ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พิชัย จัดหนัก วิจารณ์ "ประยุทธ์" ปรับ ครม. ซัด เศรษฐกิจไทยยิ่งล้มเหลว

    ไทยรัฐออนไลน์1 ส.ค. 2563 09:56 น.
    SHARE

    “พิชัย” ร่ายยาว วิจารณ์ ปรับ ครม.ซัด เศรษฐกิจยิ่งล้มเหลว ชี้ นศ.ตรรกะดีกว่าผู้ใหญ่บางกลุ่ม เชื่อ ยิ่งข่มขู่จะยิ่งมากขึ้น แนะ ถอย ก่อนจบไม่สวยเหมือน "นาจิบ" อดีตผู้นำมาเลย์

    วันที่ 1 ส.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรี ตามรายชื่อที่ได้คาดหมายกันแล้วนั้น เชื่อได้ว่า รัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และเศรษฐกิจไทย จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม โดยการเลือกนายปรีดี ดาวฉาย เป็น รองนายกฯ ควบ รมว.คลัง เข้าบริหารเศรษฐกิจ จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ทั้งนี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนักในปัจจุบันต้องการคนที่มีความรู้ ความสามารถ อย่างมาก และต้องมีเครดิตอย่างสูงสะสมมาในอดีต เข้ามาบริหาร ซึ่งนายปรีดี ไม่เคยมีผลงานในการบริหารเศรษฐกิจมาก่อนเลย และไม่เคยได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวคิดในการแก้เศรษฐกิจให้ประจักษ์มาเลย

    อีกทั้งนายปรีดี เอง ก็จบการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์ ไม่ได้มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ เหมือนที่พลเอกประยุทธ์ เคยถามตนออกอากาศในการประชุมนานาชาติ G77 ว่า จบอะไรมา ? แต่กลับไม่ตรวจสอบคนที่ตนเลือก การที่เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไม่ได้หมายความว่า จะบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้สำเร็จ ทั้งนี้ เพราะผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร หลายคนที่เคยเข้าสู่การเมืองในอดีตเกือบทั้งหมดก็ไม่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่สมัย นายบุญชู นายธารินทร์ ไล่ลงมา ซึ่งถ้าหากจะเลือกนายปรีดี พลเอกประยุทธ์ น่าจะเลือก นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีต รมว.คลัง มากกว่า เพราะน่าจะเก่งกว่าและมีประสบการณ์การบริหารประเทศ และเป็นที่ยอมรับของคนในทุกวงการมากกว่า และการที่นายปรีดี ต้องรับตำแหน่งทั้งรองนายกฯ และ รมว.คลัง จะเกินมือ และเชื่อได้ว่า จะมีโอกาสล้มเหลว และเสียคนอย่างแน่นอน ซึ่งตนได้เตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

    ในส่วนของ รมว.พลังงาน ที่นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช. คมนาคม และ อดีต CEO บมจ. ปตท. ถอนตัว แต่พลเอกประยุทธ์ ยังคงไม่เลือก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ารับตำแหน่งตามมติ พรรค พปชร. ซึ่งนายสุริยะควรจะต้องรู้ตัวแล้วว่า ต้องเป็นที่น่ารังเกียจอย่างแน่นอน อาจจะเป็นเพราะคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งก่อนมีการเลือกตั้งที่กลับมาหลอกหลอนไม่หยุด ดังนั้นการที่ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม น่าจะเป็นจุดสูงสุดของนายสุริยะแล้ว จึงอยากให้นายสุริยะได้ทำใจ และเป็นห่วงว่า รมว. พลังงานคนใหม่ จะทนแรงกดดันจากคนของพรรค พปชร. ที่อยากได้ตำแหน่งนี้ได้ขนาดไหน

    ในส่วนของ รมว.แรงงาน และ รมว.อุดมศึกษาฯ ก็เป็นตามที่พรรคการเมืองเสนอมา คงมีแต่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ที่ถูกโจมตีอย่างหนักก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังจะได้เป็น รมช.แรงงาน ซึ่งก็คงต้องดูผลงานว่า ขนาดแค่ด้านแรงงาน นางนฤมล จะทำได้ดีขนาดไหน และจะทำได้ดีกว่างานโฆษกที่ยังมีผลงานสับสนหรือไม่

    จากภาพรวมของการปรับ ครม. รัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย ยิ่งพลเอกประยุทธ์ บอกว่า จะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเองก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เพราะตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยก็ดิ่งเหวมาโดยตลอด เพราะขาดความรู้ความสามารถ และจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลในทุกด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ตอนนี้ได้ลามไปถึง กระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดล้มเหลวทุกด้านขนาดนี้มาก่อน ดังนั้นจึงอยากให้ ครม. ใหม่เตรียมรับกับสภาวการณ์ดังนี้

    สภาวะเศรษฐกิจไทยทรุดหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การส่งออกในเดือนมิถุนายนติดลบถึง 23.2% ต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี ทำให้ครึ่งปีแรกส่งออกติดลบถึง - 7.1% และมีโอกาสสูงที่ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบเกิน - 10% ตามที่กังวลกัน ซึ่งนับว่าทรุดหนักมาก อีกทั้งยังไม่มีทิศทางว่าจะฟื้นได้อย่างไร จากการบริหารงานของรัฐบาลนี้ ขนาดบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นจำนวนมาก ย้ายออกจากประเทศจีนยังหันไปลงทุนในประเทศเวียดนาม แต่ไม่ลงทุนในไทย โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ส่งเสริมให้ไปลงทุนในเวียดนาม ดังนั้น ถึงแม้มีการปรับ ครม. ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ แม้จะปรับ ครม. และจากผลโพลทุกสำนักที่อยากเห็นการเปลี่ยนรัฐบาลเพราะไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลแล้ว อีกทั้งโพลยังเห็นด้วยและสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมมากกว่ารัฐบาลมาก คนที่มีชื่อเสียงและมีต้นทุนทางสังคมต่างพากันปฏิเสธ ทำให้เชื่อได้ว่า รัฐบาลจะหมดสภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากยังคงเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย

    นายพิชัย กล่าวต่อว่า สภาวะสังคมที่เสื่อมทราม ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการก่ออาชญากรรม ขโมย จี้ ปล้น โกง หลอกลวง กันไปทั่ว แม้กระทั่งโกงเงินบริจาค สังคมแตกแยก พลเอกประยุทธ์กลายเป็นศูนย์กลางของความแตกแยกไปแล้ว นักศึกษา นักเรียน และคนรุ่นใหม่ออกมาประท้วงกันทั่วประเทศ ปัจจุบันมีถึงกว่า 40 จังหวัดแล้ว และยังจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ และยังมีความพยายามจะปิดกั้นการแสดงความเห็นของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ โดยใช้กำลัง ทหาร ตำรวจ รวมถึง ครู อาจารย์ อีกทั้ง มีการข่มขู่ว่า จะไม่สามารถหางานทำได้ ทั้งที่ความจริงสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ปัจจุบันก็จะทำให้คนตกงานอยู่แล้ว 8-10 ล้านคน นักศึกษาจบใหม่ จะไม่มีงานทำ ยิ่งถ้ารัฐบาลปัจจุบันที่ไม่เหลือความเชื่อมั่นแล้ว การลงทุนและการสร้างงานก็จะไม่มี อีกทั้งยังจะมีการจัดมวลชนเพื่อชนกับนักศึกษา ซึ่งต่อมากลายเป็นการจัดฉากไป

    อดีตรมว.พลังงาน กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ จะมีเอกสารข่มขู่ว่า จะเตรียมสถานที่เพื่อจับแกนนำนักศึกษาไปคุมขังอีกด้วย และยังขู่ว่า จะใช้อาวุธ ซึ่งหากทำจริงจะยิ่งเท่ากับเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟ สถานการณ์จะยิ่งลุกลาม จนรัฐบาลไม่น่าจะคุมได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องขอชื่นชม และน่าภูมิใจและเห็นว่าประเทศไทย น่าจะยังมีความหวังในอนาคต และก้าวหน้าต่อไปได้ หลังจากวิกฤตการณ์นี้ จากการแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา และมีวิจารณญาณของนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ที่ขึ้นเวที อภิปรายได้อย่างน่าประทับใจ และ รู้ข้อมูลเชิงลึก คิดวิเคราห์แบบมีตรรกะได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ที่มีการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่า นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จะเติบโตขึ้นไปนำพาประเทศให้พัฒนา และแข่งขันกับประเทศอื่นๆในประชาคมโลกได้ ที่ปัจจุบันต้องแข่งกันด้วยแนวคิดใหม่ๆ การกล้าแสดงออก และความฉลาดที่จะต้องตามทันโลก

    ภาวะการเมืองที่เสื่อมถอย มีการแย่งชิงตำแหน่งกันอย่างไม่ได้สนใจว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ไม่แคร์เลยว่าประชาชนเดือดร้อนกันแค่ไหนในภาวะเศรษฐกิจนี้ อีกทั้งปรับ ครม. ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และที่สำคัญคือ มีการบริหารประเทศที่ล้มเหลวในทุกด้าน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้นำภายใต้ระบอบการเมืองนี้ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่หลังจากที่ถูกกดดันจาก นักเรียน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา เพิ่งจะมาเสียงอ่อยยอมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ความต้องการที่จะซื้อเวลาหรือไม่ เพราะในอดีตเห็นชื่นชมรัฐธรรมนูญนี้กันอย่างมาก

    แต่ที่เป็นปัญหาที่สุด คือ คดีของ "บอส อยู่วิทยา" ที่ทำให้สังคมลุกฮือต่อต้านถึงขนาดคนในครอบครัว ยังต้องตัดพี่ตัดน้องตัดญาติกันเลย พลเอกประยุทธ์ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเงินบริจาค 300 ล้าน ตามหนังสือร้องขอ เป็นบทเรียนของผู้นำว่า จะออกจดหมายขอใครก็ต้องดูให้ดีก่อน อีกทั้ง พลเอกประยุทธ์ ยังกำกับดูแล ทั้งสำนักอัยการและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทำให้ประชาชนสงสัยกันว่า จะพึ่งตำรวจได้อย่างไร ขนาดพวกเดียวกัน ตำรวจยังไม่ปกป้องคุ้มครอง ต่อสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีให้กันเลย และรู้สึกเจ็บปวดแทนตำรวจอย่างมาก เมื่อมีการประชดประชันกันในโซเชียล ถึงการเลือกที่จะไม่ขับรถชนสุนัขที่จะถูกจับ แต่จะเลือกที่จะชนตำรวจ เพราะจะไม่ถูกจับ ก็ยังแปลกใจว่า ทำไมตำรวจถึงทนกันได้ เหมือนกับศักดิ์ศรีของตำรวจ แทบไม่เหลือแล้ว ความไม่พอใจในระบบยุติธรรมน่า จะสะสมมาตลอดหลายปีนี้จากทุกฝ่าย 

    "ดังนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ บริหารล้มเหลวในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ตอกย้ำด้วยปัญหาระบบยุติธรรม  การปรับ ครม. จะไม่ช่วยให้ดีขึ้น ทางที่ดีที่สุด คือ พลเอกประยุทธ์ ต้องลาออกโดยเร็วเพื่อ ให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารแทนเพื่อแก้ปัญหาที่หนักเกินความสามารถ หากพลเอกประยุทธ์ ยังดื้อรั้น ก็น่าเป็นห่วงและอยากให้ พลเอกประยุทธ์ ได้ดูตัวอย่าง อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย นายนาจิบ ราซัค ที่ถูกตัดสินให้ติดคุก 12 ปี จากการกระทำผิดข้อหาทุจริต เพราะพลเอกประยุทธ์ น่าจะทราบดีว่า ตลอดเวลาที่บริหารประเทศมา 6 ปี กว่า น่าจะต้องมีเรื่องผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้นและอาจถูกนำไปสู่การดำเนินคดีได้ หากต้องถูกบังคับให้ลงโดยการขับไล่ของประชาชน" นายพิชัย กล่าว...

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ปรับครมพิชัย นริพทะพันธุ์อดีตรมว.พลังงานประยุทธ์ จันทร์โอชาเศรษฐกิจล้มเหลวนาจิบ ราซัคอดีตผู้นำมาเลยเซียข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้