พปชร.ชงแค่ 3 รายชื่อ ‘อนุชา-สุชาติ-นฤมล’ ‘ป้อม’ ไม่รับเป็น มท.1 ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ขอตั้ง กมธ.ดึง นศ.ร่วม
โผ ครม. 2/2 เสร็จ “บิ๊กตู่” นายกฯอารมณ์ดีบอกสื่อเสร็จเรียบร้อย พปชร.ถอยชงแค่ 3 ชื่อ รมต. “อนุชา-สุชาติ-นฤมล” ไร้ชื่อ “สุริยะ” อกหักซ้ำวืดคุมพลังงาน “ประวิตร” พูดชัดไม่รับ มท.1 ไม่ได้ส่งชื่อ รมว.พลังงาน นายกฯต่อสายตรงลุงกำนัน “สุเทพ” รับยกให้เป็น สิทธิ์ขาดนายกฯตัดสินใจ “เฮ้ง” มีเฮได้ลุ้นนั่ง รมว. แรงงาน ส่วน “แฮงค์” เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ “อ.แหม่ม” วิ่งวุ่นขึ้นตึกไทยพบ “บิ๊กตู่” เสียงอ่อยชวดตำแหน่งก็ไม่มีปัญหา เจอ ส.ส.แซะ “สายัณห์” ชงเปลี่ยนตัว “ธนกร” เหมาะกว่านั่งโฆษกรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและค้านแห่ชงญัตติตั้ง กมธ.ดึงนักศึกษาเข้าสภาฯ “ประเสริฐ” แนะ “ลุงตู่” พบเด็กๆ ลดดีกรีร้อนแรง “อมรรัตน์” ฉะต่อ พ.ร.ก.เหมือนก่อรัฐประหารซ้ำ “อิสระ” ชงคบเด็กสร้างชาติดีกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รักษาแผลไม่ได้ “ภราดร” เตือนใช้ความรุนแรงคือจุดจบรัฐบาล
หลังจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ส่งรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม พิจารณา โดยเมื่อช่วงดึกวันที่ 21 ก.ค. ได้ปรับลดเสนอไปเพียง 3 รายชื่อจากมติเดิมที่จะส่งไป 5 ชื่อ โดยไม่มีชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคที่ปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์บอกกับสื่อมวลชนอย่างอารมณ์ดีว่าโผรายชื่อ ครม.ใหม่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไร
...
“บิ๊กป้อม” ให้ถาม “ตู่” แบ่ง พปชร.กี่เก้าอี้
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อผู้สื่อข่าวถามกระเซ้าว่า “สวัสดีท่าน รมว.มหาดไทย” พ.อ.ประวิตร ยิ้มก่อนกล่าวว่าจะถามอะไรกันอีก ถามไปแล้วถามไปหมดแล้ว ผู้สื่อข่าวถามถึงโควตาสัดส่วนรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่มีข่าวนายกฯให้ได้ไม่เกิน 2-3 ตำแหน่ง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ให้ไปถามนายกฯ เมื่อถามว่าขณะนี้นายกฯสบายใจได้แล้วใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ใช่ ก็สบายใจสิ ไม่มีอะไรนี่ เมื่อถามย้ำว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “เป็นเรื่องลับ”
ยันไม่เป็น มท.1 ไม่ส่งชื่อ รมว.พลังงาน
ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงสัดส่วนรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐว่า ตอนนี้นายกฯเคาะตำแหน่งเสร็จแล้วหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะการปรับ ครม.เป็นเรื่องของนายกฯและพรรคพลังประชารัฐได้ส่งรายชื่อบุคคลที่จะรับตำแหน่งไปกี่คน มันเป็นเรื่องลับ ต้องรอนายกฯและนายกฯจะเอาใครก็ได้แล้วแต่นายกฯ เมื่อถามว่า นายกฯเคยบอกว่า พล.อ.ประวิตรแสดงเจตนารมณ์จะไม่รับตำแหน่งอะไรเพิ่ม แต่ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าท่านจะควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย อยากให้ท่านพูดให้ชัดเจน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมไม่ไหวแล้ว ผมไม่รับหรอก” เมื่อถามต่อว่า ตำแหน่ง รมว.พลังงานมีการเสนอชื่อในส่วนของพรรค พปชร.ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี ไม่มีส่งรายชื่อใคร
อุบดัน“นฤมล” นั่ง รมต.บอกเป็นความลับ
เมื่อถามว่า ข่าวค่อนข้างสับสนในส่วนของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯทางพรรคได้ส่งชื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า บอกแล้วให้รอหน่อยรอดูว่ามีใครบ้าง เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคพูดให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่าได้ส่งชื่อนางนฤมลด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน พล.อ.ประวิตรตอบว่าต้องถามนายกฯจะมาถามอะไรตน นายกฯจะเลือกใครก็ได้ จะมีชื่อหรือไม่มีชื่อก็เลือกได้ นายกฯสามารถหยิบชื่อใครมาก็ได้ เมื่อถามว่านายกฯบอกหรือไม่ว่าการปรับ ครม.จะชัดเจนได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประวิตรตอบว่าก็บอกว่าเดือน ส.ค.
“บิ๊กตู่” ผายมือยิ้ม ครม.2/2 เรียบร้อย
ต่อมาเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เป็นประธานการประชุม ศบค.ระหว่างเดินกลับจากตึกสันติไมตรีไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ได้หันมาตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีถึงรายชื่อ ครม.ชุดใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ว่า“เรียบร้อย ไม่มีอะไร” พร้อมทำท่าผายมือทั้ง 2 ข้าง และหันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า
“บิ๊กอาย” บอกถึงชวด รมต.ไร้ปัญหา
เมื่อเวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯและเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวชื่อหลุดโผ ครม.ใหม่ จากเดิมที่มีชื่อว่าจะดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯว่า ไม่มีปัญหาทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯตัดสินใจ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ทำงานได้ เมื่อถามว่า ขณะนี้นายกฯและ พล.อ.ประวิตรแจ้งหรือส่งสัญญาณอะไรชัดเจนมาแล้วหรือยัง นางนฤมลกล่าวว่า นายกฯและพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีแจ้งอะไรมา เมื่อถามย้ำว่า ไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหนรับได้ใช่หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า เป็นอำนาจนายกฯ วันนี้รู้สึกสบายใจทุกอย่างปกติดี เมื่อถามว่า ขณะนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่าตนก็ไม่รู้ เมื่อถามว่า ผิดหวังหรือไม่หากไม่ได้ตำแหน่ง นางนฤมลกล่าวว่า “ไม่ผิดหวัง ไม่มีอะไรค่ะ”
พปชร.ปัดต้านคนนอกยึด รมว.พลังงาน
นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะโยกไปเป็น รมว.มหาดไทยว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ส่วนผลการประชุมของพรรคพลังประชารัฐที่เสนอรายชื่อรัฐมนตรีให้นายกฯ ไม่ได้เป็นการกดดัน แค่บอกถึงความพร้อมว่า ส.ส.อยากทำงาน ส่วนกระแสว่าให้โควตาพรรคแค่ 2 เก้าอี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกอย่างทำตามกฎพรรคและหลักการทั้งหมด ไม่ได้มีใครกดดันใคร เมื่อถามว่าถ้าคนในพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ตำแหน่ง รมว.พลังงานจะเกิดปัญหาหรือไม่ นายไผ่ตอบว่า ไม่มีจะไม่ทำให้เกิดปัญหากับนายกฯ ทุกคนจะร่วมมือกันทำงานต่อไป ส่วนที่สังคมมองว่าพรรคพลังประชารัฐแก่งแย่งตำแหน่งกัน ไม่มีใครแก่งแย่งตำแหน่งกัน ทุกอย่างที่ทำไปเพราะเป็นกฎของพรรคที่ต้องทำและทำให้ถูกต้อง หากจะมีคนนอกมาเป็น รมว.พลังงาน คนในพรรคไม่มีใครต่อต้านให้นายกฯเป็นคนตัดสินใจ ทุกคนต้องร่วมมือกับนายกฯ
11 ส.ส.ใต้ยันไม่เรียกร้องเก้าอี้ รมต.
เมื่อเวลา 10.25 น. ที่รัฐสภา นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แถลงถึงจุดยืน ส.ส.ภาคใต้ต่อการปรับ ครม.ว่า ส.ส.ภาคใต้พรรคเรามีทั้งหมด 13 คน ได้รับคะแนนหนุนพรรค 1 ล้านคะแนนเศษ เพราะคนซึ่งภาคใต้นิยม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม วันนี้เรายืนยันว่าจะขอไม่แย่งรัฐมนตรีกับใครให้อำนาจนายกฯปรับ ครม.โดยอิสระ เราหนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค
เสนอ “ธนกร” เสียบโฆษก รบ.แทน
นายสายัณห์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวตนอยากเสนอให้นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เป็นโฆษกรัฐบาลแทนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เพราะล่าสุดนางนฤมล 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาลาการทำหน้าที่ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ไปปรากฏตัวที่พรรคพลังประชารัฐ คิดว่านายธนกรเหมาะสมกว่าตอนนี้กำลังว่างงาน
“บิ๊กตู่” ยกหูคุย “เทือก” ยกให้เป็นสิทธิ์ขาด
เมื่อเวลา 17.15 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่านายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรีและแกนนำกลุ่มภาคกลางพรรคพปชร. มีความเหมาะสมที่จะขึ้นเป็น รมว.แรงงานว่า ตนไม่ทราบว่าพรรคพลังประชารัฐจะคุยอะไรหรือมีมติอะไร อย่างไร แต่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ท่านได้โทรศัพท์พูดคุยกับตนจริง ได้บอกท่านนายกฯไปว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย เราตั้งใจร่วมรัฐบาลเพราะต้องการจะช่วยท่านนายกฯ ในการทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้กับท่านและมอบสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจตามความเหมาะสมที่ท่านนายกฯจะเห็นควรในการปรับ ครม. พรรครวมพลังประชาชาติไทยเราไม่มีปัญหาอะไร เพราะเวลานี้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองมีความสำคัญกว่า ที่ยังรอการแก้ไขช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เราจึงมอบสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจให้กับท่านนายกฯได้ตัดสินใจทั้งหมด
“สุริยะ” อกหักวืดคุมพลังงานซ้ำสอง
สำหรับความเคลื่อนไหวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2/2 หลังมติ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ส่ง 5 รายชื่อให้นายกฯพิจารณา คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้เป็น รมว.มหาดไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมและรองหัวหน้าพรรค ไปเป็น รมว.พลังงาน นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค เป็น รมว.อุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และรองหัวหน้าพรรค เป็น รมว.แรงงาน และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อ.แหม่ม เจ้าของ ฉายาโฆษกบิ๊กอาย โฆษกประจำสำนักนายกฯและเหรัญญิกพรรค ให้เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ โดย พล.อ.ประวิตรแจ้งชัดเจนไม่ขอรับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ปรากฏว่าช่วงค่ำวันที่ 21 ก.ค.แกนนำพรรคได้หารือและปรับเปลี่ยนรื้อรายชื่ออีกครั้ง เปลี่ยนโผไม่ส่งชื่อนายสุริยะ โยกเป็น รมว.พลังงาน ทำให้นายสุริยะต้องพลาดหวังอดนั่ง รมว.พลังงานอีกครั้ง
พปชร.ส่งชื่อเปล่า “อนุชา-สุชาติ-นฤมล”
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากที่นายกฯให้พลังประชารัฐเพียง 2 หรือ 3 คนนั้น ได้ปรับเปลี่ยนโดยพรรคพลังประชารัฐได้ส่ง 3 ชื่อให้นายกฯพิจารณา โดยไม่ผูกติดกับตำแหน่งคือนายอานุชา นายสุชาติและนางนฤมล ทั้งหมดได้มีการกรอกคุณสมบัติแล้ว โดยนายอนุชาพรรคยังวางตัวไปเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุชาติไปเป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ หลังจากพรรครวมพลังประชาชาติ ยืนยันไม่ขอแลกกับกระทรวงแรงงาน ที่เป็นโควตาพรรค
“เฮ้ง” มีลุ้นได้ไปเป็นจับกัง 1
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า อย่างไรก็ตามล่าสุดช่วงเย็นวันเดียวกัน หลังการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ ที่ยอมรับว่านายกฯโทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องการปรับ ครม.และดูเหมือนท่าทีอ่อนลงทำให้มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นที่อาจมีการแลกเปลี่ยนกระทรวงกัน โดยให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรค ไปเป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ และสลับให้นายสุชาติไปนั่งเก้าอี้ รมว.แรงงาน
“อ.แหม่ม” ขึ้นตึกไทยปัดไม่เกี่ยวขอ รมต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนางนฤมลให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนยันไม่มีปัญหาหากไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี และเดินทางออกจากทำเนียบไปเมื่อเวลา 12.40 น. ปรากฏว่าต่อมาเวลา 15.30 น. นางนฤมลได้เดินทางขึ้นด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า และออกมาในเวลา 15.50 น. ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามนางนฤมลปฏิเสธว่า ไม่ได้เกี่ยวกับการปรับ ครม.แต่อย่างใด เมื่อถามย้ำว่า ยังจะมีข่าวดีหรือไม่ นางนฤมลหัวเราะก่อนตอบว่า “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
“ธรรมนัส” พบนายกฯแล้วไปหา “สุริยะ”
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าเวลาไล่เลี่ยกัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางเข้าพบนายกฯ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยใช้เวลาหารืออยู่ไม่นาน จากนั้นเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล มีรายงานข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปพบกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม
พท.สับแหลกนายกฯหนีตอบกระทู้
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องปัญหาภัยแล้ง และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้สดเรื่องการใช้งบฯ 18,000 ล้านบาท ไปดำเนินการโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ทั้ง 2 กระทู้เป็นการถามนายกฯแต่นายกฯรวมถึงรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงแทนต่างติดภารกิจไม่มา ทำให้นายครูมานิตย์และนายจิรายุไม่พอใจพากันต่อว่ารัฐบาล ในที่สุดนายชวนจึงเสนอให้นายจิรายุถามกระทู้ได้ เพียงแต่จะไม่มีผู้มาชี้แจง นายจิรายุจึงตั้งกระทู้ถามว่าโครงการเราเที่ยวด้วยกันเป็นการจับโครงการชิมช้อปใช้มาแต่งหน้าทาปาก ทั้งที่รัฐบาลไส้แห้งแล้ว อย่าไปโทษโรงแรมที่ขึ้นราคาห้องพัก เพราะช่วงโควิดระบาด โรงแรมต่างๆ พากันลดราคาลงมาเพื่อให้คนมาท่องเที่ยว แต่เมื่อรัฐบาลทำโครงการนี้ขึ้น โรงแรมจึงกลับไปใช้ราคาห้องพักเดิม โรงแรมไม่ได้ผิด แต่เป็นเพราะรัฐบาลใช้วิธีประชานิยมมาแก้ปัญหาและยังใช้วิธีเดิมๆจองผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้คนสูงอายุที่อยากเที่ยวแต่ใช้แอปฯไม่เป็น เข้าร่วมไม่ได้
“จิรายุ” ฉะ รบ.ไม่พร้อมรีบยุบสภา-ลาออก
ต่อมานายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พร้อมนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังได้ยื่นกระทู้ถามสดถามนายกฯ เรื่องปัญหาที่อาจส่อไปในทางทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วย กัน และกระทู้ถามสดเรื่องปัญหาภัยแล้ง โดยนายจิรายุ กล่าวว่า วันนี้เป็นครั้งแรกในการประชุมสภาฯที่มีผู้ถาม แต่ไม่มีผู้ตอบ จึงขอเรียกร้องนายกฯว่าวันนี้ ครม.ของท่านมีปัญหาอย่างมาก ไม่ได้ให้ความสำคัญการแก้ปัญหาประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลจะจัดเวรรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ต่อรัฐสภา แต่ครั้งนี้มีกระทู้ถามสด 4 เรื่อง เป็นของฝ่ายค้าน 2 เรื่อง และฝ่ายรัฐบาล 2 เรื่อง ปรากฏว่ากระทู้ถามสดของฝ่ายรัฐบาล มีรัฐมนตรีมาตอบ แต่ของฝ่ายค้านรัฐมนตรีกลับติดภารกิจเลื่อนไปก่อน หากรัฐบาลไม่ไหว อยากแนะนำให้รีบยุบสภาหรือลาออกจะดีกว่า
“ครูมานิตย์” เฉ่งมองรัฐสภาแค่ตรายาง
นายครูมานิตย์กล่าวว่า เสียความรู้สึกที่ ครม.ไม่ส่งรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่มาตอบ มองเหมือนรัฐสภาเป็นเพียงตรายาง การไม่มีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ แสดงให้เห็นว่า ครม.คงเริ่มพิการแล้วเพราะเหลือน้อย ได้บอกกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ว่าเป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี 2544 จะเห็นว่าการประชุมในชั้น กมธ.คนที่มารับปัญหาจะเป็นข้าราชการระดับ 5 ระดับ 6 ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร หลาย กมธ.มีปัญหาแบบนี้ ข้าราชการที่มีอำนาจเต็มไม่มา เหมือนว่าในการทำงานทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ ครม.สอดคล้องกันไปหมด อยากแนะนำรัฐบาลว่าจะปรับ ครม.ก็รีบปรับ เพราะปัญหาของประชาชนสำคัญ ยิ่งรอยิ่งเป็นปัญหาหนัก และเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกบ่อยครั้ง เพราะรัฐมนตรีมีน้อยและนายกฯไม่ชอบสภา
“ชาดา” เคลียร์จบเกาเหลา กมธ.งบฯ
ที่รัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 กล่าวถึงเหตุการณ์ กมธ.งบฯปี 64 ล่ม ได้คุยเบื้องต้นปรับความเข้าใจกันแล้วในการตกลงโควตาของอนุ กมธ.ชุดต่างๆ ใน กมธ. จะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมาการตั้งคณะอนุ กมธ.งบฯปี 63 คนพรรคพลังประชารัฐเป็นประธานทั้งหมด แต่ปีนี้เมื่อทำงานร่วมกันต้องให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล กมธ.งบฯปี 64 ไม่มีการแบ่งพรรคฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล เราทำงานร่วมกันตัดงบฯให้ ครม.แปรญัตตินำงบฯไปเพิ่มเติมในหน่วยงานที่เหมาะสม ไม่ใช่ตัดแล้วคืนกลับอย่างปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่รอยร้าวระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่มีความพยายามจะไปโยงเป็นเรื่องการเมือง กมธ.งบฯ อาจมีเห็นตรงไม่ตรงกันบ้าง แต่ตอนนี้เคลียร์กันจบแล้ว จะทำงานให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าพิจารณาวาระ 2-3 ให้ทัน
ส.ส.แห่ชงญัตติตั้ง กมธ.ดึง นศ.เข้าสภา
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภาผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาฯ ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาญัตติ ด่วนของทั้งฟากรัฐบาลและฝ่ายค้านที่คล้ายคลึงกันเพื่อขอให้สภาฯพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิตและนักศึกษา ประกอบด้วยญัตติของนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายครูมานิตย สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย และญัตติของนายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย โดยที่ประชุมให้พิจารณาไปคราวเดียวกัน
จี้ “บิ๊กตู่” พบเด็กๆลดร้อนแรง
จากนั้นที่ประชุมมีการเปิดให้ผู้เสนอญัตติรวมถึง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาลอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ถึงสถานการณ์การชุมนุมของนักศึกษาเมื่อวันที่ 18 ก.ค. อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ระบุว่านักศึกษานอกจากจะถูกจำกัดพื้นที่แสดงความคิดเห็นแล้วยังถูกคุกคาม จึงอยากเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เดินไปฟังความคิดเห็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเหมือนที่ไปพบสื่อ เชื่อว่านักศึกษาไม่ได้อยากลงถนน ขอเพียงนายกฯเดินไปรับฟังบรรยากาศที่เป็นอยู่อาจจะดีขึ้น
จวกต่อ พ.ร.ก.เหมือนรัฐประหารซ้ำๆ
นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รัฐบาลการ์ดตกทุกเรื่องทั้งการรับมือกับโควิด-19 และบริหารบ้านเมือง แต่ไม่เคยการ์ดตกเลยคือการลิดรอนเสรีภาพประชาชน เป็นผลงานไม่น่าจดจำ ไม่มีความหวัง ไม่มีอนาคต วันนี้เยาวชนต้องการเข้ามาร่วมกันคิด หาทางแก้ไขความผิดปกติของประเทศนี้ ถ้ารัฐบาลและผู้นำรัฐบาลอยากต่อลมหายใจได้นานๆต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ผิดที่คิดว่านักเรียนนักศึกษา ไม่ได้คิดเองเพราะมีเบื้องหลังซึ่งไม่จริง รัฐบาลต่างหากที่เป็นคนมีเบื้องหลัง อยากสืบทอดอำนาจ นอกจากรัฐบาลจะไม่เปิดพื้นที่ให้แล้วยังยัดเยียดความผิดให้พวกเขา การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเสมือนเป็นการทำรัฐประหารซ้ำ และทุกครั้งที่ต่ออายุออกไปคือการทำรัฐประหารซ้ำๆ รัฐบาลควรหยุดลุแก่อำนาจ หันมาคุ้มครองคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ใช่ยัดเยียดข้อกล่าวหาให้พวกเขา ขอเสนอให้ยกเลิกมาตรา 279 ลบล้างผลพวงจากการทำรัฐประหารแล้วเอาคนยึดอำนาจเข้าคุกสร้างบรรทัดฐานให้ ผบ.ทบ.คนต่อๆไป ที่อยากจะเข้ามาเป็นนายกฯไม่ให้เข้ามายึดอำนาจอีก
“อิสระ”ชงคบเด็กสร้างชาติอัด พ.ร.ก.ช่วยไม่ได้
นายอิสระระบุว่า นายกฯได้ฉีดยาแรงในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อช่วงต้นปี เพื่อระงับการระบาดของโควิด แต่การฉีดยาแรงครั้งนั้นเสมือนการระงับการชุมนุมของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวไปด้วยโดยปริยาย ยาตัวนี้ระงับโควิด-19 ได้ แต่แผลโควิดนี้คือแผลภายนอก ส่วนการที่นักศึกษาชุมนุมเป็นแผลภายใน ยาตัวเดียวกันรักษาไม่ได้สภาฯ จึงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาแผลก่อนลุกลามบานปลาย หรืออาจสูญเสียอวัยวะสำคัญอย่าสร้างวัฒนธรรมอันตราย ปิดกั้นไม่ให้เด็กพูด อาจจะสะสมจนระอุปะทุได้ การชุมนุมของนักศึกษาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำความจำเป็นในการตั้ง กมธ.ตามที่เสนอในญัตตินี้ คือตั้ง กมธ.ชุดหนึ่ง องค์ประกอบ กมธ.ประกอบด้วย นิสิตนักศึกษา ที่มาจากสภานิสิตจากสถาบันต่างๆ ส่งรายชื่อเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของ กมธ.ชุดนี้ โดยให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ. และศึกษาหรือสอบสวนเรื่องราวต่างๆที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับเยาวชน เชื่อว่าเด็กไทยมีศักยภาพ ถ้าสภาฯเเห่งนี้ให้โอกาสเขา จะเป็นการที่ผู้เเทนจะมาคบเด็กสร้างชาติ
“ภราดร” เตือนใช้ความรุนเเรงจุดจบ รบ.
ด้านนายภราดรอภิปรายว่า สิ่งที่ประชาชนแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐบาลไม่ควรผลักไสให้กลุ่มที่มีความเห็นตรงข้ามกลับไปอยู่คนละมุม นั่นจะกลายเป็นไม้ขีดไฟก้านแรกที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วินาทีที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลตัดสินใจใช้ความรุนแรงมักจะเป็นจุดจบของรัฐบาลเสมอ จึงต้องขอวิงวอนรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมว่า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศนั้น เราต้องใช้สันติวิธี และใช้เวทีสภาฯแห่งนี้แก้ไขปัญหา พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรง และพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างฝ่ายถูกกระทำและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้กลัวยุบสภาฯ แต่หากยุบสภาฯ ในวันนี้ สิ่งที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างที่เรียกร้องหรือไม่เชื่อว่าไม่ใช่ เพราะกติกาบ้านเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เอื้ออำนวยอย่างนั้น และจึงควรแก้รัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้สำเร็จ
จบไม่ลงยกยอดอภิปรายต่อรุ่งขึ้น
กระทั่งเวลา 19.30 น. ภายหลังจากที่ประชุมได้มีการอภิปรายผ่านมาอย่างยาวนานประมาณ 6 ชั่วโมง นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 ในฐานะประธานในที่ประชุม แจ้งว่า ขณะนี้การอภิปรายผ่านมาพอสมควร แต่ยังมี ส.ส.ประสงค์จะอภิปรายในญัตตินี้อีกจำนวนมาก จึงขอปิดการประชุมเพื่อไปพิจารณาต่อในวันที่ 23 ก.ค. เวลา 09.30 น.
ม็อบ มมส.ฉะอธิการขวางไล่ รบ.
ส่วนความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนิสิตนักศึกษา ที่นัดหมายรวมตัวชุมนุมจัดกิจกรรมขับไล่รัฐบาลในสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่บริเวณลานแปดเหลี่ยม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) จ.มหาสารคาม กลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย ได้รวมตัวจัดกิจกรรม “อีสานสิบ่ทน” เริ่มต้นด้วยการปราศรัยตอบโต้กรณีนายประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ออกแถลงการณ์ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยจัดชุมนุม อ้างว่าห่วงสถานการณ์โควิด-19 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยนายพงศธรณ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ไม่ได้น่ากังวล ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศไม่มีมา 50 กว่าวัน เราเห็นว่ามหาวิทยาลัยขัดขวางการจัดกิจกรรม อธิการบดีไม่ทำตัวเป็นไปตามปณิธานของมหาวิทยาลัยรับใช้ประชาชน พื้นที่ทั้งหมดเกิดจากภาษีของประชาชน พวกเราจะต่อต้าน ขัดขืนและจัดกิจกรรมต่อไป
จี้ยุบสภาใช้ รธน. 40 จัดเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย ออกประกาศเรียกร้อง 4 ข้อ 1.เรียกร้องให้ยุบสภา 2.ให้ ส.ว.ทั้ง 250 คนลาออกยุติบทบาทเพื่อยุติอิทธิพลของ คสช. 3.ให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 เท่านั้น เพราะกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 เอื้อประโยชน์ต่อ คสช. และ 4.ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาใหม่ ขณะที่ จ.แพร่ เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ ได้จัดกิจกรรม “คนแพร่เล่าขวัญเผด็จการ” ที่สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อขับไล่รัฐบาลเช่นเดียวกัน
นศ.-นร.ชลบุรีลั่นมาเก็บขยะ “รัฐบาลตู่”
ขณะที่เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ลานวอล์กกิ้งสตรีท แหลมแท่น ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี กลุ่มนักศึกษา นักเรียนมัธยมศึกษา และประชาชนทั่วไปราว 700-800 คน พร้อมใจแต่งชุดดำชุมนุมถือป้ายขับไล่และโจมตีการทำงานรัฐบาลภายใต้ชื่อ “มาเก็บขยะ” โดยมีนักศึกษาผลัดเปลี่ยนกันมาอภิปราย เปรียบเทียบรัฐเหมือนขยะ วันนี้พวกเราต้องมาเก็บขยะที่รัฐบาลทำทิ้งไว้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลิกคุกคามประชาชน โจมตีรัฐบาลที่มีผู้นำไม่มีศักยภาพ ทำให้เยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่แย่ วันนี้ไม่ทนแล้ว รัฐบาลละเมิดสิทธิประชาชนต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ต้องไล่รัฐบาลออกไป โดยมีตำรวจกว่า 100 นายมาคอยสังเกตการณ์ นอกจากนี้ นายภานุพงศ์ จาดนอก หนุ่มที่ชูป้ายไล่นายกฯ ขณะที่ลงพื้นที่ จ.ระยอง มาร่วมอภิปรายด้วย กลุ่มผู้ชุมนุมร่วมทำกิจกรรมจนถึงเวลา 18.00 น.ร่วมร้องเพลงชาติและชู 3 นิ้วเป็นเชิงสัญลักษณ์ ระบุพวกเราเป็นพวกรักชาติ ไม่ใช่พวกชังชาติ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีเหตุรุนแรง
คนแพร่-เพชรบูรณ์ร่วมไล่เผด็จการ
ที่บริเวณสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 อ.เมืองแพร่ เวลา 17.30 น. เครือข่ายรักประชาธิปไตยแพร่ร่วมกับผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและเยาวชนรวมตัวกัน โดยใช้ชื่อเล่าขวัญเผด็จการ เรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2.ยุบสภา 3.หยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน 4.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่ตำรวจได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเลี่ยงไปทางอื่น ไม่ยอมให้เข้าไปในสถานที่ชุมนุม ส่วนบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ มีประชาชนและนักศึกษาประมาณ 30 คน ออกมาจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ “เพชรบูรณ์ ไม่รับใช้เผด็จการ” ถือป้ายข้อความเสียดสีรัฐบาลอย่างสงบ
“เจ๊หน่อย” ซัดต่อ พ.ร.ก.กดหัวม็อบ
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอคัดค้านการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2 เดือนแล้วที่ไทยปลอดโควิด แต่รัฐบาลยังต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนไทยการ์ดไม่ตก ทำไมต้องใช้กฎหมายพิเศษมากำราบ ถ้าคิดจะหวดควรหวดตัวเองมากกว่า ความผิดพลาดที่ผ่านมาล้วนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของรัฐบาล ที่ปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเข้ามา รัฐบาลควรต้องทำเร่งด่วนรีบเปิดทุกธุรกิจและสนับสนุนให้ประชาชน ทำมาหากินได้สะดวก เร่งมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างๆออกมา เพื่อให้คนไทยมีกำลังซื้อ ประชาชนรอคำชี้แจงจากนายกฯอยู่ว่าประโยชน์ของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อประเทศชาติและประชาชนคืออะไร หรือใช้เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงของตัวเอง คุมนักศึกษาไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น ขอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที
“สิระ” ไล่ “ช่อ” พ้น กมธ.กฎหมาย
ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ประธานกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอาจขอมติที่ประชุม กมธ.ปลด น.ส.พรรณิการ์ วานิช ออกจากที่ปรึกษาคณะ กมธ.การกฎหมายฯว่า ได้คุยกับ น.ส.พรรณิการ์ว่า แถลงข่าวในฐานะอะไร เพราะไม่ได้เป็น กมธ.โกหกประชาชนไม่มีมารยาท กมธ.ไม่ได้มีมติให้มาแถลงข่าว และไม่มีมติให้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาชี้แจง ส่วนจะถอดถอนหรือให้ตำแหน่งอะไรต้องขอมติจาก กมธ. แต่เบื้องต้นได้บอกให้ น.ส.พรรณิการ์เซ็นใบลาออกเองก่อนหรือหากมีการปรับปรุงตัวอาจจะให้อยู่ต่อ
“โรม” ซัดละเลยไม่รับเรื่อง 2 หนุ่มระยอง
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.กฎหมายฯ พร้อม น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. ร่วมกันแถลงตอบโต้ โดยนายรังสิมันต์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นักศึกษาทั้ง 2 รายได้มาร้องเรียนต่อ กมธ.ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพแสดงออกหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ที่ผ่านมา กมธ.เป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนหลายคดีจนคลี่คลายด้วยดี ไม่มีเหตุรุนแรง แต่ครั้งนี้น่าเสียดายที่ปรึกษานายสิระแล้วว่าจะพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ แต่ไม่ได้รับการตอบรับและยืนยันจะไม่นำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาใน กมธ. ทั้งที่ใน กมธ.ไม่มีใครคัดค้าน มีแต่นายสิระที่คัดค้าน เรื่องนี้สำคัญจากกรณี 2 นักศึกษานำไปสู่การชุมนุมของนักศึกษา ทำให้เห็นว่า กมธ.ละเลย ไม่ได้สนใจว่าสิทธิเสรีภาพประชาชนจะเป็นอย่างไร
“ช่อ” ให้ กมธ.ข้างมากปลดไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง
น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ที่นายสิระให้ข่าวว่าจะปลดตนออกจากที่ปรึกษา กมธ. เนื่องจากไม่มีมารยาท แอบอ้างไปรับเรื่องร้องเรียนโดยไม่แจ้ง กมธ. ยืนยันว่าตอนไปรับเรื่องร้องเรียนมี กมธ.ไม่ว่านายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา พรรคพลังประชารัฐ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และนายรังสิมันต์ ร่วมรับหนังสือร้องเรียนด้วย ระเบียบไม่ได้ระบุชัดว่าต้องเป็น กมธ.เท่านั้นถึงจะไปรับเรื่องร้องเรียนได้ ทราบดีถึงระเบียบที่ใช้ใน กมธ. คงทำไม่ได้ที่จะให้ลาออกจากที่ปรึกษา กมธ. สิ่งสำคัญคือปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน จึงไม่สามารถลาออกได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ขัดข้องหาก กมธ.มีเสียงข้างมากให้ปลด ไม่ใช่มีเพียงนายสิระที่ลุกขึ้นหารือแล้วเสนอให้ปลด ต้องมีการขอมติไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง ขอฝากให้ช่วยกันตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กมธ.ด้วย
ป.ป.ช.ฟัน “ปู-สุรนันทน์-นิวัฒน์ธำรง”
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ กรณีการอนุมัติจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ ภายใต้ชื่อโครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020 โดยมิชอบ จากการไต่สวนพบว่าเดือน ม.ค.56 ครม.รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีมติยกร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ต่อมาเดือน ส.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์มีดำริให้สำนักเลขาธิการนายกฯจัดนิทรรศการชื่อ “โครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020” โดยนายสุรนันทน์ได้เรียกประชุมเตรียมการ มีบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เข้าพบนายสุรนันทน์ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อตกลงเป็นผู้รับจัดงาน 2 จังหวัดคือ หนองคาย นครราชสีมา เสนอวงเงิน 40 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ปรากฏอยู่ในงบฯปี 56 แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อนุมัติให้ใช้งบฯกลางรายการสำรองเงินจ่ายกรณีฉุกเฉิน 40 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ใช่ความเร่งด่วน รวมถึงร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่ผ่านสภาฯ นายสุรนันทน์เห็นชอบให้ดำเนินโครงการโดยยึดราคากลาง 40 ล้านบาท ตามที่บริษัทเสนอมา ใช้เวลาจัดซื้อจัดจ้างจนถึงลงนามในหนังสือสั่งจ้างเพียง 2 วันเท่านั้น
ฮั้ว 2 บริษัทสื่อทำโรดโชว์ 240 ล้านมิชอบ
นายนิวัติไชยกล่าวว่า ต่อมานายสุรนันทน์และนายนิวัฒน์ธำรงร่วมอนุมัติหลักการโครงการ Roadshow อีก 10 จังหวัด วงเงิน 200 ล้านบาท แบ่งงานให้บริษัทมติชน และบริษัท สยามสปอร์ต จำกัด (มหาชน) บริษัทละ 5 จังหวัด กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงลงนามหนังสือสั่งจ้างเพียงวันเดียว และลงนามสั่งจ้างได้กระทำก่อนที่ได้รับเงินประจำงวดจากสำนักงบฯ ทั้งที่ส่วนราชการทราบดีว่าจะลงนามสั่งจ้างได้ต่อเมื่อสำนักงบฯได้แจ้งจัดสรรเงินงบฯ (ใบงวดงาน) มาให้แล้วเท่านั้น ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องรัฐธรรมนูญ ทำให้ตกไป โครงการต่างๆที่ออกไป Roadshow จึงมิได้เกิดขึ้นจริง การใช้งบฯในโครงการ 240 ล้านบาท จึงสูญเปล่า ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย จึงมีมติว่าการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายนิวัฒน์ธำรงและนายสุรนันทน์มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 ส่วนการกระทำของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามสปอร์ต จำกัด (มหาชน) มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน จึงให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
ฟันอีกลอตอดีตบิ๊ก พศ.โกงเงินทอนวัด
ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีตรอง ผอ.พศ.และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ พศ. กรณีทุจริตเบิกจ่ายเงินงบฯอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด 7 แห่ง (คดีเงินทอนวัด) วงเงิน 27.5 ล้านบาท มีการเรียกเงินทอนวัด 7 แห่ง ได้แก่ วัดช้าง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ในงบฯปี 58 จำนวน 4.2 ล้านบาท วัดดอนสะท้อน วัดท้องตมใหญ่ วัดเล็บกระรอก อ.สวี จ.ชุมพร วัดพร้าวโสภณาราม อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา งบฯปี 57- 58 จำนวน 6 ล้านบาท วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร กทม. งบฯปี 56-57 จำนวน 6.3 ล้านบาท วัดถาวรวราราม จ.กาญจนบุรี งบฯปี 57 จำนวน 5 ล้านบาท มีมูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดฟ้องดำเนินคดีต่อไป
ป.ป.ช.ปักหมุดพื้นที่เสี่ยงทุจริตโควิด
นายนิวัติไชยกล่าวว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังได้เสนอแนวทางป้องกันการทุจริตในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามโครงการ “ปักหมุดพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” ที่ให้ภาคประชาชนแจ้ง เบาะแสการทุจริตทั่วประเทศ และป้องกัน ป้องปรามยับยั้งการทุจริตโดย ป.ป.ช. ได้จัดทำพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต จาก 928 แห่งทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 75 เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางและภาคใต้ตอนล่าง มีพฤติการณ์ส่อการทุจริตมีการกักตุนสินค้าจำหน่ายสินค้าราคาสูง มีพฤติการณ์ทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบฯในสถานการณ์ฉุกเฉิน การจัดซื้อจัดจ้าง การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเอกชนพรรคพวก จากนี้จะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต่อไป
แจ้งข้อหาเมีย “สมศักดิ์” คดีฝายแม้ว
ผู้สื่อข่าวรายจากสำนักงาน ป.ป.ช.ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับพวกทุจริตต่อหน้าที่ในโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและ ป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบภาวะวิกฤติโลกร้อน (ฝายแม้ว) วงเงิน 770 ล้านบาท ว่า ล่าสุด เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมข้อมูล หลักฐานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณา และมีมติแจ้งข้อกล่าวหานางอนงค์วรรณ เพื่อให้มีหนังสือรับทราบ และให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต่อไป