“วิษณุ” ชี้ แก้รัฐธรรมนูญแบ่ง 2 ส่วน ทำและไม่ทำประชามติ แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แง้ม รัฐบาลมีธงอยู่แล้วว่าจะแก้อะไร และไม่เคยพูดไม่อยากให้ตั้ง ส.ส.ร.

วันที่ 6 ส.ค. 2563 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จะต้องทำประชามติด้วยหรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า ใช่ เมื่อทำประชามติก็ต้องใช้งบประมาณ ประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่พูดนี้ไม่ได้บ่น แต่เมื่อสื่อถามก็ตอบ ไม่ได้มาบ่นหรือบอกว่าเสียดาย ไม่ได้พูดเช่นนั้น ซึ่งขั้นตอนเคยอธิบายไปแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญแก้ได้ 2 อย่างคือ

1. การแก้เป็นรายมาตราไม่เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 และเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขคุณสมบัติและอำนาจขององค์กรอิสระ เช่น การแก้บทเฉพาะกาลที่แก้ไม่ให้ ส.ว. มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นการแก้เป็นเรื่องๆ รวมถึงการแก้ไขวิธีการเลือกตั้ง เช่น จะใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ หรือ 2 ใบ นี่คือประเภทที่หนึ่ง กระบวนการแก้ไขจะเดินตามมาตรา 256 คือนำเข้ารัฐสภา ผ่านวาระ 1-3 หากมีผู้สงสัยก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 เดือน แต่ถ้าไม่สงสัยก็ไม่ต้องส่ง จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ได้ทันที

2. ถ้ามีการแก้หมวด 1 เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป หมวด 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการแก้เกี่ยวกับคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามและอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ ก็ต้องนำเข้าสู่รัฐสภาผ่านวาระ 1-3 จากนั้นต้องนำไปทำประชามติ

นายวิษณุ กล่าวต่อไปว่า การทำประชามติยุ่งยากอยู่เรื่องหนึ่งเพราะมีล็อกเอาไว้ว่า การทำประชามติต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ ซึ่งขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายนี้ และต้องใช้เวลาในกระบวนการออกกฎหมาย ก่อนหน้านี้เราเคยมีกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ แต่ออกตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปกฎหมายดังกล่าวก็ใช้ไม่ได้ ต่อมามีการออกกฎหมายประชามติเมื่อปี 2559 เพื่อใช้ลงประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แต่เป็นการใช้เฉพาะ เมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จก็จบ

...

ทั้งนี้ คนที่จะทำกฎหมายการลงประชามติคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่ง กกต.เคยส่งร่างมาที่รัฐบาลเมื่อ พ.ศ.2562 รัฐบาลก็เตรียมจะเสนอเข้ารัฐสภาเพื่อไว้ใช้รองรับ แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ก็หมดวาระอีกเพราะเปลี่ยนรัฐบาล กกต. จึงนำกฎหมายกลับไปปรับปรุงและยังไม่ได้ส่งกลับมา เมื่อจบเรื่องการทำประชามติหากมีข้อสงสัยก็ต้องถามไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่สงสัยก็ไม่ต้องส่ง จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้นจึงต้องเลือกเอาว่าจะแก้แบบไหน การแก้ไขมาตรา 256 หรือการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คือการแก้หมวด 15 เป็นการแก้แบบประเภทที่ 2 ต้องทำประชามติ หากจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงไม่ทันสมัยประชุมนี้ เพราะยังมีเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และกฎหมายการทำประชามติ ที่จะต้องมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงประชามติ

เมื่อถามว่าการใช้งบประมาณมากขนาดนี้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียวถือว่าคุ้มค่าหรือไม่ นายวิษณุ ระบุว่าไม่ทราบ แต่ถ้าคิดว่าจำเป็นจะแก้ก็ต้องคุ้ม ถ้าจะพูดเหมือนที่ฝ่ายค้านบางท่านพูดว่าก็ไม่เป็นไร ถ้าจะต้องเสียก็ต้องยอม หากมีเหตุผลความจำเป็นก็ต้องทำ แต่หากคิดว่าจะลำบากสิ้นเปลืองในยุคนี้ ข้อสำคัญคือพอดีพอร้ายคือมันคงไม่ได้ลงประชามติหนเดียว เพราะลงเพื่อที่จะไปแก้นี่คือความเห็นของอีกฝ่ายแต่บอกไม่ได้ว่าคือใคร ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่าจะเสียก็ช่างเพราะเป็นการกระจายรายได้ ความจริงไม่ได้เป็นการกระจายรายได้ เพราะเงินนำไปใช้ในด้านธุรการไม่ได้นำไปแจกประชาชน แต่เป็นในส่วนที่ผู้ที่จะไปกระจายกันเอง การลงประชามติไม่มีผู้มีส่วนได้เสียที่จะไปแจกหัวคะแนน อีกฝ่ายก็บอกว่าการแก้ไขและลงประชามติต้องใช้เงินเยอะ อาจจะไม่ใช่หนเดียว ถ้าสมมติว่าลงประชามติผ่านจนนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งฉบับที่มี ส.ส.ร. ก็ต้องนำไปลงประชามติอีกรอบ อย่างน้อยก็ต้องมีการลงประชามติถึง 2 ครั้ง ถ้าจำเป็นจะเสียก็ต้องเสียไม่มีปัญหา ส่วนจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นแล้วแต่พูดกันในทางการเมือง

ส่วนข้อเสนอของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอแนวทางของชุดดังกล่าวมาให้ทางรัฐบาลด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ได้ส่งมา รัฐบาลก็รออยู่ นายกรัฐมนตรีพูดกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า อยากให้รอเพื่อจะได้รู้ว่าจะแก้เป็นรายมาตรา หรือแก้ไขทั้งหมด ตอนนี้รัฐบาลมีความคิดอยู่แล้วว่าจะทำอะไรในส่วนเหล่านี้ ขอให้รอฟังเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ตอนนี้ฝ่ายค้านก็จะแก้อย่างหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคก็ไม่ได้คิดเหมือนกันหมด ขณะที่ ส.ว.ก็คิดจะแก้เหมือนกัน แต่เมื่อเข้าไปในที่ประชุมรัฐสภาต้องใช้เสียงของ 2 สภา ต้องโหวตให้ได้เกินกึ่งหนึ่งคือ 375 คน แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับเสียงของ ส.ว. 250 คน ที่จะต้องเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1 ใน 3 หรือ 84 คน เมื่อไปถึงในการพิจารณาวาระ 3 ก็จะไปย้อนนับเสียง ส.ส. ฝ่ายค้านที่ต้องมีเสียงเห็นชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย จึงจะผ่านในวาระ 3 จึงจะเข้าสู่กระบวนการต่อไป ดังนั้น จึงต้องตกลงทำความเข้าใจกันให้ดีก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในสภา และขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกัน ซึ่งกรรมาธิการชุดของ นายพีระพันธุ์ จะช่วยได้เพราะมีสมาชิกจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

ขณะที่คำถามว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องยืนตามความเห็นของกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิษณุ บอกว่าไม่จำเป็น นายกรัฐมนตรีเพียงอยากทราบว่าจะแก้ในประเด็นอะไรบ้าง ถ้าถามใจรัฐบาลก็ต้องบอกว่ารัฐบาลก็มีธงอยู่แล้วอยากจะแก้อะไร เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูเหมือนรัฐบาลไม่อยากให้มีการตั้ง ส.ส.ร. เพราะไม่อยากให้ไปแก้เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.นั้น รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่จริง ใครพูด รัฐบาลไม่เคยพูด รัฐบาลบริหารงานมาตั้งแต่ปี 2560 คำว่ารัฐบาลไม่ได้หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว แต่หมายรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ที่เห็นบ่นๆ อยากให้แก้ไขกันก็มีหลายเรื่อง เช่น มาตรา 144 เกี่ยวกับการร่าง พ.ร.บ.งบฯ ที่พูดกันมาหลายวัน เป็นต้น ซึ่งเสียงที่คิดอยากให้แก้มาตรานี้ก็มีท่วมท้น.