ไลฟ์สไตล์
100 year

ก้าวไกลฉะงบฯกลาโหมลวงพราง เพื่อไทยซัดใช้ตกเขียว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 ก.ค. 2563 05:23 น.
SHARE

ตู่ปรามชัยวุฒิ-เบาๆหน่อย ป้อมเบรกพปชร.ไล่สมคิด ศาลรธน.ชี้สิระไม่ถึงกร่าง

“ลุงตู่-ลุงป้อม” รีบเบรกอารมณ์ลูกพรรค พปชร. “บิ๊กตู่” ปราม “ชัยวุฒิ” เบาๆหน่อย ยังไงก็อยู่ด้วยกัน “บิ๊กป้อม” สั่งแกนนำช่วยกันรักษาภาพพจน์พรรครัฐบาล “สมคิด” นิ่งไม่ตอบโต้ แต่ “ชัยวัฒน์” ฉะ “เฮียกวง” คิดเผาบ้านตัวเองให้ลูกพรรคตายหมู่ เล่นแรงนัดเพื่อน ส.ส.แซงก์ชันไม่คุยด้วย “เทพไท” เสี้ยมซ้ำ “สมคิด” หวังแซะ “บิ๊กตู่” ฝ่ายค้านเปิดฉากชำแหละงบฯ 3.3 ล้านล้าน “สมพงษ์” จวกสักแต่ว่าทำ คิดแบบโบราณคร่ำครึ ดักคอห้ามรีดภาษีไปตกเขียวล่วงหน้า “อนุดิษฐ์” เฉ่งสร้างฐานรัฐราชการ เย้ยรัฐบาลกำลังกลายเป็นพ่อค้าหาบเร่ขายงบฯให้กลุ่มทุน “พิธา” ซัดใช้เงิน 20 ล้านล้านละลายแม่น้ำ ก้าวไกลเหน็บงบฯกลาโหมลวงพรางซื้ออาวุธ ทำนายกฯต้องลุกโต้เป็นระยะ ป.ป.ช.ฟัน “ยิ่งลักษณ์” เด้ง “ถวิล”

ข่าวแนะนำ

กระแสกดดันภายในพรรคพลังประชารัฐต่อกลุ่ม 4 กุมารเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้น ส.ส.หลายคนออกมาไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้า พปชร. ต้องออกมาเบรกเกมให้เบาๆลงหน่อย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของพรรคและรัฐบาล

“ชัยวัฒน์” ฉะ “สมคิด” เผาบ้านตัวเอง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค.ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า อยากถามนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ยกโมเดลสิงคโปร์ที่ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ เพื่อหารัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น มีความคิดอะไรซ่อนเร้นไว้หรือไม่ ตนและ ส.ส.ในสภาฯ 500 คน ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อชาติบ้านเมือง ทำงานนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ส่วนที่เศรษฐกิจของไทยและทั่วโลกเป็นเช่นนี้ เพราะทุกประเทศต้องสู้กับไวรัสโควิด-19 ถ้านายสมคิดไร้ฝีมือก็ควรมีความละอายใจ และรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะนายสมคิดได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งถึงวันนี้ ก็เพราะบ้าน พปชร. แต่พอเห็นว่าฝีมือตัวเองจะไปไม่รอด จึงคิดเผาบ้านตัวเอง และหวังให้พวกเราซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆ ในบ้าน ตายหมู่ไปด้วย

ถามทำอย่างนี้เป็นลูกผู้ชายหรือไม่

นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ถามว่าทำอย่างนี้เป็นลูกผู้ชายอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมานายสมคิดมีแต่โชว์ภาพว่าเก่ง แต่ไม่เป็นรูปธรรมอะไรเลย ฝีมือไม่ถึงก็เปิดทางให้คนดี คนเก่ง มีความสามารถเข้ามาทำงานแทน ไม่ใช่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอย่างนี้ การที่นายสมคิดเสนอให้ยุบสภาฯ หรือจะเป็นไปตามข่าวว่าได้มีการตั้งพรรคการเมืองรอรับกลุ่มของพวกท่านแล้วใช่หรือไม่ หรือว่าจะเป็นตามข่าวว่านายสมคิดอยากเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงอยากให้เลือกตั้งใหม่เร็วๆ ถ้าเมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง ขอให้นายสมคิดเสนอตัวมาเลย อยากรู้ว่าใครจะไปอยู่กับพรรคของท่าน

นัดเพื่อน ส.ส.แซงก์ชันไม่คุยด้วย

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ขอร้องให้เลิกทำตัวเป็นคนเก่งที่สุดได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีอะไรที่ใหม่มานำเสนอพี่น้องประชาชนเลย มีแต่คำพูดที่เป็นการบั่นทอนจิตใจประชาชน บั่นทอนความรู้สึกของนักลงทุน พูดจาแบบนี้นักลงทุนที่ไหนจะกล้ามาลงทุนในไทย ได้คุยกับเพื่อน ส.ส.ในสภาฯแล้วว่าถ้านายสมคิดมาสภาฯจะไม่มีใครไปคุย หรือให้ความเคารพอีกต่อไป เพราะรับไม่ได้กับพฤติกรรมเช่นนี้

“บิ๊กป้อม” เรียก “ชัยวุฒิ” คุยแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีไม่ได้ไปร่วมประชุมพรรคเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า ป่วยไม่ได้หรือ มีเวลาจะเข้าไปเอง ส่วนกรณีมีสมาชิกหลายคนออกมาแสดงท่าทีขับไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯนั้น มีเพียงคนเดียวขออย่าพูดว่าหลายคน เรื่องนี้เป็นเรื่องในพรรคต้องมาพูดคุยกัน เป็นเรื่องของคนคนเดียวที่คิด เมื่อถามว่าพูดคุยกับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหาร พปชร. ที่ออกมาพูดแล้วหรือไม่ พล.ประวิตรย้อนถามว่า จะเคลียร์เรื่องอะไร เขาไม่ได้ตะเพิด สื่อใช้คำพูดมากเกินทำให้คนโกรธกัน ข้อเท็จจริงคือเขาไม่เข้าใจ เขาเข้าใจว่านายสมคิดจะไปยุบสภาฯ ทำให้ตกงานไม่มีงานทำ ส่วนตัวได้บอกนายชัยวุฒิแล้ว ไม่เป็นไรเป็นเรื่องภายในพรรค นายสมคิดเข้าใจดี เมื่อถามถึงความชัดเจนตำแหน่งรัฐมนตรีของกลุ่ม 4 กุมาร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ขอให้ไปถามนายกฯ ตนรู้เรื่องในพรรค จะไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร

สั่งคีย์แมนช่วยกันรักษาภาพพจน์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลัง พล.อ.ประวิตรเสร็จสิ้นภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตอนช่วงบ่ายแล้ว ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรค พปชร.แห่งใหม่ พร้อมเรียกประชุมแกนนำเป็นการภายใน อาทิ นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุม ส.ส.ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญพรรค เพื่อเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจาก กก.บห.ชุดเดิมสิ้นสภาพ มีการตั้ง กก.บห.ชุดใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาฯชุดนี้จะทำหน้าที่ครั้งแรกในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตรยังย้ำขอให้ทุกคนรักกัน สามัคคีกัน ไม่มีแบ่งกลุ่ม เป็นหนึ่งเดียว ต้องทำงานสนับสนุนรัฐบาล ที่สำคัญต้องระมัดระวังรักษาภาพพจน์ของพรรคและของรัฐบาล เนื่องจากเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ขอให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

“บิ๊กตู่” ปราม “ชัยวุฒิ” เบาๆหน่อย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากกรณีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กก.บห.พปชร. ออกมาไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ปรากฏว่าระหว่างการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้เดินเจอกับนายชัยวุฒิ จึงบอกกับนายชัยวุฒิว่า “เบาๆหน่อย ยังไงก็อยู่ด้วยกัน”

“สมคิด” ปิดปากนิ่งเรื่องการเมือง

ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ออกมาไล่ ไม่มีความเห็นเรื่องดังกล่าว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีความจำเป็นต้องแก้ไขอีกหลายเรื่อง วันนี้มาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์คลองอ้อมเกาะเพื่อการท่องเที่ยวทางน้ำของกองทุนหมู่บ้านท้องคุ้ง ม.4 ต.ปากจั่น อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจะเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะแรงงานที่ตกงานประมาณ 2 ล้านคน ดังนั้นสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ใช้ปั๊มน้ำมันเป็นจุดกระจายสินค้า

“วิษณุ” แจงไม่มีเจตนาให้ยุบสภาฯ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสมคิดเพียงแต่ชี้แจงโดยยกตัวอย่างกรณีของสิงคโปร์เท่านั้น แต่กลับมีคนไปโยงกล่าวหาว่าเป็นการโยนหินเพื่อให้มีการยุบสภา ซึ่งนายสมคิดยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกันเลย เป็นการพูดกับสื่อเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ออกมารุมจวก และไล่นายสมคิด ออกจากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบ ไปถามเขาเอง

ไม่รู้เรื่องข่าวรายชื่อโผ ครม.ลงตัว

นายวิษณุยังกล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ถึงขั้นส่งรายชื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติกันแล้ว ว่า ครั้งนี้ไม่ทราบเลยจริงๆ ระหว่างร่วมประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2564 ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าว และการปรับ ครม.นายกฯไม่จำเป็นต้องมาพูดคุยกับตน และเรื่องการสรรหารัฐมนตรีเป็นไปได้ที่นายกฯจะพิจารณาเพียงคนเดียว ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นขั้นตอนทางธุรการของทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ไม่ทราบจริงๆ นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวยืนยันว่า นายกฯยังไม่ได้ส่งรายชื่อมาให้ตรวจสอบ เรื่องรายชื่อเป็นเรื่องของนายกฯ ตนไม่ทราบ

“เทพไท” เสี้ยม “สมคิด” แซะ “บิ๊กตู่”

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแสดงความเห็นแบบโยนหินถามทางของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทั้งนักการเมืองหรือพรรคการเมืองไม่ควรมองข้าม เพราะคนอย่างนายสมคิดที่มีฐานะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ออกมาส่งสัญญาณเรียกร้องให้ยุบสภา น่าจะมีการประมวลข้อมูลหรือวิเคราะห์สถานการณ์รอบคอบแล้ว นายสมคิดเป็นหัวหน้ากลุ่ม 4 กุมาร ที่ผ่านมาทำนโยบายหลายอย่างที่เกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น่าจะมีการวัดคะแนน นิยมหรือผลสัมฤทธิ์มาแล้ว และคงเชื่อว่าความนิยมไม่ได้มีเฉพาะตัวนายกฯเท่านั้น ตัวนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็มีบทบาทเช่นกัน หากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่จริง นายสมคิดคงเชื่อลึกๆว่าสามารถเรียกคะแนนนิยม โกยคะแนนให้กลุ่ม 4 กุมารที่จะไปตั้งพรรคใหม่ได้แน่ หากเกิดความเปลี่ยนแปลงการเมืองในช่วงนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือได้เปรียบมากที่สุด คือ พล.อ.ประยุทธ์ และนายอุตตมเท่านั้น ที่ประชาชนรู้จักและกล่าวขานถึงผลงานเยียวยาแจกเงินให้ประชาชน 48 ล้านคน ถ้าแปรเป็นคะแนนจากกลุ่มเป้าหมายนี้แค่ร้อยละ 25 จะได้ถึง 12 ล้านเสียง มากกว่าคะแนนทุกพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

“บิ๊ก 3 ป.” ตบเท้าเข้าสภาฯพร้อมหน้า

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ทยอยเดินทางมาถึงรัฐสภาในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้ง 3 คน ได้ทักทายพูดคุยกันก่อนเข้าห้องประชุม ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์เพียงแต่ทำมือเป็นสัญลักษณ์ชี้ขึ้นไปบนห้องประชุม ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นทยอยตามมา ทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ทั้งหมดไม่ได้สัมภาษณ์ มีนายสมคิดที่หันมาให้ยิ้มให้ผู้สื่อข่าวเท่านั้น

“บิ๊กตู่” ห่วง ศก.ปี 64 เสี่ยงจะทรุดอีก

ต่อมาเวลา 09.30 น. การประชุมเริ่มขึ้น มีนายชวน หลีกภัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 วาระแรก วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ชี้แจงสาระสำคัญของร่างฯว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 5-6 สาเหตุหลักจากสงครามการค้า และผลกระทบจากโควิด-19 ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4-5 มีแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ภาคต่างประเทศ หลังการระบาดของเชื้อโควิด-19 ผ่อนคลายลง รวมถึงการฟื้นตัวของรายได้จากการส่งออก การท่องเที่ยว การผลิตภาคเกษตร และแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ ทั้งการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบฯ การเบิกจ่ายภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง มีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากสถานการณ์โควิดยังยืดเยื้อออกไป แต่มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากการระบาดเชื้อโควิด-19 ยุติลงสิ้นเชิงในไตรมาสแรกของปี 2564

แจงหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า งบปี 64 เป็นงบแบบขาดดุล กำหนดรายได้สุทธิ 2.67 ล้านล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลอีก 623,000 ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ 2.5 ล้านล้านบาท รายจ่ายลงทุน 674,868 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 99,000 ล้านบาท มีหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.2563 จำนวน 7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41.7 ของจีดีพี อยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ควบคู่ไปกับส่งเสริมการสร้างรายได้ประชาชนเพื่อกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนปฏิรูปประเทศและนโยบายสำคัญของรัฐบาล คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม เสถียรภาพ และความยั่งยืนทางการคลัง

“สมพงษ์” ไม่เอารีดภาษีไปตกเขียว

จากนั้นนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า วิกฤติด้านสาธารณสุขที่ถูกรับมือโดยมาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของรัฐบาล ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศไทย ได้รับผลกระทบน้อยในด้านการระบาดของโรค แต่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจกลับติดอันดับต้นๆของโลก อันเกิดจากมาตรการที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่มีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น ใช้มาตรการแบบสักแต่ว่าได้ทำ แต่ไม่มองถึงประสิทธิภาพที่ปลายทางที่ผิดพลาด งบปี 64 สำหรับภาวะวิกฤติต้องแตกต่างจากภาวะปกติ แต่การจัดงบของรัฐบาลกลับไม่ตอบ โจทย์ ใช้วิธีการเก่าๆโบราณคร่ำครึ มุ่งก่อสร้าง ขุดลอกคูคลอง จัดอบรมต่างๆเสมือนทำไปวันๆตามระบบรัฐราชการ และต้องไม่ถูกใช้ไปแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยนโยบายสารพัดแจกเพื่อหวังผลคะแนน เสียง และความนิยม เหมือนรีดภาษีประชาชนไปซื้อเสียงล่วงหน้าเพื่อตัวเอง

ขู่ถ้าไม่ปรับแก้ไขอาจไม่ให้ผ่าน

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า ขอย้ำว่าเราไม่อยากเห็นนโยบายชิม-ช็อป-ใช้ แจกเงินเที่ยว รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นทางผ่านของเม็ดเงินไปสู่กลุ่มทุนใหญ่ที่ใกล้ชิดรัฐบาล โดยใช้ภาษีประชาชนเป็นเครื่องมือ โดยสรุปงบ 64 ไม่ได้ตอบคำถามที่สำคัญในหลายๆข้อ อาทิ การรองรับแรงงานตกงานมหาศาล การจัดสรรระเบียบโลกใหม่ ห่วงโซ่การผลิตรูปแบบใหม่ รัฐบาลมียุทธศาสตร์แล้วหรือยังว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน หรือแค่คิดตื้นๆ แจกเงินไปเรื่อย เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ มีแผนการรับมือธุรกิจที่ล้มตายจำนวนมากอย่างไร วางแผนรับมือภาวะราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำอย่างไร มีงบประมาณสำหรับพัฒนาผลผลิตการผลิตต่อหน่วยของเกษตรกรหรือไม่ หรือแค่คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ แล้วเกษตรกรก็ยากจนแบบเดิมๆต่อไป คำถามเหล่านี้ไม่เห็นคำตอบอยู่ในงบ 64 หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ งบประมาณฉบับนี้ก็เรียกได้ว่าสักแต่ทำให้เสร็จๆอีกครั้ง เป็นอันตรายกับประเทศ หากไม่นำกลับไปแก้ไข ไม่อาจสนับสนุนให้ผ่านไปได้

“อนุดิษฐ์” เฉ่งสร้างฐานรัฐราชการ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาการจัดทำงบฯรายจ่ายประจำ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ วงเงินรวม 2.625 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณไว้ 2.677 ล้านบาท ถือว่าใกล้กันหากจัดเก็บภาษีได้ตามประมาณการ แต่หากจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ จะไม่มีเงินเหลือพัฒนาปรับปรุง หรือลงทุนเพิ่มรายได้ของชาติเลย ยกเว้นต้องไปกู้มาเพิ่ม ซึ่งตนเชื่อว่าไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า ขณะที่รายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจได้สร้างรัฐราชการเป็นใหญ่ ทำให้มีรายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างกองทัพไทย มีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภารกิจด้านการป้องกันประเทศที่ภัยคุกคามเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นการก่อการร้าย การมีกำลังพลมากเกินความจำเป็นเป็นภาระต่องบประมาณประเทศ และเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย แต่แทนที่จะลดกำลังพลที่ไม่จำเป็น แต่กลับให้มีวันเวลาทวีคูณกับทหาร ตำรวจ ชั้นนายพลทั่วประเทศ หรือการให้สองขั้นกับพวกที่มาช่วยงาน คสช.เกือบแสนล้านบาท

“พ่อค้าหาบเร่ขายงบฯให้กลุ่มทุน”

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังจะเสียฐานภาษีสำคัญ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหลายบริษัทกำลังจะปิดตัวในไทยย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่ต้นทุนถูกกว่า ถามว่ารัฐบาลเตรียมฐานการผลิตภาษีใหม่มาแทนหรือยัง หากยังปีหน้าจะกลายเป็นหายนะอีกเช่นกัน แต่กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ได้งบฯเพิ่มขึ้น 16,687 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกรองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้งบฯเพิ่มขึ้น 12,773 ล้านบาท เพื่อสร้างถนน เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า ที่ไม่ตอบโจทย์ของโลกภายวิกฤติโควิด-19 ขณะที่ฐานะการคลังของรัฐบาลมีความเปราะบาง และสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย รัฐบาลเหลือวงเงินที่จะก่อนหนี้ได้ภายในปี 2564 อีกประมาณ 750,000 ล้านบาท หากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะสูงจนกู้เงินไม่ได้อีกวันนี้นายกฯจึงกลายเป็นผู้นำของไทยที่กลายเป็น“บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำแห่งการก่อหนี้” ตัวเลขคนตกงานจะพุ่งเป็น 7-10 ล้านคน รัฐบาลได้เตรียมอะไรไว้แล้วบ้างนอกจากการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลกำลังจะกลายเป็นพ่อค้าหาบเร่ขายงบประมาณให้กลุ่มทุน

โต้ไม่มีทหารใครจะดูแลชายแดน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯชี้แจงว่า ที่ผ่านมามีการออกมาตรการเยียวยาฟื้นฟู การยืดภาษี ทำให้รายได้ลดลง แต่เราเตรียมมาตรการหารายได้ในวันข้างหน้า เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง การลงทุนอีอีซี เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ที่ผ่านมากิจกรรมใหญ่ๆเหล่านี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ในบ้านเรา เรื่องแผนงานงบปี 64 กระทรวงต้องทำรายละเอียดเสนอโครงการมา ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่ให้ เป็นการ บริหารที่เรียกว่าเอาใจใส่ ใช้สติปัญญาบริหาร ช่วงนี้คือช่วงการฟื้นฟูและส่งต่อ หลังจากนี้จะเข้มแข็งขึ้นด้วยการร่วมใจไทยสร้างชาติ คิดตรงนี้ซะบ้าง ขออย่างเดียวอย่าไปแทรกแซงการจัดทำงบระดับล่าง อย่ามีใครไปยุ่งตรงนั้นเด็ดขาด อย่ามายุ่งในกระทรวง ส่วนที่ระบุว่าทหารมีมากเกินไป ขอให้ไปดูว่าทหารไทยกับทหารชาติอื่นมีภารกิจต่างกัน ทหารไทยมีหน้าที่ทั้งการพัฒนา การป้องกันประเทศ ดูแลชายแดน ถ้าไม่มีกำลังพลจะเอาใครมาดูแทน มีสถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมาจะทำอย่างไร

“พิธา” ซัดใช้เงิน 20 ลล.ละลายแม่น้ำ

ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า งบฯปี 64 มูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท ต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่พล.อ.ประยุทธ์ใช้งบประมาณแผ่นดินครบ 20 ล้านล้านบาท ตั้งแต่บริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่น่าแปลกใจที่เงินมหาศาลนั้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้น้อยมากเพียง 3 ล้านล้านบาทเท่านั้น หากเรายังบริหารแบบเดิมแล้วคาดหวังว่าจะได้รับผลลัพธ์ใหม่คงเป็นไปไม่ได้ น่าเสียดายที่การจัดงบฯปี 64 ทำเหมือนประเทศไทยไม่มีวิกฤติ ไม่ได้ต่างอะไรกับงบฯปี 63 งบประมาณที่ตนและพรรคก้าวไกลจะเห็นชอบ ต้องสะท้อนว่ารัฐบาลใช้เงินเป็น หาเงินเป็นและกู้เป็น ต้องใช้จ่ายเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคต ไม่ใช่แค่การตัดถนน 2 แสนล้านบาท ต้องหารายได้จากภาษีคนบนยอดพีระมิดของสังคมให้มากขึ้น ไม่ใช่เอาจากคนรากหญ้า

เหน็บงบฯกห.ลวงพรางซื้ออาวุธ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอเรียกงบของกระทรวงกลาโหมว่าเป็น “งบลวงพราง” 1. 6 โครงการซื้ออาวุธที่ดูเหมือนจะถูกตัดออกไปแล้ว กลับไปอยู่ในงบรายจ่ายปี 64 เช่น โครงการเรือดำน้ำ การซื้อเครื่องบินกองทัพอากาศ 2.อำพรางงบผูกพัน มีการก่องบผูกพันมากมายมหาศาล เป็นราชาเงินผ่อน กระทรวงกลาโหมมีภาระต้องจ่ายงบประมาณผูกพันทุกโครงการสูงถึง 173,144 ล้านบาท เป็นความเสี่ยงทางการคลังที่ต้องพึงระวัง รัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องจ่าย โดย 22 โครงการเป็นงบผูกพันซื้ออาวุธ เกือบ 4,400 ล้านบาท และโครงการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานกว่า 1 พันล้านบาท เหตุใดไม่ชะลอไปก่อน คิดได้อย่างเดียวคือเค้กก้อนนี้แบ่งกันกินเรียบร้อยแล้ว ยกเลิกไม่ได้ 3.ธุรกิจอำพราง อาทิ รายได้จากสนามกอล์ฟ สนามมวย โรงแรม ปั๊มน้ำมัน สนามม้า เชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้ไม่มีใส่เข้ามาในเงินนอกงบประมาณของกองทัพ ไม่มีการนำส่งคืนคลัง ควรนำธุรกิจเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะให้โปร่งใส ถ้าไม่เปิดเผยแสดงว่าเป็นธุรกิจผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องลุกขึ้นชี้แจงอีกรอบว่า ได้ตรวจสอบจากสำนักงบประมาณแล้วงบผูกพันข้ามปีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทุกประการ การใช้งบผูกพันข้ามปีที่สะสมกันมาเพราะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องใช้เวลาผลิต ผ่อนชำระ และมีราคาแพง ที่ผ่านมากองทัพไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจัดซื้อยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันมียุทโธปกรณ์เก่าอยู่ 70-80% นับวันจะใช้ไม่ได้

เย้ย “บิ๊กตู่” ไปศึกษาหนี้ให้ถ่องแท้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ที่ตั้งงบขาดดุลเพิ่มขึ้นถึง 623,000 ล้านบาท เป็นตามแนวทางเดิมที่ทำมาตลอด 6 ปี ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด การคิดแบบเดิมคงไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ อีกทั้งแนวทางเศรษฐกิจของโลกจะเปลี่ยนไปหลังโควิด การยึดติดกรอบเดิมจะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยยากจะฟื้น ปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องจักรเดียวที่เหลืออยู่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควรต้องรื้องบประมาณมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ทั้งหมด งบที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องถูกตัดให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะงบทางการทหารและความมั่นคง แล้วทุ่มลงไปในการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเข้ากับโลกอนาคต นอกจากนี้อยากให้นายกฯที่เข้าใจเศรษฐกิจในระดับต่ำ ศึกษาเรื่องหนี้ 5 ประเภท คือ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้เสียในระบบการเงิน และหนี้นอกระบบ หากยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่หาทางแก้ไขไม่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ควรต้องพิจารณาตัวเองว่าเหมาะสมจะเป็นผู้นำประเทศต่อหรือไม่

ป.ป.ช.ฟัน “ยิ่งลักษณ์” เด้ง “ถวิล”

อีกเรื่อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯกับพวก ใช้อำนาจโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ เป็นการดำเนินการอย่างเร่งรีบรวบรัดแล้วเสร็จภายใน 4 วันเท่านั้น ทั้งกรณีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า การโยกย้ายนายถวิลถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระทำเอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ป.ป.ช.เห็นว่ามีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอื่นข้อกล่าวหาไม่มีมูล โดยให้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ศาล รธน.ชี้ “สิระ” ไม่เข้าข่ายกร่าง

ช่วงบ่ายที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ส่งความเห็นของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 57 คน ที่ขอให้วินิจฉัยสมาชิกสภาพการเป็น ส.ส.ของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) หรือไม่ จากกรณีที่แสดงพฤติกรรมและใช้วาจาไม่เหมาะสมกับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รอง ผกก.ป. สภ.กะรน และผู้บริหารเทศบาลตำบลกะรน ระหว่างเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 18-19 ก.ย.2562 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 เห็นว่ายังไม่เข้าลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ ใช้สถานะหรือตำแหน่ง เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการจนเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง

ไม่รับคำร้องเมีย “ผู้กองนัส” ถือหุ้น

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังพิจารณาคำร้อง ที่ประธานสภาฯยื่นคำร้องให้วินิจฉัยตามมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสามหรือไม่ ที่บัญญัติห้าม ส.ส.และคู่สมรสเป็นคู่สัญญาสัมปทานรัฐ ตามที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีที่ภริยาของ ร.อ.ธรรมนัส ถือหุ้นในบริษัท ตลาดคลองเตย (2551) จำกัด และบริษัท ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่มีลักษณะเป็นการเข้าทำสัญญาอันเป็นการผูกขาดตัดตอนตามรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย

“สิระ” ขู่เอาคืนฟ้องกลับ 57 ส.ส.

ด้านนายสิระให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่า ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ตนยังเป็น ส.ส.อยู่ ตนจะนำไปปรับปรุงและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศให้มากที่สุด โดยศาลวินิจฉัยว่าการเป็น ส.ส.ของปวงชนชาวไทยทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อประโยชน์ของประชาชนและรัฐ ซึ่งทำที่ไหนก็ได้ไม่ใช่เฉพาะเขต ทั้งนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูว่า ความผิดของผู้ร้องมีอะไรบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานในการเซ็นชื่อร้องโดยที่ไม่สอบข้อเท็จจริง ถ้าพบว่าผู้ร้องมีเจตนาหรือความผิดสำเร็จตามมาตรา 157 จะดำเนินคดีทั้งหมด ถ้าพบความผิดจริง เอาคืนแน่ ไม่ใช่เรื่องการจองเวรจองกรรม แต่เป็นเยี่ยงอย่างกับ ส.ส.ไม่ให้ไปกระทำกับรายต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ใช่ว่าจะร้องใครก็ร้อง เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายให้คนใช้ ต้องรับผิดชอบ

นายกฯปลื้มสัมพันธ์ 45 ปีไทย–จีน

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสครบรอบ 45 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความว่า ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เค่อเฉียง ที่ให้ความสำคัญส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สมกับภาษิตจีนที่ว่า “ไทยกับจีนใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน” 45 ปีที่ผ่านมาพัฒนาความสัมพันธ์ก้าวหน้าอย่างเด่นชัด นำมาซึ่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ปริมาณการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นถึง 3,000 เท่า การลงทุนสะสมมีมูลค่ามากกว่า 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนมากที่สุด ร่วมกันรับมือกับสถานการณ์โควิดด้วยจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอยืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับขยายขอบเขตหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านประยุทธ์ จันทร์โอชาประวิตร วงษ์สุวรรณพรรคเพื่อไทยข่าววันนี้

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 05:41 น.