ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นายกตู่เยือนไทยรัฐ ประกาศชัดหัวหน้าเศรษฐกิจตัวจริง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์10 ก.ค. 2563 05:23 น.
    SHARE

    ขอฟังขับเคลื่อนประเทศ 4 กุมารลาออกจากพลังประชารัฐ โดนทวงเก้าอี้ รมต.ทันที

    “อุตตม” นำทีม 4 กุมาร “สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์” ประกาศไขก๊อกพ้น พปชร.แต่ไม่ทิ้งเก้าอี้ รมต. “สนธิรัตน์” ลั่นไม่ยึดติดเก้าอี้ ให้ขีดเส้นใต้ไว้เลยไม่คิดตั้งพรรคใหม่ “สิระ” ไล่ขย่ม 4 กุมารคายโควตา รมต. ภาคเอกชนชี้ไม่มีผลกระทบอะไร แต่ขอทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้จริง “บิ๊กตู่”นำคณะพบทีมไทยรัฐกรุ๊ป ประกาศลั่นเป็นนายกฯที่หนักแน่นพอ ใครจะอยู่ก็อยู่-จะออกก็ออก ถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ กั๊กโควตา4 กุมารขอดูตามเหมาะสม ส่งสัญญาณพร้อมยกเครื่อง ครม.ทุกด้าน โดยเฉพาะทีมศก. ย้ำเป็นไปไม่ได้พี่น้อง 3 ป.แตกคอ “เรืองไกร” ยื่น กกต.ยุบ พปชร.ใช้มูลนิธิยุ่งเกี่ยวการเมือง “บิ๊กป้อม” ล้อมคอกสภาฯล่ม กำชับ ส.ส.ต้องมีความรับผิดชอบ กมธ.ป.ป.ช.บี้ ปส.สอย “ธรรมนัส”

    ศึกสองขั้วภายในพรรคพลังประชารัฐมาถึงจุดแตกหัก เมื่อนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำทีมกลุ่ม 4 กุมาร ตั้งโต๊ะแถลงข่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร. ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ส่งสัญญาณพร้อมยกเครื่องคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ

    “อุตตม” นัดแถลงไขก๊อก พปชร.

    เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 9 ก.ค.ที่รัฐสภา นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ถึงกระแสข่าวทีม 4 กุมาร ตัดสินใจลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ว่า เดี๋ยวแถลงข่าวตอนเที่ยง เมื่อถามว่า ตัดสินใจแล้วใช่หรือไม่ นายอุตตมตอบว่า ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เมื่อถามย้ำว่าลาออกจากสมาชิกพรรคแต่ตำแหน่งรัฐมนตรียังอยู่ใช่หรือไม่ นายอุตตมตอบว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านนายก รัฐมนตรี”

    สี่กุมารพร้อมใจลาออกยกก๊วน

    ต่อมาเวลา 12.15 น.ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีตเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อดีตรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตกรรมการบริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร. นายอุตตมกล่าวว่า พวกตนทั้ง 4 คน ตัดสินใจยุติบทบาทการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ 2 ปีที่ผ่านมาพวกเราเป็นแกนนำจัดตั้งพรรค เจตนารมณ์เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นผู้นำประเทศ พาประเทศก้าวข้ามสถานการณ์ในช่วงนั้น หลายอย่างที่เกิดขึ้นพรรคมีความก้าวหน้า สร้างพลังประชารัฐเป็นสถาบันทางการเมือง จนถึงวันนี้ถือได้ว่าภารกิจของพวกตนลุล่วงแล้ว ขณะนี้พลังประชารัฐมีผู้บริหารชุดใหม่ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่พวกตนจะหยุดภารกิจในพรรค

    แต่ยังทำหน้าที่รัฐมนตรีต่อไป

    นายอุตตมกล่าวต่อว่า เรายังทำงานต่อไปในด้านบริหาร ตามภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ คือยังทำหน้าที่ใน ครม.ต่อไป พร้อมสนับสนุนกิจกรรมพรรคในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวม เมื่อถามว่าไม่ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยใช่หรือไม่ นายอุตตม ตอบว่า การเปลี่ยนแปลงในอนาคตเป็นเรื่องเข้าใจกันได้ ทุกคนเข้าใจกันดี หากจะมีปรับเปลี่ยนใดๆใน ครม.เป็นอำนาจนายกฯ เมื่อถามว่าได้แจ้งการแถลงออกกับนายกฯหรือไม่ นายอุตตมตอบว่าการแถลงวันนี้เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่เรื่องฝ่ายบริหาร

    ตอนนี้ยังไม่คิดตั้งพรรคใหม่

    เมื่อถามย้ำว่าได้แจ้งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ทราบล่วงหน้าหรือไม่ นายอุตตมตอบว่า การแถลงคงออกเป็นข่าวไปแล้ว เมื่อถามว่าเมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกมองตำแหน่งรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายอุตตม ตอบว่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่จะมาพูดได้ เมื่อถามว่าจะตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ นายอุตตมตอบว่า เวลานี้ยังไม่คิดตั้งพรรคใหม่ เมื่อถามว่าหากตัดสินใจทำงานการเมืองต่อจะไปด้วยกันทั้งหมดหรือไม่ นายอุตตมตอบว่า พวกตนทั้ง 4 คนทำงานมาด้วยกัน ผูกพันกันพอสมควร และจะมีต่อไปแน่นอน

    “สนธิรัตน์” ลั่นไม่คิดยึดติดเก้าอี้

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีตเลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวว่า พวกตนไม่ใช่นักการเมือง วันที่เดินเข้ามาตั้งพรรคเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่านประเทศ เวลานั้นเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์คือผู้เหมาะสมที่สุดเป็นผู้นำประเทศ นั่นคือที่มาของการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทั้ง 4 คน มาทำงานการเมืองเต็มที่เดินหน้าได้อย่างที่ตั้งใจ มาบัดนี้มองว่าบทบาทหน้าที่ทางการเมืองย่อมมีความเปลี่ยนแปลง พวกตนไม่คิดยึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ไม่ยึดติดทางการเมือง เราคือคนทำงาน ในฐานะรัฐมนตรีเราจะทำหน้าที่จนถึงที่สุด ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับนายกฯ เราไม่ไปก้าวล่วง เพราะอยู่นอกขอบเขต

    ขีดเส้นใต้ไว้เลยไม่คิดตั้งพรรค

    เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากถึงสมาชิก พปชร.หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า “พวกผมภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของพลังประชารัฐ จากคนที่ไม่เคยทำงานการเมือง ได้เข้ามาทำงานการเมืองมีส่วนสร้างจนเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอยากเห็นพลังประชารัฐเข้มแข็งเพื่อประชาชน การลาออกจากพลังประชารัฐ ไม่ได้หมายความว่าเราตัดขาดสายใยต่อกัน ไม่ได้ขัดแย้งหรือโกรธชังกัน” เมื่อถามย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ถอดใจการทำงานการเมืองหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า ตนกับนายอุตตมพูดตรงกันเสมอว่า การทำงานที่ผ่านมาคำว่าถอดใจไม่มี การทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล เราไม่ยึดที่ตัวเรา และตำแหน่ง แต่เรารู้ว่าปัจจุบันเราทำหน้าที่อะไร และจะทำให้ดีที่สุด และก่อนตัดสินใจลาออกได้เรียนให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ทราบแล้ว ท่านเป็นที่ปรึกษาให้กับพวกเราเสมอมา ได้ให้กำลังใจและเคารพในการตัดสินใจพวกตน ส่วนอนาคตเราไม่ทราบ “การทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคการเมืองเสมอไป เรา 4 คนผูกพันทำงานเป็นทีมเดียวกันมา มีอะไรก็ช่วยกัน เราพร้อมทำในบทบาทที่มีประโยชน์ แต่ไม่ได้คิดเรื่องการทำพรรค ขีดเส้นใต้ตรงนี้ด้วย”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าวทั้ง 4 คน มอบหมายให้ทีมงานไปยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการต่อนายทะเบียนพรรค

    “สิระ”จี้สี่กุมารคายโควตา รมต.

    นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พปชร. กล่าวว่า ขออวยพรให้ทั้ง 4 คนโชคดี แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว ควรคืนโควตารัฐมนตรีที่ตัวเองดำรงตำแหน่งอยู่กลับมาให้พรรคด้วย ขอเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ทั้ง 3 ท่านวันนี้ยังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในส่วนโควตา พปชร. ไม่ใช่ยังกั๊กตำแหน่งอยู่เช่นนี้ เพราะถือว่าวันนี้พวกท่านไม่มีสิทธิแล้ว และคนที่จะดำรงตำแหน่งแทนควรเป็นสมาชิกพรรคคนอื่น ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกท่านได้รับประโยชน์จากพรรคไปมากพอแล้ว เมื่อวันนี้ตัดสินใจเดินออกจากพรรค ควรคืนสมบัติที่เป็นของพรรคกลับคืนมาด้วย ทางนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการจากลากันอย่างสง่างาม ขอให้ท่านกระทำให้เหมือนกับคำพูดที่ท่านบอกว่าไม่ยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง

    ภาคเอกชนชี้ไม่มีผลกระทบอะไร

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การประกาศลาออกจากสมาชิกพรรค พปชร.ของกลุ่ม 4 กุมาร ถือเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง ไม่มีผลกระทบอะไรกับภาคเอกชน แต่เชื่อว่าการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของบุคคลเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนเดิม สิ่งที่ต้องติดตามคือจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ และปรับอย่างไร ภาคเอกชนคาดหวังว่าหากต้องปรับจริงตามกระแสข่าว ทีมเศรษฐกิจถือว่ามีความสำคัญที่ต้องได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เพราะการบริหารสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหามากที่สุดแล้ว เพราะได้รับผลกระทบโควิด-19 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาบุคคลเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีความสำคัญในระยะต่อไปมากในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติ

    แต่ขอทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้จริง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การลาออกของทั้ง 4 คน ไม่ได้เป็นอะไรที่เกินคาดหมายของเอกชน แต่สิ่งที่เอกชนมองข้ามช็อตคือจะมีการปรับ ครม.ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากได้ ครม.โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนได้ตามเดิม

    “บิ๊กตู่” นำคณะพบทีมไทยรัฐกรุ๊ป

    วันเดียวกันเวลา 09.30 น. ที่ห้องรับรองชั้น 7 อาคารกองบรรณาธิการ นสพ.ไทยรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมนายดิสทัต โหรตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เดินทางเข้าพบผู้บริหารเครือไทยรัฐกรุ๊ป ประกอบด้วย กองบรรณาธิการ นสพ.ไทยรัฐ กองบรรณาธิการเว็บไซต์ไทยรัฐ กองบรรณาธิการไทยรัฐทีวี นำโดยนายสราวุธ วัชรพล บรรณาธิการบริหาร นสพ.ไทยรัฐ เพื่อรับฟังมุมมองในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้นายกฯได้กล่าวให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อที่มีปัญหาพอสมควร คนรุ่นใหม่สนใจด้านสื่อออนไลน์ ที่เป็นการสื่อสารสองทางโต้ตอบกันได้ วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่หนังสือพิมพ์คือจิตวิญญาณที่คนเขียนถ่ายทอดออกมา ตนชอบอ่านหนังสือพิมพ์ วันนี้มาไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่ให้มารักหรือไม่รักตน แต่อยากมาฟังข้อเสนอในการขับเคลื่อนประเทศ โดยในวงพูดคุยมีการเสนอลงรายละเอียดในด้านการสร้างความปรองดอง การรวมพลังของฝ่ายต่างๆเพื่อฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในตอนท้ายนายกฯระบุว่าอยากทำทุกสิ่งที่เสนอมา โดยค่อยๆทำ นิวนอร์มอลทุกคนต้องปรับตัว ทั้งตน นักการเมือง ข้าราชการ และสื่อสารมวลชน จะเปลี่ยนหลักคิดตรงนี้อย่างไร มองให้ไกล มองให้กว้าง ทุกคนมองเฉพาะหน้ามากเกินไป ไม่มองอนาคต

    ประกาศลั่นเป็นนายกฯที่หนักแน่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบข้อซักถามถึงกรณีที่นายกฯต้องการให้ทุกภาคส่วนทำการเมืองนิวนอร์มอล แต่ขณะนี้ประชาชนมองเห็นความวุ่นวายในพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นนายกฯมีความหนักแน่นพอสมควร วันนี้ปัญหาอยู่ที่คน 2 กลุ่มปล่อยข่าวสู้กัน บางทีไม่ร้ายแรงหรอก เมื่อถามว่ามีผลต่อการปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ต้องดูว่าทำให้เกิดความวุ่นวายกับผม กับบ้านเมืองหรือไม่ ในส่วนของพรรคการเมืองเสนอรายชื่อตามโควตากลุ่มละ 7-8 คน ก็ต้องดูว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ไปตัดโควตาเขาไม่ได้ แต่ถ้าผมยืนยันไม่ให้ก็ต้องเปลี่ยนรายชื่อมา และถ้าถามว่าแลกกระทรวงเหรอ เขายอมไหมละ เป็นสัญญาสุภาพบุรุษในพรรคร่วมรัฐบาล ผมทำได้ก็ดีละสิ เพราะรัฐบาลไม่ได้มีเสียงข้างมาก ผมจะทำให้ดีที่สุด ขอให้เชื่อมั่นเถอะ”

    ใครอยู่ก็อยู่–ใครออกก็ออก

    เมื่อถามว่ามั่นใจที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐดูแลพรรค แต่วันนี้กลุ่ม 4 กุมารแถลงลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ออกก็ออกไม่เป็นอะไร ใครอยู่ก็อยู่ ใครออกก็ออก เพราะผมตามใจทุกคน ใครพอใจอยู่ก็อยู่ ออกก็ออก แต่ ไม่ใช่ว่าที่ออกเขาไม่ดี เขาทำงานดี แต่เป็นเรื่องของพรรคต้องบริหารงานกันเองให้ได้ ทุกคนไม่เห็นด้วยเป็นมติของพรรคก็ว่ากันไป ยืนยันทำงานกับผมสำเร็จมาด้วยกัน หลายอย่างอาจยังไม่เรียบร้อย 100 เปอร์เซ็นต์ แก้ไขปัญหายังได้ข้อยุติ บนที่ทุกคนทำงานร่วมกันกับผม”

    ตอกย้ำสถานะหัวหน้าทีม ศก.

    เมื่อถามว่านักลงทุนมองว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นหากนายอุตตม สาวนายน ลาออกจาก รมว.คลัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ลาออกก็มีคนทำ ผมก็เป็นหัวหน้าเหมือนเดิม จริงแล้วผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่ใช่เหรอ ข้อมูลผมก็ฟังจากที่ปรึกษา จากธนาคาร จากหอการค้า ผู้ประกอบการ ฟังข้อมูลทั้งหมดด้านเศรษฐกิจมหาภาค จุลภาค แล้วมาคัดกรอง การเมืองอย่ามองตัวเลขอย่างเดียว ต้องมองความเป็นหนึ่งของรัฐบาลทั้งคณะ ทั้ง ครม. สมมติถ้ากระทรวงนี้ไม่มีคนใช่ไหม คุณลาออกใช่ไหม ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีแทน ไม่ใช่ไม่มีรัฐมนตรีนะ แล้วนายกฯกำกับอีกทีหรือให้รองนายกฯลงมาดูก็ได้ในการบริหาร ถ้าไม่มีจริงๆก็ใช้ปลัดกระทรวง เพื่อให้การทำงานเดินได้ ทุกกระทรวงต้องผ่านเข้า ครม. รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผมต้องรับผิดชอบ บิ๊กป้อมท่านทำของท่านก็ทำดีอยู่แล้ว ช่วยผม ไม่เช่นนั้นผมต้องไปเองหรือเปล่า เป็นเรื่องของพรรค วันนี้พรรคพวกของท่านก็ทำงานกับผม ไม่มีปัญหาอะไร ให้มองภาพทุกอย่างเป็นปัญหาภายใน อย่าเอาปัญหาภายในมาเจอกับผมภายนอก เพราะผมกำลังบัญชาการรบตรงนี้อยู่”

    รับอ่อนพีอาร์ยุทธศาสตร์ชาติ

    ต่อมาเวลา 16.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการเดินสายพบผู้บริหารสื่อ ว่าเป็นการทำงานแบบนิวนอร์มอลไปพบทุกภาคส่วน สมาคมผู้ประกอบการต่างๆด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้สื่อรัก หรือเกลียด เพียงแค่ต้องการรับฟังแนวความคิดของผู้บริหารสื่อ ว่าประเทศไทยควรเดินหน้าอย่างไรใน 3 ปีข้างหน้า และจะแก้ปัญหาที่มีมายาวนานร่วมกันอย่างไร ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ หลายคนมีข้อสงสัยจากการพบสื่อ ก็มีปัญหาเรื่องความเข้าใจ แต่ตนไม่โทษสื่อ ถือว่าเป็นความบกพร่องของรัฐบาลและส่วนราชการ ที่ชี้แจงทำความเข้าใจไม่ได้ อยากให้มองย้อน 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปแล้ว บางคนอาจไม่รู้สึก จะสร้างการรับรู้แบบใหม่ให้เห็นในระยะต่อไป รวมถึงการใช้งบประมาณต้องตอบยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละข้อให้มีความก้าวหน้า ต้องมองบริบทโดยรวมถึงจะเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติคืออะไร

    ถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้

    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีกลุ่ม 4 กุมารลาออกจากพรรค พปชร. ว่า เคารพการตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องภายในพรรค “ส่วนผมเองก็ต้องเตรียมพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป วันนี้ขอให้เชื่อมั่นระบบบริหารราชการแผ่นดินของเรา เชื่อมั่นในตัวผม จะนำพาประเทศชาติในช่วงเวลานี้ไปให้ได้ ส่วนการปรับ ครม.เป็นวิถีทางการเมือง การเป็นพรรคร่วม รัฐบาลต้องพูดคุยเจรจากัน ยังไม่ได้ว่าใครจะเป็น ใครจะเข้า ใครจะออก ต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ตามกลไกทางการเมือง ขอให้ใจเย็นๆ” เมื่อถามว่าที่มีข่าวว่าเดือน ก.ย.จะปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า พูดเมื่อไหร่ว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.ย. ไม่เคยพูดเลย พวกคุณไปตีความกันเอง เมื่อถามย้ำว่าวางไว้จะเป็นช่วงเดือนไหน นายกฯตอบว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่ไม่ได้พูดว่าเป็นเดือน ก.ย. สื่อก็รู้ว่ายังมีวิกฤติอยู่ วันนี้ต้องทำงานกันไปก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องปรับก็จะปรับ ใครจะมาก็ต้องรักษากฎระเบียบ ที่สำคัญของการปรับ ครม.คือเพื่อความสงบเรียบร้อย เราอาจยึดมั่นตัวบุคคลเป็นธรรมดาในเรื่องของความเชื่อมั่น แต่สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าตัวบุคคลทำงานร่วมกันไม่ได้ มันก็อยู่ไม่ได้ ถูกหรือไม่

    กั๊กโควตา 4 กุมารดูตามเหมาะสม

    เมื่อถามว่าทำไมไม่กำหนดให้ชัดเจนว่าจะปรับ ครม.เมื่อไหร่ จะมีวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่งกันอีก พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า วิ่งกับใคร คนวิ่งมากๆ อาจไม่ได้ก็ได้ ใครจะวิ่งก็วิ่งไปเถอะ จะตัดสินใจด้วยตัวเอง คุยกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค เมื่อถามว่า เมื่อ 4 กุมารไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้วจะส่งผลต่อเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯตอบว่า เป็นเรื่องกลไกภายในพรรค สัดส่วนการเข้ามาเป็นรัฐมนตรีมาจากพรรค การเมืองเป็นอันดับแรก โควตาคนนอกก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง อย่าลืมว่าตนก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพปชร. ฉะนั้นสัดส่วนรัฐมนตรีก็ต้องฟังจากพรรคเป็นหลัก การจะนำคนนอกเข้ามาก็เป็นโควตาของเขา ซึ่งตนก็ขอเขามาและเขาก็ให้มาตรงนี้ รวมทั้งมีรัฐมนตรีหลายคนที่มากับตนด้วย เมื่อถามว่าการที่ 4 คนลาออกถือว่าเป็นโควตาของนายกฯใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เดิมเป็นเช่นนั้นอยู่ และเป็นตั้งแต่แรก แต่วันนี้ต้องไปดูว่าโควตาเหมาะสมแล้วหรือยัง ใครจะได้เพิ่ม ใครจะลดอย่างไรไปว่ากันอีกที เมื่อถามว่ากลุ่ม 4 กุมารจะได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า จะถามให้ได้สาระอะไรตรงนี้ ท่านเหล่านี้ทำงานกับตนมาตลอด มีความสำเร็จมากมายพอสมควร แต่ต้องไปดูว่ากลไกการเมืองว่ากันอย่างไร

    ปรับเท่าที่จำเป็นใครทำดีได้อยู่ต่อ

    เมื่อถามว่าการปรับ ครม.จะปรับใหญ่หรือจะปรับเฉพาะที่จำเป็น พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เท่าที่จำเป็น ใครทำงานดีอยู่แล้วให้เขาทำงานต่อ ที่ผ่านมาทุกคนทำงานดีทั้งหมด ไม่ได้ว่าใครไม่ดี เพียงแต่กลไกทางการเมือง และวิถีทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อถามว่าโควตาสัดส่วน ครม.ของนายกฯ คือเฉพาะตำแหน่งเดิมที่มีอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า “ผมถึงถามว่า เมื่อเอาเขาเข้ามาแล้ว จำเป็นจะต้องคืนเขาหรือเปล่า ต้องคืนเขาบ้างไหม จะมีคนนอกเข้ามาได้ตรงไหน ต้องไปคุยกันอีก ผ่านมา 1 ปีแล้วต้องคุยกันใหม่”

    ยกเครื่องทุกด้านรวมถึง ครม.ศก.

    เมื่อถามว่า จะต้องปรับทัพ ครม.เศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ครม.ใหม่ถ้าปรับก็ต้องปรับ ครม.เศรษฐกิจด้วย เพราะ ครม.เศรษฐกิจมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และสั่งเลื่อนประชุม ครม.เศรษฐกิจวันที่ 10 ก.ค.ออกไปก่อน แต่จะประชุมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งในและนอกระบบ รับฟังความคิดเห็นว่ามีแนวความคิดอย่างไร ถึงจะนำเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นี่คือการบริหารงานแบบนิวนอร์มอล เมื่อถามว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้มองคนนอกไว้จริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็มองไว้ทั่วทุกกลุ่ม ทั้งมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข เพราะต้องรับผิดชอบทั้ง ครม. เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า ครม.จะเป็นที่ยอมรับ นายฯตอบว่า พูดแล้วว่าการยอมรับเป็นเรื่องยากพอสมควร ต้องไปดูมิติอื่นด้วย เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเชื่อถือ บางส่วนที่อยากให้เข้ามาทำงาน เขาก็ไม่อยากจะมา แต่เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ทุกกระทรวงยืนยันว่ายังไม่ได้ทาบใครเลย

    เป็นไปไม่ได้พี่น้อง 3 ป.แตกคอ

    เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บ้างหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า พูดคุยกันมาตลอด นายสมคิดก็บอกว่าท่านเองก็พร้อมทุกเรื่อง เมื่อถามว่าแต่ที่ผ่านมามีกระแสข่าวโจมตีขย่มนายสมคิดบ่อยครั้ง ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีปัญหาระหว่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมเองก็ต้องดู มีการขย่มกันทั้ง 2 ฝ่าย สื่อก็รู้ว่าใครขย่มใคร อย่างไร วิธีไหน บางทีก็พูดกันไปเรื่อย สื่อก็เอาไปพาดหัวข่าว ผมก็ต้องดูว่าใครขย่มใคร ใครถูกใครผิด ผมตัดสินของผมเอง” เมื่อถามว่าที่ระบุว่าจะเปลี่ยนด้านความมั่นคงด้วย สาเหตุมาจากอะไร พล.อ. ประยุทธ์ตอบว่า พูดในภาพรวม ตนทำผิดพลาดอะไรในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ถ้าไม่ผิดแล้วจะเปลี่ยนทำไม เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวเสนอชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็น รมว.กลาโหมแทน พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า ใครเสนอ ต้องถามว่าใครเป็นคนเขียนข่าว ขอให้ฟังตน เมื่อถามว่า กระแสตีให้ 3 ป. แตกกันไม่มีทางเป็นไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์นิ่งเงียบก่อนที่จะกล่าวพร้อมส่ายศีรษะว่า “เป็นไปไม่ได้”

    พท.ซัดแค่อีเวนต์กลบปัญหา

    ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินสายพบผู้บริหารสื่อของนายกฯ คงกำลังทำตัวเป็นจอมเขียนจดหมาย โดยไม่จริงใจที่จะรอรับฟังคำตอบ ถ้าอยากฟังจริงสิ่งที่สื่อและสังคมเรียกร้องมาตลอดมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ ปรับนโยบายเศรษฐกิจ แม้แต่นโยบายปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งมาเองกับมือ เสนอมาก็ไม่เคยทำ กลับกระจุกทุกอย่างเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ เขียนจดหมายหา 20 เจ้าสัว เจ้าสัวตอบกลับแล้วนำสิ่งใดมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรมได้จริงบ้าง จนมาถึงรัฐบาลนิวนอร์มอล รวมไทยสร้างชาติ ก็วนรอบตัวเอง แล้วยังมาเดินสายพบสื่ออีก ทั้งที่ตอนยึดอำนาจเรียกสื่อไปปรับทัศนคติแกมข่มขู่หลายสำนัก วันนี้จะมาเดินสายพบสื่อเพื่ออะไร เพื่อกลบปัญหาการบริหารที่ผิดพลาดของตัวเอง อาจเป็นเพียงอีเวนต์เบี่ยงเบนความสนใจ

    “เรืองไกร” ยื่น กกต.ยุบ พปชร.

    ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นเรื่องขอให้ กกต.พิจารณาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. พร้อมแกนนำพรรค ที่ไปเทียบเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้มาเป็นหัวหน้าพรรคที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 92 วรรค 1 (2) โดยเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งศาลมองว่าเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เนื่องจากข้อห้ามของมูลนิธิ ข้อ 2.7 กำหนดห้ามใช้มูลนิธินี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง มีการโชว์ภาพตามที่ปรากฏในสื่อ และต่อมามีการเลือก พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค นักการเมืองจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ อาจจะรีบจนลืมดูข้อกฎหมาย แปลกใจที่ กกต.ยังเพิกเฉย ต่างจากกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ จึงมายื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบ

    “ชวน” ไม่นึกว่าจะนับองค์ประชุม

    ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเหตุการณ์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า ไม่คิดว่าจะมี ส.ส.เสนอนับองค์ประชุม เพราะเป็นวาระเพื่อทราบ ไม่ได้เป็นวาระที่ต้องลงมติ ประกอบกับเป็นช่วงโควิด ที่ขอความร่วมมือ ส.ส.ที่ไม่ได้อภิปรายให้อยู่นอกห้องประชุม จึงไม่แปลกที่ห้องประชุมจะมี ส.ส.นั่งอยู่ไม่มาก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ต้องการตำหนิใคร ในฐานะประธานฝ่ายนิติบัญญัติขอให้ทุกคนทำหน้าที่ในสภาฯให้ดีที่สุด ตามกรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ องค์ประชุมต้องประกอบด้วยทุกฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเตือนหลายคนว่าอย่าประมาท เพราะ ส.ส.คนใดคนหนึ่งอยากนับองค์ประชุมก็ทำได้ตามข้อบังคับ

    “สุทิน” ยันฝ่ายค้านไม่ได้ป่วน

    นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า หากฝ่ายรัฐบาลยังคงยืนกรานจะพิจารณารายงานการปฏิรูปประเทศ ฝ่ายค้านจะไม่ร่วมประชุมด้วย จะให้ ส.ส.รัฐบาลพิจารณาฝ่ายเดียว เรื่ององค์ประชุมแม้จะเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบก่อน ไม่เช่นนั้นเสียงข้างมากจะมีประโยชน์อะไร รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบก่อน เมื่อถามว่าการทำงานแบบนี้จะทำให้ฝ่ายค้านเสียหายเองหรือไม่ นายสุทินตอบว่า ฝ่ายค้านจะเสียถ้าใช้วิธีนี้โดยไม่มีเหตุผลประกอบ ถ้าเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแล้วเราไปนับองค์ประชุมชาวบ้านก็เสียประโยชน์ ดังนั้นฝ่ายค้านจะเลือกเอาเรื่องที่มีเหตุมีผล แต่กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่การนับองค์ประชุมพร่ำเพรื่อ แต่ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลไปคิดเรื่องการปฏิรูปกันจริงๆจังๆ

    “เสรีฯ” ฉะ ส.ส.ไร้ความรับผิดชอบ

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า เหตุสภาฯล่มเป็นเพราะ ส.ส.ไม่รับผิดชอบหน้าที่ แม้จะเปิดโอกาสให้ฟังการอภิปรายนอกห้องประชุมได้ แต่หลายคนถือโอกาสออกนอกพื้นที่สภาฯไปเลย ขณะนั้นตนอยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการฯ ส.ส.ต้องรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่และต้องพิจารณาตัวเองด้วย

    ฝ่ายรัฐบาลดันให้ผ่านไปจนได้

    ต่อมาเวลา 09.30 น. เริ่มการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2562 ที่ยังคงค้างวาระอยู่หลังเกิดเหตุสภาฯล่มไปเมื่อวันที่ 8 ก.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากฝ่ายรัฐบาลยังยืนยันจะนำวาระการปฏิรูปประเทศเข้าสู่ที่ประชุม ฝ่ายค้านไม่อาจอยู่ร่วมประชุมได้ ไม่ขอเป็นตรายาง เสียงข้างมากจะทำอะไรก็ทำแต่ฝ่ายค้านไม่ขอร่วมด้วย จากนั้น ส.ส.ซีกฝ่ายค้านพากันเดินออกจากห้องประชุม เหลือแต่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ในห้องประชุม นายสุชาติ ตันเจริญประธานในที่ประชุม จึงสั่งให้ดำเนินการประชุมต่อไป หลังจากใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานดังกล่าว

    “บิ๊กป้อม” รับรายงาน ปธ.วิป รบ.

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้รายงานเหตุการณ์สภาล่มแล้ว อยู่ที่สภานั่นแหละ แต่กำลังประชุมคณะกรรมาธิการอยู่ บางคนไม่รู้ว่ามีการเรียกนับองค์ประชุม เมื่อถามว่าต้องมีการเข้มงวด ส.ส.ของพรรคให้เข้าประชุมพร้อมเพรียงมากกว่านี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่ต้องเข้ม เพราะเขาอยู่ที่สภาอยู่แล้ว”

    กำชับ ส.ส.ต้องมีความรับผิดชอบ

    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการบริหารพรรค พปชร. กล่าวว่า หลังเกิดเรื่อง พล.อ.ประวิตรกำชับให้ ส.ส.ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ แต่ไม่ถึงขั้นไม่พอใจ การที่สภาฯล่มทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดี ประชาชนรู้สึกไม่ดี แต่ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา ตนก็อยู่ด้วยในช่วงนั้น ไม่มีใครคิดว่าจะมีการนับองค์ประชุม เพราะเป็นการพิจารณาวาระเพื่อทราบ ในอดีตน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยที่จะเสนอนับองค์ประชุมเมื่อถามว่าควรมีมาตรการลงโทษ ส.ส.ที่ขาดประชุมหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ตอบว่า พล.อ.ประวิตรให้นโยบายต่อวิปรัฐบาล และแกนนำพรรคไปดูว่าถ้าใครไม่มาเข้าร่วมประชุม หรือติดธุระอะไรก็ให้แจ้งล่วงหน้าไว้ก่อน เมื่อถามว่าจะมีการปรับปรุงการทำงานของวิปรัฐบาลหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ตอบว่า มีแน่นอน เพราะ พล.อ.ประวิตรให้นโยบายรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลแต่ละภาค กับวิปรัฐบาล ต้องไปหาวิธีดูแลให้รอบคอบกว่านี้ ทั้งนี้ การประชุมวิสามัญพรรควันที่ 10 ก.ค. จะมีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคเพื่อดูแลในแต่ละภาค พล.อ.ประวิตรตั้งใจแบ่งงานให้กรรมการบริหารพรรคแต่ละคนให้ชัดเจนว่าใครต้องทำหน้าที่อะไร ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว

    “ศรีฯ” จี้เอาผิด ครม.ไม่จริงใจปฏิรูป

    ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ขอให้เอาผิด ครม.ทั้งคณะ ตามที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตเรื่องวาระรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.2562 ไม่น่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่บังคับให้ ครม.แจ้งความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุก 3 เดือน แต่เหตุการณ์สภาฯล่มที่เกิดขึ้นปรากฏชัดเจนว่า ครม.ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ไม่รายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน แสดงให้เห็นว่า ครม.ไม่จริงใจต่อการปฏิรูปประเทศ อาจมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอาจฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

    กมธ.ป.ป.ช.บี้ ปส.สอย “ธรรมนัส”

    ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ได้เชิญ พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) และคณะ เข้าชี้แจงกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส พรหม–เผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่พัวพันกับคดียาเสพติด ในออสเตรเลีย โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กมธ.ป.ป.ช. ซักถามว่า ได้ติดตามรื้อคดีของ ร.อ.ธรรมนัส ให้รับโทษในประเทศหรือไม่ พล.ต.ท.ชินภัทรชี้แจงว่า เป็นคดีเก่าที่จบไปแล้ว ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ตนเป็น ผบช.ปส. ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ปส.ที่จะขอข้อมูลจากต่างประเทศ ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัสเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งไม่มีการประสานให้ตำรวจ ปส.ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนลงเลือกตั้ง จากนั้นที่ประชุมได้นำข้อมูลจากศาลออสเตรเลียให้ บช.ปส.ไปพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป

    “จรุงวิทย์” เผย ป.ป.ส.ไม่การันตี

    ต่อมาที่ประชุมได้เชิญ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าชี้แจงว่า กกต.ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส เช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่นส่งให้ 20 หน่วยงานเพื่อให้ตอบข้อมูลกลับมา แต่ยอมรับว่าไม่ได้รับข้อมูลตอบกลับจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีปัญหาในการตอบกลับข้อมูล หาก กมธ.เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีคุณสมบัติหรือมีความผิดจริงขอให้ยืนยันมายัง กกต. เมื่อ กกต.ไต่สวนแล้วเห็นว่ามีความผิดจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

    “สมชัย” แฉกลโกง ลต.ซ่อมลำปาง

    ต่อมานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เข้ายื่นข้อมูลรายงานและหลักฐานทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขต 4 ต่อ กมธ.ป.ป.ช. นายสมชัยกล่าวว่า ได้ใช้ความรู้ความสามารถในฐานะอดีต กกต. และพีเน็ต ออกแบบสอบถามกับประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง พบข้อมูลทุจริตแบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง มีผู้ใหญ่บ้าน 47% ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 37% อสม. 52% กำนัน 25.5%เช่น คอยเดินแจกเงินตามบ้านหัวละ 300 บาท รวมถึงผู้ใหญ่บ้านสำรวจทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ไม่อยู่ใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง เพื่อนำไปใช้สิทธิแทน ผิดตามมาตรา 78 โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง2แสนบาท และถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

    เปิดคลิปเสียงมัดผีกาบัตรแทน

    นายสมชัยกล่าวอีกว่า 2.รัฐมนตรี รองนายกฯ และกรรมการบริหารพรรคที่สัญญาว่าจะให้ อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่ไปตรวจราชการในเขตเลือกตั้งในช่วงที่มี พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว โดยรับปากสัญญาว่าจะให้โครงการต่างๆถึง 12 โครงการ อาทิ โครงการสร้างโรงอบสมุนไพร 16 ล้านบาท โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ปะ 150 ล้านบาท ไม่ระบุว่าใช้งบส่วนใด เมื่อไปตรวจสอบงบปี 63-64 ไม่พบโครงการดังกล่าว ขอฝากส.ส.ไปตรวจสอบด้วยว่าจะมีการนำงบโควิดมาใช้หรือไม่ ขอตั้งข้อสังเกตด้วยว่าก่อนเลือกตั้ง 2 วัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงไปประชุมกับข้าราชการ ที่ศาลาว่าการจังหวัดลำปาง จากนั้นไปประชุมกับประชาชน และกำนันผู้ใหญ่บ้านแก้ปัญหาภัยแล้ง ทั้งที่จังหวัดลำปางไม่ใช่พื้นที่ภัยแล้ง ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศไว้ ทั้งนี้ นายสมชัยได้เปิดคลิปเสียงอ้างว่าเป็นหลักฐานการสวมสิทธิในพื้นที่เลือกตั้ง

    พท.จี้ “อนุทิน” ฆ่าเชื้อทุจริต สปสช.

    นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะ กมธ.ป.ป.ช. แถลงว่า ได้รับข้อมูลการทุจริตในหน่วยงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เรื่องคลินิกอบอุ่นที่ให้บริการประชาชนบัตร 30 บาท รักษาทุกโรคในปี 2561 เฉพาะพื้นที่ กทม. ตามที่ สปสช.ได้เข้าไปเป็นคู่สัญญา พบความผิดปกติ 18 แห่งเรียกเงินคืนไปแล้วกว่า 72ล้านบาท กระทำเป็นขบวนการ มีการสวมชื่อคนที่ไม่เคยไปตรวจจริงแล้วนำไปสู่ขั้นตอนเบิกจ่าย ซึ่งคงจะได้รับความร่วมมือจาก 1.คลินิก 2.แล็บตรวจ 3.คนใน สปสช. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช.ควรตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555-2563 ควรให้ ผอ.สปสช.เขต 13ที่รับผิดชอบคลินิกในพื้นที่ กทม.ไปปฏิบัติราชการส่วนอื่นก่อน และต้องตรวจสอบคลินิกพื้นที่อื่นด้วย นอกจากนี้ยังพบผู้บริหารระดับสูงใน สปสช.ไปเปิดคลินิกอาจขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ประยุทธ์ จันทร์โอชาอุตตม สาวนายนสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์สุวิทย์ เมษินทรีย์กอบศักดิ์ ภูตระกูลข่าววันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้