ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    มรสุมปรับ ครม.ใหม่ ทิ้งปชช. ไว้ข้างหลัง?

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 มิ.ย. 2563 05:03 น.
    SHARE

    ทันทีที่สถานการณ์ “โควิด-19” ไม่มีการระบาด

    ในประเทศ “อุณหภูมิการเมือง” ก็ปะทุร้อนระอุขึ้น เมื่อมีสัญญาณ “นายกรัฐมนตรี” เตรียมปรับ “ครม.ชุดใหม่” ทำให้ก่อเกิดการ “เปิดศึกแย่งชิงอำนาจภายในพรรคร่วม” ในเส้นทางสู่การเปลี่ยนตัว “นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี” ที่กำลังสั่นคลอนถึงเสถียรภาพรัฐบาล

    เริ่มมีการเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคใหม่ “พรรคพลังประชารัฐ” และกรณี...ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน ลาออกจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการปรับคณะรัฐมนตรีให้เร็วยิ่งขึ้น

    คาดกันว่า...“จะถูกปรับเปลี่ยนนี้” มีตั้งแต่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รมว.แรงงาน รมว.คลัง รมว.พลังงาน และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีการยกเครื่องในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมช.เกษตรฯ รมช.ศึกษาธิการ รมช.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ เป็นต้น กลายเป็นว่า...การปรับ ครม.ใหม่ “ฝ่ายการเมือง” ต่างมุ่งหวังให้ขั้วอำนาจตัวเองมีตัวแทน “นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี” ครั้งนี้ด้วย ทำให้พี่น้องประชาชน กำลังเผชิญภัยในการระบาดของโรคโควิด-19 รอการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนี้

    เสมอเหมือนต้องถูกลืมไปชั่วขณะ...ทำนองว่า “โควิด-19 เอาไว้ก่อน” ตอนนี้ขอโฟกัส “ปรับ ครม.ใหม่” ส่วนเรื่องอื่นๆก็ให้รอกันไปก่อน...

    การปรับ ครม.ระลอกนี้ รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า เมื่อในประเทศไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่แล้ว ในทาง “ทัศนะทางการเมือง” ย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดกระแส “การปรับ ครม.” ขึ้น

    มีข้อสังเกตอยู่ว่า...การปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ มักไม่มีมูลเหตุ เกิดจาก “ตัวรัฐมนตรี” ผู้ที่รับผิดชอบเจ้ากระทรวง ในเรื่องของการทำงานไม่บรรลุตามเป้าหมาย แต่เป็นการปรับตามความต้องการ “ฝ่ายการเมือง”

    เพื่อให้ “ตัวเอง” หรือ “ตัวแทน” สามารถเข้าไปมีบทบาทในอำนาจทางด้านการบริหารประเทศ

    โดยไม่ใช้หลักการ “ประโยชน์ของชาติ” มาเป็นหลักตัวตั้ง ทำให้การ “ปรับ ครม.ใหม่” เป็นเสมือนสลับสับเปลี่ยนโควตากระทรวงกันเท่านั้น สำหรับเรื่อง “ผลงาน หรือคุณภาพ” ในการบริหารการทำงานทุ่มเทให้กับประเทศชาติ เพื่อปากท้องของประชาชน กลับกลายเป็น “ปัจจัยรอง” ที่ถูกนำมาสู่การพิจารณา...

    และหลักเกณฑ์พิจารณานี้ก็มีอยู่อย่างเดียว คือ “บุคคลใดสนับสนุนใคร” และ “กลุ่มการเมืองใดมีสมาชิกให้การสนับสนุนมากกว่ากัน” เมื่อ มีกระแส “ปรับ ครม.” ก็มักเกิดการ “ต่อรอง” หรือ “เสียงเรียกร้อง” ส่ง ตัวแทนกลุ่ม “ชิงเก้าอี้รัฐมนตรี”...ส่วนเรื่องปัญหาของประชาชน ที่ต้องได้รับการแก้ไข กลับไม่มีใครพูดถึงเลยด้วยซ้ำ

    ทำให้ “การเมืองไทย” ยังถูกมองว่า...“เป็นวัฒนธรรมสมบัติผลัดกันชม” มีกระแสปรับ ครม.มักมีแต่การ “โยกย้ายจับขั้วอำนาจ” เพื่อเป็นการ “ต่อรอง” ในเส้นทางชิงเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตา...

    ถ้าเปรียบเทียบกับ “การเมือง” ในประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว มักให้โอกาส “บุคคล” เน้นการทุ่มเททำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ หากตรงไหน ...คือ “จุดอ่อน” นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล...ก็จะมีการปรับปรุงแก้ไขจุดนั้นกัน เพื่อให้ “การบริหารประเทศ” เดินหน้ากันไปต่อแบบ “เป็นทีม”

    และจะไม่นิยมเปลี่ยนตัวฝ่ายบริหาร “กลางเทอม” ที่เกิดจากขั้วอำนาจออกมาเรียกร้อง หรือเกิดจากความไม่ชอบตัวบุคคล ยกเว้นมีสาเหตุผลของการ กระทำที่เกิดเป็นความผิดชัดเจน โดยเฉพาะ “การทุจริต” หรือ “ข่าวอื้อฉาว” และถ้าเกิดปัญหานี้ “รัฐมนตรีผู้นั้น” มักไม่รอให้มีใครมากดดัน ส่วนใหญ่จะสมัครใจลาออกกันเองทั้งสิ้น...

    ในส่วน “การเมืองไทย” ถ้าไม่พอใจ ก็มักเรียกร้องกดดันกันขึ้น เช่น คณะกรรมการบริหารพรรคลาออกยกชุด เพื่อเปิดช่องทางการจัดสรรอำนาจใหม่ จนถูกมองว่า...ใช้วัฒนธรรม “อำนาจกับตัวเงิน” ที่มีคำมั่นสัญญาที่เคย ให้กันไว้เป็นตัวตั้ง ทำให้ “คนดีมีความสามารถ” ไม่มีพื้นที่โอกาสเข้า “นั่งทำงาน” เพื่อประเทศชาติกัน

    ทว่า...สถานการณ์เกิดโรคระบาดเช่นนี้ที่กำลังจะมีการ “ปรับ ครม.” มองว่า ถ้าเป็นเรื่อง “รัฐมนตรี” บริหารผิดพลาดส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ก็เป็นความชอบธรรมของ “นายกรัฐมนตรี” ในการประกาศปรับ ครม.ใหม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีกระแสการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ตรงเป้า...ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

    แต่เพราะมีปัจจัย “วัฒนธรรม” มักนิยมเปลี่ยนตัวคนมากกว่า “การแก้ไข” ประกอบกับบางคนในพรรคร่วมต่างจับจ้องต้องการขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นปัญหาของนักการเมือง โดยที่มีตัว “คำสัญญา” มาเป็นที่ตั้ง ทำให้ถึงเวลาต้องปรับ ครม.ใหม่ แต่หลงลืมคิดถึง “ปัญหาประชาชน” ที่กำลังรอการช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้...

    เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคน “หมกมุ่น” ในการรักษาตำแหน่งทางการเมือง “คงไม่มีกะจิตกะใจ” ลงพื้นที่ดูแลประชาชนที่กำลังเผชิญกับโรคระบาด

    กลายเป็นช่วงนี้ “นักการเมือง” ใช้เวลาส่วนใหญ่เดินสายรวบรวมกลุ่มอื่น “ล็อบบี้” มีกลไกของ ส.ส.เป็นผู้สนับสนุน ที่ไม่ใช่การหารือปัญหาปากท้อง ของชาวบ้าน แต่เป็นปัญหาส่วนตัวทั้งสิ้น

    ดังนั้น ทั้ง...“ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล” ต้องร่วมมือแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศนี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน เพราะยังมี “ปัญหาก้อนใหญ่รอฟื้นฟู” ทั้งภาคเกษตร ธุรกิจ การศึกษา รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ในการฟื้นฟูต้องใช้บุคลากรมีศักยภาพและความสามารถ ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างบูรณาการ อีกทั้งมีความจำเป็นที่ใช้งบประมาณ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างถูกต้อง ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง

    และมีข้าราชการกระทรวง ทบวง กรม ทำหน้าที่เสมือน “เฟืองสำคัญ” ขับเคลื่อนช่วยเหลือให้ได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะ “หน่วยงานท้องถิ่น” ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน

    แต่ก็มีความห่วงใย...“การเลือกตั้งท้องถิ่น” ที่ยังขาดงบประมาณ ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกดองเค็มมาเป็นเวลานาน มีผลกระทบต่อการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น อาจเกิดการสะดุดขึ้นได้ด้วย

    ประเด็นสิ่งสำคัญ...ในการ “ปรับ ครม.” นี้ คือต้องนำผลงาน “ตัวบุคคล” เป็นตัวตั้ง เพราะ “หัวหน้าโต๊ะ” ที่ตรวจการบ้าน “รัฐมนตรี” ย่อมรู้ได้ว่า “คนใดทำงานตรงตามเป้า” ถ้าการทำงานได้ดีตามเป้านั้น ก็ต้อง “ทำการเมืองให้เสถียร” ซึ่งการปรับคณะรัฐมนตรีบ่อยๆ มักส่งผลกระทบต่อการบริหารในกระทรวง ทบวง กรมนั้นๆตามมา...

    ต้องยอมรับว่า...ระบบข้าราชการประจำ ก็มีอยู่หลายกลุ่ม และยังต้องพึ่งพาขั้วอำนาจฝ่ายการเมืองอยู่เสมอมาเช่นกัน อาจทำให้การทำงานตามนโยบายไม่ต่อเนื่องขึ้นก็เป็นไปได้...

    สำหรับ “วิกฤติโควิด–19 นี้” มีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่การฟื้นฟูคงต้องใช้เวลา และมีงบประมาณมาสนับสนุน ดังนั้นตามหลัก...“ประชาชนคนใด” สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็ต้องทำไปก่อน เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เลวร้ายมาก ส่วน “ภาครัฐ” ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเร่งด่วนด้วย

    การดำเนินการช่วยเหลือล่าช้า ก็อาจเปรียบเทียบเสมือน...“คนป่วยโรคหัวใจ” เมื่อหัวใจหยุดเต้นนานเพียงใด ก็ย่อมส่งผลต่อคนไข้มากเท่านั้น ถ้าถึงมือแพทย์ให้การช่วยเหลือได้เร็ว จะทำให้ร่างกายฟื้นเร็วเช่นกัน

    ยอมรับว่า...การแก้ปัญหา “การระบาดโควิด-19” นี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐาน “บุคลากรทางการแพทย์” ที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ในการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมไม่ให้ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยเฉพาะ อสม. ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ เฝ้าระวังป้องกัน คัดกรองภาวะสุขภาพประชาชนถึงประตูบ้าน ที่ไม่มีประเทศใดมีระบบนี้ด้วยซ้ำ จนเป็นกลไกขับเคลื่อนด้านสาธารณะในชุมชนได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งมี “ฝ่ายการเมือง” คอยเสริมสนับสนุน “เป็นตัวกลาง” ในการประสานองค์กรให้เกิดการบูรณาการ...

    จนสามารถประกาศ “ยกเลิกเคอร์ฟิว” และ “คลายล็อกเฟส 4” เพื่อให้ กิจกรรมด้านเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิต สามารถขับเคลื่อนได้สะดวกยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ดี สุดท้ายนี้ “ประเทศไทย” คงต้องก้าวผ่าน “การเมืองแบบเก่า” เข้าสู่ “การเมืองมีคุณภาพ” เพราะเป็นเรื่องปากท้องประชาชน ต่างหวังพึ่งพา “คนดี มีความสามารถ” ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในภายภาคหน้า...

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1ปรับ ครม.ครม.ชุดใหม่รัฐมนตรีเก้าอี้รัฐมนตรีพลังประชารัฐพรรคร่วมรัฐบาล

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 00:48 น.