นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ปธ.กมธ ป.ป.ช.สภาฯ ชื่นชม ศักดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขอให้กล้าหาญ เปิดชื่อ นักการเมือง ทุจริตเรียกรับเงิน ยัน ไม่คาดหวัง ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด  เนื่องจากผลงานที่ผ่านมา ไม่เข้าตา

วันที่ 10 ส.ค. 2563 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์และอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาฯ กล่าวถึงกรณี อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ระบุกลางที่ประชุม อนุกรรมาธิการบูรณาการ 2 ในสังกัดคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 สภาฯ ว่า มีการเรียกรับเงินของอนุกรรมธิการฯ บางคน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่านงบประมาณให้ส่วนราชการต่างๆ ว่า ตนขอขอบคุณ และชื่นชม นายศักดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสังคม กรณีที่มีนักการเมืองชั่วๆ บางคน เรียกรับผลประโยชน์แลกกับการผ่านงบประมาณแผ่นดินให้ส่วนราชการ ตนเห็นว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศชาติเวลานี้ คือ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเชื่อว่า การแก้ปัญหาการทุจริตได้ดีที่สุด คือ การขจัดนักการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันก่อน โดยพ้นจากการทำหน้าที่อันทรงเกียรติในสภาฯ การเปิดเผยเรื่องนี้จะทำให้สังคมช่วยประณามผู้ที่กระทำและเกี่ยวข้อง เพราะจะเป็นการสร้างกระแสการลงโทษทางสังคม ที่บอยคอต ไม่ยอมรับการกระทำที่เป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่เกิดขึ้นในสภาฯ เสียเอง หากสังคมร่วมติดตามกดดันอย่างจริงจังก็น่าจะได้ผล เหมือนกับกรณีคดีของ "บอส" ตนจึงขอเรียกร้องให้อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีความกล้าหาญที่จะเปิดเผยชื่อของบุคคลที่ติดต่อไปเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณแผ่นดินในครั้งนี้ และเชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นแค่กรณีเดียว ต้องมีหน่วยงานราชการของกระทรวงอื่นๆ ที่ได้รับการติดต่อในลักษณะเช่นนี้ด้วย ดังนั้นตนจะติดตามตรวจสอบกรณีการส่อทุจริตนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะขจัดนักการเมืองชั่วพวกหนักแผ่นดินบางคนเหล่านี้อย่างจริงจังต่อไป

“ทั้งนี้ ผมไม่หวังการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เคยแถลงข่าวว่า จะทำให้ดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของประเทศไทย มีคะแนน 50 คะแนนในปี 2565 เพราะในช่วงรัฐบาล คสช. ผมเคยออกมาแถลงข่าวโดยตลอดว่า พบว่า มีการทุจริตมาก ซึ่งหากเทียบกับช่วงรัฐบาลปกติ ถือว่าเป็นช่วงที่มีการทุจริตคอร์รัปชันมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา แม้จะมีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.มากขึ้น แต่ดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยก็ไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวร้ายลงไปอีก และไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทย ที่ใช้เวลาตรวจสอบคดียาวนานเท่ากับหน่วยงานนี้ ยังไม่รวมถึงผลการพิจารณาต่างๆ ของ ป.ป.ช.อีกหลายคดี ที่เปิดช่องให้คนที่ส่อทุจริต ประพฤติมิชอบ สามารถโต้แย้งในเรื่องความโปร่งใส หรือการทุจริตได้ จนน่าเสียดายว่าเป็นการดิสเครดิตความน่าเชื่อถือขององค์กรนี้เองไปในตัว ที่สามารถวัดได้จากกระแสสังคม ผ่านผลสำรวจโพลต่างๆ ของสังคมได้” นายวิลาศ กล่าว