นายธานี อ่อนละเอียด อดีตกมธ.กฎหมาย สนช.แจง เหตุรับเรื่อง ”บอส” อ้าง ยึดข้อมูลนักวิชาการ ปัดตอบ ปมผ่าน 7 ปี 2 พยานเพิ่งโผล่ ลั่น อย่าจินตนาการ ป้อง ”วงษ์สุววรณ” อย่าโยงเหมา ไม่เป็นธรรม
วันที่ 29 ก.ค. 2563 ที่รัฐสภา นายธานี อ่อนละเอียด อดีตกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงชี้แจงกรณีการร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในคดีขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ว่า กรณีนี้ถูกดำเนินคดีโดยส่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องในบางข้อหา และไม่ฟ้องบางข้อหา ปรากฏว่ามีการร้องขอความเป็นธรรมไปยังพนักงานอัยการสูงสุด โดยอ้างว่ามีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความเร็วของรถเฟอร์รารี่ ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งรองอัยการสูงสุดในขณะนั้นไม่ได้นำมาพิจารณา เขาจึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมาร้องต่อ กมธ.กฎหมายฯ สนช.ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 โดยให้นายธนิต บัวเขียว เป็นผู้รับมอบอำนาจมายื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการฯ และจากการตรวจสอบแล้ว เรื่องอยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ในการสอบหาข้อเท็จจริง ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 เห็นว่าเรื่องร้องเรียนนี้มีตัวตน เข้าองค์ประกอบของการร้องเรียน และไม่ใช่บัตรสนเท่ห์ คณะกรรมาธิการฯมีมติรับเป็นเรื่องร้องเรียนไว้ศึกษาสอบหาข้อเท็จจริง ขอย้ำว่า ให้สอบหาข้อเท็จจริง เพราะคณะกรรมาธิการฯ ไม่ใช่พนักงานสอบสวน เราทำได้แค่สอบหาข้อเท็จจริง เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
นายธานี กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการฯ เมื่อรับเรื่องแล้วได้เชิญบุคคลต่างๆ ที่ระบุตามหนังสือร้องเรียนมาว่า เชิญบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง 8 คน คืออดีตรองอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจสอบสภาพรถยนต์ พยาน 2 ปาก และพยานแวดล้อม 2 ปาก โดยพยานเองเล่าให้ฟังว่า เห็นเหตุการณ์แต่ไม่อยากยุ่งเพราะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อเรื่องบานปลาย และการขอร้องให้มาเป็นพยานเพื่อมาให้การ โดยหนึ่งในพยานบุคคลดังกล่าวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อขอนักวิชาการผู้มีความรู้ ความสามารถ และลงปฏิบัติหน้าที่จริงในการตรวจสภาพความเสียหายและคำนวณความเร็วของรถ คือ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยวิศวกรรมประเมินและความปลอดภัยของยานยนต์ และเป็นสมาชิกของศูนย์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ที่ทำการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยในรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศต่างๆ (Ncap) โดยท่านได้ทำรายงานส่งมา 1 ชุด เป็นข้อมูลรายงานครบถ้วนส่งให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าให้รวบรวมผลการศึกษาข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ ให้ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ยืนยันว่าการดำเนินการของเราเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2557 ม.13 วรรคสองและข้อบังคับการประชุม สนช. ถือเป็นช่องทางหนึ่งให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
...
ผู้สื่อข่าวถามว่า รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ระบุมีความเห็นอย่างไร นายธานี กล่าวว่า ตามอำนาจของ กมธ.ไม่สามารถชี้ผิดชี้ถูก เพราะเราไม่ใช่ อัยการ ป.ป.ช. เรามีหน้าที่แค่เสนอผลการศึกษา คำชี้แจงของผู้มาชี้แจง การศึกษาเรื่องการคำนวณความเร็วรถของผู้เชี่ยวชาญ โดยนำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาเท่านั้น
เมื่อถามย้ำว่า ผลการศึกษายืนยันความเร็วรถไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช่หรือไม่ นายธานี กล่าวว่า แบ่งเป็นสองประเด็น คือ เมื่อคนในองค์กรถึงแก่กรรมก็ต้องเร่งดำเนินการ และได้มีการสอบเพิ่มเติม หลังจากมีการร้องกับ สนช. อัยการสูงสุด ได้สั่งให้สอบเรื่องความเร็วว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เจ้าพนักงานจึงไปทำรายงานต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับนายพลจากความเร็วเดิม 177 กม. /ชม. ซึ่งคลาดเคลื่อนจากเป็นจริง ผลการศึกษาระบุว่า ความเร็วรถ คือ 76 กม. /ชม. ก่อนที่จะมาชี้แจงอีกครั้งกับกรรมาธิการฯ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ดร.สายประสิทธิ์ ที่เป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นสมาชิก Ncap ในรายงานของกมธ.ที่เสนอไปให้อัยการ คือ 79 กม. /ชม.
เมื่อถามย้ำอีกว่า เหตุใด กรรมาธิการฯ จึงไม่นำข้อมูลของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ยืนยันว่าความเร็วรถเกิน 100 กม./ชม. นายธานี กล่าวว่า ไม่มีคนยื่นคำร้องมา แต่เราได้เชิญสารวัตรช่างเครื่องยนต์ ยศ พ.ต.ท. ซึ่งทำคดีมาจำนวนมาก มาให้ความเห็นด้วย ซึ่งยืนยันว่าจากความเสียหาย ความเร็วไม่น่าจะเกิน 80 กม./ชม. วิทยาศาสตร์น่าเชื่อถือที่สุด พยานบุคคลยังกลับไปกลับมา ถ้าสงสัยสื่อก็ต้องไปหาความรู้ หาแหล่งอ้างอิงซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้กับประชาชนว่าวิธีการสืบหาข้อเท็จจริง โดยที่ว่าเราไม่ได้ว่าจินตนาการ การกระทำความผิดไม่เลือกวัย ไม่เลือกความจน ความรวย ทุกคนมีโอกาสทำความผิดกันหมด แต่ข้อเท็จจริง ถ้าพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์แล้วศาลจะเชื่อถือข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าบุคคล
เมื่อถามว่า ไม่สงสัยหรือว่า พยานใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัว ทั้งที่คดีนี้ผ่านมา 7 ปี นายธานี กล่าวว่า อย่าจินตนาการแบบนี้ ขอร้อง ทุกอย่างนำเปลือกหรือข้อเท็จจริง ที่ยังไม่ยุติมาอ้าง ซึ่งอีก 7 วันทางอัยการก็จะรวบรวมหลักฐาน พยาน เพื่อชี้แจง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยตรวจสอบว่า มีเหตุผลหรือไม่ อัยการและตำรวจมีหน้าที่พิจารณามูลเหตุว่า เพียงพอฟ้องหรือไม่ และอัยการเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามอำเภอใจ หรืออัยการก็ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ หรือไม่ใช่พนักงานส่งอาหาร ที่มาอย่างไรก็ส่งไปอย่างนั้น เขามีดุลยพินิจในการวินิจฉัย ถ้าใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ก็จะติดตัวเขาไปจนตาย ตรงนี้ฝากสื่อให้ความรู้แก่ประชาชนบ้าง ขอให้สื่อใจเย็น และให้สติปัญญากับประชาชน อย่าเร่งเร้า ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลนลานไปหมด ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมกรรมาธิการฯ ถึงเรียกพยาน 2 ปาก ทั้งที่อัยการตีตกพยานดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2555 แล้ว นายธานี กล่าวว่า มีการกล่าวอ้างชื่อในคำร้องของนายวรยุทธ ว่า การไม่ฟังพยาน 2 ปากนี้ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม
เมื่อถามย้ำอีกว่า เรื่องนี้มีการโยงไปถึง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นน้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นการจินตนาการใช่หรือไม่ นายธานี กล่าวว่า คงอย่างนั้น อย่าไปผูกโยงว่า คนตระกูลนี้ผิดไปหมด มันไม่ใช่ ถ้าเขาไม่ทำตามอำนาจหน้าที่ ก็อย่าเหมารวม เพราะมันไม่เป็นธรรม