ก.ต่างประเทศ ยัน “นักการทูต” ไม่ใช่ VIP หลังเกิดกรณีซูดาน-เอสโตเนีย ชี้ มีความคุ้มครองตามอนุสัญญาเวียนนา แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการเจ้าบ้าน เผย บ่ายนี้ชัดหลังประชุม คกก.เฉพาะกิจฯ
วันที่ 17 ก.ค. 2563 นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามกรณี นักการทูตเอสโตเนีย และความกังวลของคนไทยกรณีการเดินทางเข้ามาของคณะทูตและบุคคลที่มาจากต่างประเทศ จะมีความมั่นใจได้อย่างไร ว่า นักการทูตที่เข้ามาปฏิบัติภารกิจการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีมาเป็นระยะ แต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนมาก และต้องเข้ามาภายใต้กรอบกฎระเบียบที่วางไว้ตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.
“หลายท่านมักจะพูดว่า การเข้ามาของนักการทูตเป็นวีไอพี (VIP) หรือเอกสิทธิ์ความคุ้มกัน ขอเรียนว่า นักการทูตไม่ใช่วีไอพี แต่มีการคุ้มครองตามอนุสัญญาเวียนนา เพียงเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศเราอย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะตัวแทนทางการทูต ในฐานะผู้แทนของรัฐ แต่ภายใต้อนุสัญญาเวียนนา นักการทูตจะต้องเคารพและปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายประเทศเจ้าบ้านด้วย ซึ่งในกรณีนี้ก็หมายถึงการปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค. ได้ออกมา อันนี้ค่อนข้างชัดเจน”
...
สำหรับการจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดความมั่นใจ อยู่ที่แนวทางที่จะเพิ่มมาตรการเข้มงวดมากขึ้นในส่วนของกฎระเบียบของเรา ซึ่งมีการพิจารณาในหลายครั้งแล้ว และในช่วงบ่ายวันนี้ก็จะมีการพิจารณาในคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการทบทวนมาตรการต่างๆ ให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงระหว่างเปลี่ยนผ่านของระเบียบ ยังใช้ตามระเบียบเดิม คือ ใช้ที่พักเป็นที่กักตัว 14 วัน ภายใต้การดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด อีกทั้ง ภายหลังเกิดกรณีซูดาน ก็มีการปรับมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น แจ้งคณะทูตทราบแล้วว่าขอให้มีการเพิ่มมาตรการต่างๆ เช่น เมื่อตรวจหาโควิด-19 ที่สนามบินแล้ว ขอให้รอจนทราบผลว่าเป็นลบจึงจะออกจากสนามบินได้ และขอให้กักตัวในพื้นที่แยก และหลังประชุมช่วงบ่ายน่าจะมีความชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยด้วยว่า ในช่วงรอยต่อนี้ ยังคงมีคณะทูตเดินทางเข้ามาในไทยเป็นกรณีปกติ แต่เป็นจำนวนไม่มาก โดยใน 2-3 วันนี้อาจจะมีอีกประมาณ 2-3 คน และจะมีมาตรการเข้มขึ้น ขอความร่วมมือคณะทูต โดยคำนึงถึงความรู้สึกสังคมไทยเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการอยู่ร่วมกันโดยปลอดจากโควิด-19 นอกจากนี้ จะมีการเชิญตัวแทนคณะทูตของทุกสถานทูตในไทยมารับฟัง สร้างความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า “พวกเราทุกคนใน ศบค. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลักดัน หรือสนับสนุนให้ภารกิจการควบคุมการติดเชื้อโควิด-19 ให้อยู่ในสภาพที่มีความมั่นใจในสาธารณชน ในกรณีของนักการทูตต่างประเทศ ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในการส่งเสริมความสัมพันธ์ ไม่ได้มีอภิสิทธิ์อันใดที่เกินจากที่ควรจะเป็น หมายความว่า การที่เขาเข้ามา เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาไปไหนก็ได้ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งไม่ใช่ เขายังอยู่ภายใต้การกักตัว 14 วันเช่นกัน เพียงแต่วิธีการกักตัวจะเป็นอย่างไร จะมีความเข้มข้นขึ้นอย่างไร คงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันต่อไป”
(คลิปตั้งแต่นาทีที่ 41.20 น. เป็นต้นไป)