียกร้อง ขอคืนประชาธิปไตยเต็มใบ จึงต้องขัดแย้งกับกลุ่มผู้รักษาอำนาจเป็นธรรมดา.