ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญ หรือแค่ปาหี่ ยื้อเวลา เพราะมรดกบาป คสช.

    ไทยรัฐออนไลน์7 ส.ค. 2563 18:25 น.
    SHARE

    ต้องจับตาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังท่าที "บิ๊กตู่" เปลี่ยนไป ประกาศให้เดินหน้าในนามรัฐบาล ส่วนรูปแบบวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรในสมัยประชุมสภาครั้งหน้า ต้องพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลระหว่างการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือเพียงการแก้ไขรายมาตราเท่านั้น เพื่อซื้อเวลา

    ขณะที่ฝ่ายค้าน แน่นอนเป็นไปตามเกมมีการเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร. เพื่อแก้รัฐธรรมนูญปี 60 ทั้งฉบับ เช่นเดียวกับข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว ณ ขณะนี้ ส่วนความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น มาดูมุมมองจากการวิเคราะห์ของ "รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" โดยฟันธงทันทีว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนแนวทางในการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" ทั้งฉบับ และไม่ตั้งส.ส.ร. แต่จะแก้รายมาตราเท่านั้น ซึ่งการเห็นพ้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นแค่การตกผลึกครั้งที่ 1

    ส่วนการจะตกผลึกครั้งที่ 2 สู่ความสำเร็จในการแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาพอสมควร และมองว่ารัฐบาลรับปากจะแก้รัฐธรรมนูญแค่การซื้อเวลา เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่สามารถออกมาได้โดยเร็ว อีกทั้งฝ่าย ส.ว.จากเดิมที่ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหว ได้ออกมาขานรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เอาส.ส.ร.และไม่เห็นด้วยในการตัดการมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับดูไม่ง่าย

    ยกเว้นการแก้รายมาตราเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งที่ผ่านมาเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาพรรคการเมือง รวมถึงไพรมารีโหวต แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้โดยตรง แต่ได้เขียนถึงหลักการในภาพกว้าง

    “ฝ่ายการเมืองเห็นตรงกันหมดว่าไพรมารีโหวต ทำให้แต่ละพรรคจะได้รับผลกระทบ และอย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ทางคสช.ต้องใช้มาตรา 44 ในการออกคำสั่งงดเว้นไพรมารีโหวตในการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันฝ่ายประชาชนที่ชุมนุมเคลื่อนไหวนอกสภา ก็เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าได้รับผลกระทบในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และเสนอให้แก้มาตรา 272 เพื่อไม่ให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ รวมถึงในบทเฉพาะกาล”

    สำหรับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 ในขั้นตอนแรก ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อรัฐสภา สามารถทำได้โดยครม. หรือส.ส.สามารถเสนอ ด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด หรือส.ส.ร่วมกับส.ว.เสนอ ด้วยเสียงรวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา รวมถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเสนอได้ด้วยการลงชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 คน เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดฉันทามติ

    แต่ขณะนี้มองว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากมากๆ ต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 1 ปี จนรัฐบาลหมดวาระก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ หรือรัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ครบวาระก็ได้ จนกลายเป็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นแค่กล่องความฝัน เป็นการเอาปัญหามาแก้หลักการ ไม่ได้เอาหลักการมาแก้ปัญหา และถ้าจะแก้หมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 ในรัฐธรรมนูญ ต้องทำประชาพิจารณ์ อย่างน้อย 2-3 เดือน และต้องขึ้นอยู่กับสภา ใช้เวลาอย่างน้อยอีก 1 ปี ทำให้มองว่ากว่าจะตกผลึกไม่ใช่เรื่องง่าย และรัฐธรรมนูญควรเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเบาบางความขัดแย้งในสังคมไทย ไม่ใช่แก้เฉพาะความต้องการของฝ่ายการเมืองในเรื่องระบบเลือกตั้ง”

    สรุปว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้อง เป็นการซื้อเวลา เหมือนการเล่นเกมของรัฐบาล และสิ่งลึกๆ ที่รัฐบาลกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 279 ซึ่งเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม คสช. จากการออกประกาศคำสั่งต่างๆ ของคสช. ในช่วงที่ผ่านมา หากมีการแก้ไขจะกระทบต่อ คสช. รวมถึงบทเฉพาะกาลต่างๆ เช่น ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ แต่กลับเป็นประเด็นใหญ่ที่ประชาชนเรียกร้องให้แก้ไข อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 57 ได้กล่าวถึงเรื่องคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ไม่ต้องมีความผิดในทางกฎหมาย เสมือนเป็นการนิรโทษกรรม คสช.ไปแล้ว

    แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องยาก ยกเว้นการเกิดจุดเปราะในบ้านเมือง เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติการเมือง อาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ได้ ยกตัวอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 34 นำไปสู่การยุบสภาในปี 35 มีการเรียกร้องให้มีการแก้ไขที่มานายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และเมื่อปี 40 เกิดวิกฤติทางการเมือง ได้นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ และให้จับตาดูอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างจริงจังหรือไม่ จาก 3 ปัจจัย

    จากประเด็นสำคัญที่จะก่อจุดเปลี่ยน 1. การทำงานของครม.ชุดใหม่ จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ 2. ในช่วง 3 เดือนเป็นไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีผลประกอบการของภาคธุรกิจออกมา และจะเห็นจำนวนคนถูกเลิกจ้าง คนตกงาน และ 3. กลุ่มผู้ชุมนุมแม้ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ แต่หาก 3 เดือนผ่านไปหากสามารถระดมมวลชนและทรัพยากรมาได้ จนทำให้การชุมนุมเข้มแข็ง และเมื่อรวมกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทั้งจากการตกงานและพิษเศรษฐกิจ อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญในที่สุด.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    แก้ไขรัฐธรรมนูญแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรารัฐธรรมนูญวิกฤติการเมืองครม.ชุดใหม่ขัดแย้งการเมืองข่าวการเมืองข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 22 กันยายน 2563 เวลา 15:16 น.