ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "สมคิด" ลงจากหอคอย ถามเบื่อมั้ย ศึกงัดข้อพรรคพลังประชารัฐ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 มิ.ย. 2563 05:23 น.
    SHARE

    ‘บิ๊กตู่’ ส่งสัญญาณ ไม่ให้มีปัญหาอีก! แค่นี้ก็วุ่นวายแล้ว พท.กังขา-นายกฯ รวบงบ 9 หมื่นล้าน

    “ประยุทธ์” เบรกศึกใน พปชร.พอได้แล้ว ปรามอย่ามีดราม่าออกมาอีก ยื้อปรับครม.ยังอีกขั้นตอน ต้องดูภาพรวมหารือกับพรรคร่วมฯ กำชับ ครม.ระวังใช้จ่ายเงินกู้ให้ตรงเป้า “ประวิตร” ยิ้มเผล่อุบไต๋นั่งหัวหน้าพรรค ปัดไม่มีอะไรแล้ว “สมคิด” เซ็งการเมืองกระทบชิ่งถามสื่อเบื่อมั้ย แทงกั๊กไขก๊อกบอกเหตุการณ์ยังมาไม่ถึง “สิระ” ซัดขาใหญ่หยุดโชว์ขุมกำลังสร้างความแตกแยก เสี้ยม “อุตตม-สนธิรัตน์”ระวังคนใกล้ตัวแทงกันเอง ออกหน้าหนุนแต่ลงชื่อไล่ “ธรรมนัส” จวกบางกลุ่มสร้างเรื่องเขย่าหวังยึดเก้าอี้ รมต. “ณัฏฐพล” มั่นใจหลังมี กก.บห.ใหม่ปรับ ครม. ส.ว.ผ่านฉลุย 3 พ.ร.ก.กู้เงินหวั่นเหลือบรุมทึ้งงบฯโควิด พท.จี้ รบ.หนุนร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ก.ม.เงินกู้ “เจ๊หน่อย” ข้องใจนายกฯรวบงบกลาง 9 หมื่นล้าน “เรืองไกร” ยื่นนายกฯ-รมว.คลัง สั่งสรรพากรรีดภาษี “บิ๊กป้อม” ยืมนาฬิกาหรู

    การช่วงชิงอำนาจปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐเดินหน้าไปอย่างเข้มข้นเพื่อกดดันให้มีการปรับ ครม.โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุเป็นเรื่องภายในของพรรคพลังประชารัฐต้องไปคุยกันเอง พร้อมปราบไม่ให้มีปัญหาขัดแย้งอะไรอีก ส่วนการปรับ ครม.เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ยังสงวนท่าทีต่อการเตรียมขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

    “บิ๊กป้อม” ยิ้มแฉ่งอุบนั่ง หน.พปชร.

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบบเต็มคณะ โดยเวลา 08.10 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เมื่อผู้สื่อข่าว กระเซ้าถามว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่เป็นอย่างไร เมื่อถามว่า ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐจบแล้วหรือยัง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีอะไรนี่ ไม่มีอะไรแล้ว” เมื่อถามว่า พรรคจะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคเมื่อไหร่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตามกฎหมาย พรรคการเมืองจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ภายใน 45 วัน เมื่อถามต่อว่า พร้อมเป็นหัวหน้าพรรคแล้วหรือยัง และหนักใจอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรยิ้มพร้อมกล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา จะไปตอบแทนเขาได้อย่างไร เมื่อถามอีกว่า ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายกฯรับทราบหรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ตอบคำถามนี้

    “สมคิด” ประชดถามสื่อเบื่อมั้ย

    ต่อมาเวลา 09.10 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีปัญหาความ ขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังกรรมการบริหารพรรคลาออกเกินกึ่งหนึ่งทำให้นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง พ้นสภาพเป็นหัวหน้าพรรคและนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน พ้นสภาพเลขาธิการพรรคว่า เป็นเรื่องภายในพรรคที่พี่ๆน้องๆต้องไปนั่งคุยกัน น่าเสียดายน่าจะเอาพลังไปใช้ในทิศทางที่ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองมากกว่า อยากให้พูดคุยกัน เมื่อถามว่า ได้แนะนำอะไรไปหรือไม่ นายสมคิดตอบว่า ไม่ได้แนะนำขณะที่นายกฯและตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรค การเมือง เพียงแต่อยากให้กำลังใจคนทำงาน เพราะที่ผ่านมาทุกคนทำงานหนัก วันนี้ พ.ร.ก.แก้ปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านสภาฯเรียบร้อย เงินช่วยเหลือก็ไปถึงพี่น้องประชาชนแล้ว แต่วันข้างหน้ายังมีอุปสรรคอีกเยอะ อยากให้คิดถึงตรงนี้ให้มากๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรกัน ทันทีที่นายสมคิดพูดจบได้ถามสื่อว่า “เบื่อมั้ย” ผู้สื่อข่าวได้ถามกลับไปว่า แล้วอย่างนี้จะทำงานด้วยกันต่อได้หรือไม่ นายสมคิดยิ้มก่อนตอบว่า “ผมไม่ทราบในเรื่องนี้ ผมไม่ได้บ่นแค่ถามว่าเบื่อมั้ย”

    กั๊กไขก๊อกบอกเหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

    เมื่อถามว่า การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารครั้งนี้ส่วนใหญ่มีที่เป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อการปรับ ครม.ด้านนี้หรือไม่ นายสมคิดตอบว่า “ไม่รู้ สื่อถามเองก็ต้องคิดเอง” เมื่อถามว่า ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงกับนายอุตตม จะยังทำงานใน ครม.นี้ต่อไปหรือไม่ นายสมคิดตอบว่า “เหตุการณ์ข้างหน้ายังมาไม่ถึง ซึ่งถามยากมาก” เมื่อถามว่านายอุตตมและนายสนธิรัตน์ มาปรึกษาอะไรหรือยังว่าจะอยู่ต่อหรือไขก๊อก นายสมคิดกล่าวว่า ไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้ ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว เรื่องภายในพรรคต้องหารือกัน ใช้พลังของพรรคสร้างประโยชน์กับบ้านเมืองจะดีกว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพอพูดจบนายสมคิดได้เปรยขึ้นว่า “น่าเสียดายนะ” เมื่อถามว่าได้คุยกับนายกฯ หรือ พล.อ.ประวิตรในเรื่องนี้แล้วหรือยัง นายสมคิด กล่าวว่า “ไม่ได้พูดคุยกันเลยครับ บอกแล้วว่าผมและนายกฯไม่ได้อยู่พรรคการเมือง กับท่านประวิตรเจอกันทุกวันก็ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ คิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนนับถืออยู่แล้ว”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่านายสมคิดตั้งใจลงมาให้สัมภาษณ์สื่อ ต่างจากปกติที่มักจะหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง โดยระหว่างให้สัมภาษณ์นายสมคิดยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม

    พลิ้วไม่มีอะไรคาใจกันแล้ว

    ต่อมาเวลา 12.20 น. ภายหลังการประชุม ครม. ระหว่างนายสมคิดเดินทางกลับจากตึกสันติไมตรี มาหน้าตึกบัญชาการ 1 กลับห้องทำงาน เมื่อถูกถามว่าได้มีโอกาสพูดคุย พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรบ้างหรือไม่ นายสมคิดยกมือปฏิเสธ ตอบคำถามก่อนผู้สื่อข่าวจะถามว่า “ถามจริงๆ มีอะไรคาใจกันหรือไม่” นายสมคิดตอบว่า “ไม่มีครับ” ก่อนเลี่ยงด้วยการถามสื่อว่า รับประทานข้าวแล้วหรือยัง จากนั้นเดินเข้าห้องทำงานทันที

    “ด้ามขวาน” ไม่ขัด “ลุงป้อม” นั่ง หน.

    นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแกนนำกลุ่มด้ามขวานไทย เปิดเผยว่า บ่ายวันที่ 2 มิ.ย. สมาชิกกลุ่มด้ามขวานไทยนัดหารือกันถึงความขัดแย้งในพรรคเห็นว่าการแก้ปัญหาภายในพรรคต้องยึดข้อบังคับพรรค ใครจะขัดแย้งอะไรกับใครว่ากันไป แต่ขอให้เป็นปัญหาในพรรค ภายในครอบครัว ไม่ควรเป็นเรื่องไปกวนใจรัฐบาลและกวนใจ พล.อ.ประยุทธ์ เดี๋ยวจะทำให้ประชาชนเครียด กลุ่มด้ามขวานไทยไม่ทะเลาะกับใคร ไม่อยากทำลายสมาธินายกฯแก้ปัญหาโควิด ส่วน พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้ติดใจอะไรถ้าสมาชิกพรรคเลือกและเห็นว่าเหมาะสมเป็นได้อยู่แล้ว เพราะเป็นที่เคารพและเชื่อถือของสมาชิกพรรค ไม่มีปัญหา ไม่มีข้อห้าม ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลย

    “สิระ” ซัดหยุดโชว์พลังปั่นแตกแยก

    นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐได้ลาออก 18 คน ว่า ขั้นตอนการเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าและเลขาพรรครวมถึงกรรมการบริหารพรรค กำลังเดินไปอย่างถูกต้องตามข้อบังคับพรรค ขอให้สมาชิกพรรคทุกคนหยุดเล่นเกมสร้างความแตกแยกอีก เมื่อถึงวันประชุมใหญ่พรรคทุกอย่างจะเข้าสู่หลักประชาธิปไตย ต่างคนต่างมี 1 เสียง ที่จะเลือกให้ใครมาเป็นหัวหน้าหรือเลขาธิการพรรค วันนี้ไม่มีประโยชน์ที่ต้องมาวัดขุมกำลังกัน รอให้ถึงวันนั้นจะรู้เองว่าสมาชิกส่วนใหญ่ไว้ใจให้ใครมาทำหน้าที่ เมื่อผลที่ประชุมใหญ่ออกมา สมาชิกทุกคนเลือกแล้ว ฝ่ายไม่เห็นด้วยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ อย่าทำตัวเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่สมควรที่จะเป็นนักการเมืองที่เข้ามาดูแลประชาชนและประเทศชาติ ในเมื่อระบอบประชาธิปไตยยังเคารพกันไม่ได้

    สะกิด 2 กุมารระวังคนใกล้ตัวแทงหลัง

    “ขอฝากไปถึงนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังและรักษาการหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและรักษาการเลขาธิการพรรค ขอให้ดูคนรอบข้างให้ดี บางคนไว้ใจไม่ได้ ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง อย่าตกเป็นเหยื่อ เพราะเท่าที่ผมเห็นมีคนบางกลุ่มที่ทำตัวเหมือนให้การสนับสนุนทั้งนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ แต่กลับลงชื่อไล่ทั้ง 2 ท่าน ด้วยการเซ็นลาออกจากกรรมการบริหารพรรคด้วย ตรงนี้ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่อย่างนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ รู้เท่าทันหรือไม่ จึงเป็นห่วงว่าจะถูกคนข้างตัวแทงกันเอง” นายสิระกล่าว

    ไล่ “อุตตม–สนธิรัตน์” พิจารณาตัวเอง

    นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐที่ลาออก กล่าวว่า สถานการณ์ภายในพรรคพลังประชารัฐเป็นเรื่องปกติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นเหตุผลภายในพรรค ที่ตนลาออกเพื่อให้พรรคเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมั่นคง มาอยู่พรรคพลังประชารัฐเพราะว่าพรรคเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ส่วนนายอุตตม หรือนายสนธิรัตน์ไม่ได้สนิทสนม ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หัวหน้าและเลขาธิการพรรคไม่ควรยึดติดกับตำแหน่งนี้ ถ้าคนในกรรมการบริหารพรรคเกินครึ่งไม่ยอมรับ ควรเป็นสุภาพบุรุษ ถ้ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ท่านต้องหยุดแล้วไปพิจารณาวิเคราะห์ตัวเองมากกว่าว่าอดีตที่ผ่านมาท่านทำอะไรไว้ ถึงทำให้กรรมการบริหารพรรคเกินครึ่งไม่เอาตามระบอบประชาธิปไตยต้องยอมรับเสียงส่วนมาก ไม่ใช่คนนั้นคนนี้มาพูดว่าเป็นช่วงเวลาไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ธุรกิจกิจการห้างร้านต่างๆต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่ได้ พรรคพลังประชารัฐเองคิดเหมือนกันว่าถ้าจะให้อยู่ต่อไปได้ และอยู่โดยมีคุณภาพต้องเปลี่ยนแปลงหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ทำไมต้องยึดติดกับตำแหน่ง

    “ธรรมนัส” ฉะบางคนสร้างเรื่องปรับ ครม.

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐที่ลาออก กล่าวถึงกรณีลงชื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรค ว่า เนื่องจากได้รับการประสานจากผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง เมื่อได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นว่าช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา มีข่าวความเห็นต่างและความขัดแย้งในพรรคมาก ส่งผลกระทบต่อการทำงานและความเป็นเอกภาพของรัฐบาล เพราะคนที่ถูกกดดันมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี มีหน้าที่แก้ไขปัญหาผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 ให้ประชาชน ก่อนหน้านี้สื่อพยายาม จับกลุ่มจัดแบ่งเป็นสายโน้นสายนี้ กลุ่มตนถูกจับตาเป็นพิเศษว่าเป็นตัวแปร หากอยู่ฝ่ายไหนฝ่ายนั้นจะมีเสียงเพิ่ม จนถูกจับไปอยู่ทั้ง 2 กลุ่มทั้งที่ตนคือพลังประชารัฐ

    “ดังนั้นเมื่อผมลาออกจะนำไปผูกโยงว่าอยู่ฝ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะทำให้กลุ่มนายอุตตม ไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้มีคนบางคนพยายามสร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดความขัดแย้งโดยมีตนอยู่ตรงกลาง จึงอยากให้สังเกตว่ามีคนบางกลุ่มที่ขับไล่นายอุตตมมาตลอด แต่ไม่ลงชื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรค นั่นหมายความว่ามีคนวางแผนให้เกิดความขัดแย้งเพื่อให้มีการปรับ ครม. ตัวเองจะได้ตำแหน่งที่หวังไว้” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

    “ตั้น” มั่นใจหลังมี กก.บห.ใหม่ปรับ ครม.

    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือตั้น รมว.ศึกษาธิการ และเป็น 1 ใน 18 กรรมการบริหารพรรคประชารัฐที่ลาออก กล่าวว่า ยืนยันพลังประชารัฐ ไม่มีความขัดแย้งอะไรกันแล้ว มันจบลงแล้ว การปรับโครงสร้างบริหารพรรคต้องดูความเหมาะสมขับเคลื่อนพรรคเป็นอันดับ 2 พยายามจะเป็นอันดับ 1 ต้องพยายามสร้างความมั่นคงไปเรื่อยๆ ต้องปรับการบริหารจัดการไป ขอให้มองกันในแง่ดีตรงนั้นดีกว่า เชื่อว่ายังพูดคุยกันได้อยู่ในช่วง 45 วันนี้ก่อนเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ไม่อยากให้มองเป็นความขัดแย้ง ภาพที่เห็นเป็นความมั่นคงด้วยซ้ำไปที่พรรคอยากขับเคลื่อนไปข้างหน้า มั่นใจว่าไม่ถึงขั้นแตกหักกัน ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานภาพรวมของสภาฯและ ครม.ส่วน พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ที่ประชุมจะดูแนวทางความเหมาะสม ในที่ประชุม ครม.นายกฯไม่ได้พูดถึงการปรับ ครม. แต่ตนว่าการปรับ ครม.คงอีกนานอย่างน้อย 45 วันก่อนที่พรรคจะมีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

    “อิทธิพล” ตีกันผู้บริหารพรรคไม่ผูกกับ รมต.

    นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม และกรรมการบริหารพรรค พปชร.ที่ไม่ลาออก กล่าวว่า เมื่อนายทะเบียนพรรครับเอกสารแล้วจะแจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอทราบว่าจะจัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีได้เมื่อใด ภายใน 45 วัน ไม่มีอะไรหนักใจ ส.ส.พบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เมื่อถามว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค จะกระทบเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่าคงเป็นคนละส่วนกัน นายกฯรับทราบถึงการลาออก ของกรรมการบริหารพรรคแล้วก็สุดแท้แต่นายกฯคงต้องโฟกัสงานที่แต่ละคนได้รับมอบหมาย ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคกับรัฐมนตรีไม่ได้ผูกกัน การคัดสรรกรรมการบริหารพรรคจะดูจากตัวแทนสมาชิกรายภาค กฎหมายพรรคการเมืองเปิดช่องไว้อยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ มีผลอย่างไรตามมาขึ้นอยู่กับการหารือทิศทางของพรรค ขึ้นอยู่กับผู้บริหารต้องมองภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันและประชาชนด้วย ส่วน พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นหัวหน้าพรรค สมาชิกพรรคทุกคนยอมรับอยู่แล้ว ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

    “บิ๊กตู่” ไม่เรียกเคลียร์ใจไปคุยกันเอง

    ต่อมาเวลา 12.20 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังประชุม ครม. โดยเป็นครั้งแรกที่เปิดให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพเข้าฟังแถลงข่าว หลังโควิด-19 แพร่ระบาด แต่ยังมีมาตรการป้องกันโควิด-19 เข้มข้น สวมหน้ากากอนามัย นั่งเว้นระยะห่าง จำกัดแค่ 30 คน และยังมีไลฟ์ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้ารวมถึงให้ส่งคำถามก่อนล่วงหน้าเหมือนเดิม โดยนายกฯตอบคำถามกรณี 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออก เพื่อต้องการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคมาเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ว่า ไม่อยากพูดอะไรตรงนี้มาก เพราะเป็นเรื่องการเมืองในระดับพรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นกันทุกพรรค ไม่ได้จะชี้แจงหรือแก้ตัวอะไรให้กับใคร จะยุ่งเฉพาะเรื่องรัฐบาลและการร่วมรัฐบาล นี่คือหน้าที่ของนายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองก็ไปว่ากันมา ขอร้องอย่าไปดราม่ากันเยอะแยะไปหมดทำให้สมองมันไม่ว่าง การปรับความเข้าใจกันคิดว่าไม่จำเป็น เพราะเป็นเรื่องภายในพรรค ให้ภายในพรรคเขาคุยกันเอง ตนไม่จำเป็นต้องไปเรียกใครมาทั้งสิ้น

    อย่ามีปัญหาอีก ปรับ ครม.อีกขั้นตอน

    เมื่อถามว่า การเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลผูกโยงกับเก้าอี้รัฐมนตรีส่งผลต่อการปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เรื่องนี้พูดมาหลายครั้งแล้ว ผมจะปรับ ครม.ได้ต้องว่ากันอีกขั้นตอนหนึ่ง เป็นเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล นายกฯจะต้องพิจารณาในภาพรวมตรงนั้น วันนี้เป็นเรื่องพรรคการเมืองว่ากันไป ทราบกันดีอยู่แล้วหลายๆเรื่อง เป็นกลไกทางการเมืองในระดับพรรค การเมืองมีตั้งแต่ระดับพรรคของแต่ละพรรค ระดับพรรคร่วมรัฐบาลและระดับรัฐบาล ขอให้เข้าใจตรงนี้ อย่าให้มีปัญหาอย่างอื่นต่อไปอีกเลยแค่นี้ก็พอแล้ว วุ่นวายพอสมควร แต่ทั้งหมดเราสามารถแก้ไขได้ด้วยความเข้าใจระหว่างกัน ขอร้องสื่อและสื่อโซเชียลต่างๆ ช่วยกันดูในส่วนที่เป็นความสำเร็จ ความก้าวหน้าที่ทำให้เกิดความรักความสามัคคีไม่ดีกว่าหรือ ตนไม่สามารถจะไปบังคับให้ใครรักได้ทุกคน มีทั้งคนรักและคนเกลียด แต่ขอร้องว่าอย่าเกลียดประเทศของท่านเท่านั้นเอง”

    4 มิ.ย.ไปสภาแจงเอง พ.ร.บ.โอนงบฯ

    นายกฯกล่าวว่า เวลาจากนี้ไปต้องเตรียมการพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2563 วันที่ 4 มิ.ย.จะไปแถลงด้วยตัวเองในสภาฯ ตนให้ความสำคัญและให้เกียรติต่อสภาฯ ให้เกียรติสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกคน ต่างคนต่างให้เกียรติกัน แล้วจะมีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 2564 อีก สรุปยังมีอีกหลายวาระที่จะได้พบกันในสภาฯ ขอร้องให้ใจเย็นๆอย่าใจร้อน ตนก็ใจเย็นอย่างถึงที่สุดแล้ว เพราะไม่เกิดประโยชน์ที่จะไปโมโหใคร การทำงานขัดแย้งน้อยลงได้ถ้าทุกคนทุกฝ่ายหารือ และรับฟังความเห็นกัน อะไรมีประโยชน์ ขอสื่อช่วยขยายในพื้นที่ข่าว อย่ามีแต่เรื่องขัดแย้งมากเกินไป ขอร้องช่วยกัน ทุกคนรักชาติรักแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น วันนี้อย่าลืม “โลกเปลี่ยน คนปรับ หลุดพ้นกับดัก ขยับสู่ความยั่งยืน”

    ขอบคุณพรรคร่วมช่วยทำงานครบ 1 ปี

    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ก่อนการประชุม ครม.นายกฯได้ขอบคุณ ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำงานร่วมกันมาตลอด 1 ปี ช่วยกันชี้แจงความจำเป็นและประโยชน์ของ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับต่อที่ประชุมสภาฯ ทำให้ผ่านความเห็นชอบ ขอให้ระมัดระวังการใช้จ่ายงบฯและเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ เกิดเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด นายกฯยังห่วงใยสั่งการให้กระทรวงการ อุดมศึกษาฯไปพิจารณาแผนการรับนักศึกษาของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมกับฝากกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาการบรรจุบุคลากรทางการแพทย์ที่จะทำเป็น 3 ระยะ หากเป็น ไปได้ขอให้พิจารณาสัดส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ทุกประเภทแต่ละรอบที่จะบรรจุให้ครอบคลุมเหมาะสม กำชับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯดูแลผู้พิการ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น และยังสั่งการให้กระทรวงต่างๆ ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานทุกกระทรวงให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างชัดเจน ขอให้ช่วยกันระมัดระวังการให้ข่าวที่อาจนำไปสู่การปลุกปั่น สร้างความขัดแย้งในสังคม

    กำชับ ครม.ให้ระวังใช้จ่ายเงิน

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการเรื่องการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับให้ตรงความต้องการของประชาชน ต้องรับฟังเสียงสะท้อนต่างๆจากทุกฝ่าย มั่นใจว่าทุกส่วนราชการทำมาดีอยู่แล้ว แต่ต้องย้ำอีกครั้งเพราะจากการประชุมสภาฯได้เห็นถึงข้อห่วงใยของ ส.ส. นายกฯ โครงการต่างๆที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินให้ทำด้วยความระมัดระวัง ตรงตามความต้องการของประชาชน ครม.ทุกคนได้รับทราบ ไม่ใช่ว่าจะเสนอโครงการอะไรมาแล้วจะผ่านทั้งหมด ต้องเลือกโครงการให้สอดคล้องชัดเจน และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการประสานงานสภาฯ ได้รายงาน ครม.ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯที่จะเข้าสภาฯวันที่ 4 มิ.ย. มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ ครม.คาดว่าจะสรุปกลับเข้าที่ประชุม ครม.ได้วันที่ 11 มิ.ย. ตั้งกรรมาธิการแล้วต้องพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้เงินจากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ นายกฯยังพูดถึงการจ่ายเงินชดเชยทำลายแปลงมันสำปะหลังชดเชยให้เกษตรกรล่าช้า เพราะติดระเบียบราชการ ทำให้เกษตรกรลังเลจะทำลายแปลงมัน อยากได้รับเงินชดเชยก่อน ให้สำนักงบประมาณเข้าไปดูแลเรื่องนี้

    ครม.ตั้ง “อุตตม–สันติ” กมธ.วิสามัญโอนงบฯ

    น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ครม.เห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯปี 63 เพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จตามระยะเวลา จึงกำหนดให้มี กมธ. 43 คน สัดส่วน ครม.ไม่เกิน 1 ใน 4 ของ กมธ.หรือไม่เกิน 10 คน สัดส่วนพรรคการเมือง 33 คน แบ่งเป็นรัฐบาล 18 คน ฝ่ายค้าน 15 คน ทั้งนี้ ครม.ได้เสนอชื่อมา 3 คน ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เหลืออีก 7 คน ครม.จะพิจารณาตามความเหมาะสม

    ส.ว.ห่วงเหลือบรุมทึ้งงบโควิด–19

    เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภามีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างราบเรียบ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายท้วงติงให้รัฐบาลมีความระมัดระวังในการใช้งบประมาณจากเงินกู้ และการทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มาจากความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการของส่วนราชการ อาทิ นายสมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายว่า การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินจะเป็นตัววัดความเชื่อมั่นประเทศจะลดลงหรือไม่ โดยเฉพาะดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ถ้ามีเม็ดเงินรั่วไหล ความโปร่งใสประเทศจะยิ่งลดลงเหมือนปี 2556 ยิ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พบการทุจริตการใช้งบประมาณโควิด-19 หลายรูปแบบ ทั้งการจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริงของ อบจ. เช่น การจัดซื้อถุงยังชีพ การจัดซื้อเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิเครื่องละ 5,000 บาท แต่ราคาจริงเครื่องละไม่กี่ร้อยบาท การจัดซื้อแอลกอฮอล์ลิตรละเกือบ 300 บาท มีการนำนอมินีที่เป็นพวกพ้องตัวเองไปโฆษณาขายสินค้าเหล่านี้ในราคาสูงตามเว็บซื้อขายของออนไลน์ชื่อดัง แล้วส่วนราชการไปเปรียบเทียบราคาจัดซื้อจากเว็บไซต์เหล่านี้ เป็นการรุมทึ้งงบโควิด-19 ดังนั้นต้องวางมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่การไปไล่จับกุม

    หวั่นเงินกู้มีประสิทธิภาพแค่ปืนฉีดน้ำ

    พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า เป็นห่วงการใช้งบประมาณจากเงินกู้ จะเป็นแค่ปรากฏการณ์ปืนฉีดน้ำคือยิงไปเรื่อย แต่หกเรี่ยราด ยิงไปแล้วได้แค่เปียก แต่ไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทราบว่าขณะนี้เริ่มมีการจับคู่ฮั้วกันแล้วในโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน โดยเฉพาะการใช้งบฯจัดซื้อจัดจ้างต่างๆที่จะใช้วิธีเฉพาะเจาะจงโดยอ้างปรากฏการณ์โรคติดต่ออันตราย ตามมาตรา 56 (2) ของ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในการจัดซื้อจัดจ้าง แทนการใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ทั่วทุกหัวระแหงในการจัดซื้อจัดจ้างหลังจากนี้

    อย่าให้เด็กรุ่นหลังชี้หน้าสร้างหนี้ให้

    นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.อภิปรายว่า ปฏิเสธไม่ได้ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับมีความจำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยสาธารณะของประเทศ วิกฤตินี้ยิ่งกว่าสงคราม ไม่ใช่แค่คนที่เดือดร้อน แม้แต่เทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ไม่ว่า ศาลพระพรหม หลายหลวงพ่อ ต้องปิดตัวเองหยุดให้คนกราบไหว้ เป็นภัยมืดที่ไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร ไว้ใจไม่ได้ ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน อยู่ห่างกัน เพราะแยกกันเราอยู่ รวมหมู่เราตาย คนเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้เงิน เหมือนคนป่วยที่ต้องใช้เงินเพื่อรักษาฟื้นฟูตัวเอง แต่การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ทำให้พวกเราเป็นลูกหนี้ร่วม ส่งมรดกหนี้ให้คนรุ่นหลัง จึงจำเป็นมากที่คนรุ่นเรา โดยเฉพาะรัฐบาลต้องใช้เงินกู้มาแก้ไขวิกฤติให้ตรงเป้า ไม่ให้ทุจริตเพื่อไม่ให้เด็กรุ่นหลังมาชี้หน้าด่าว่า เราสร้างภาระให้พวกเขา

    “อุตตม” รับปากใช้งบฯ รอบคอบ

    นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงว่า รัฐบาลออก พ.ร.ก.บนความตั้งใจ โดยมีเจตนารมณ์เร่งเยียวยาอย่างทั่วถึงเพื่อไม่ให้สถานการณ์วิกฤติบานปลาย รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด รัฐบาลตระหนักดีว่า การบริหารงานจำเป็นต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ตามหลักวินัยการเงินการคลัง และระเบียบที่ถูกต้อง ส่วนข้อห่วงใยต่างๆ ของ ส.ว.นั้น รัฐบาลขอรับไปใช้ประโยชน์ด้วยความละเอียดรอบคอบ จะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงตลอดการดำเนินการ และจะประเมินประสิทธิผลทุกโครงการตามมาตรฐานสากล รวมถึงเปิดเผยข้อมูลเพื่อป้องกันทุจริต ทำให้การใช้งบฯก้อนนี้คุ้มค่าที่สุด

    ผ่านฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ

    กระทั่งเวลา 13.20 น. หลังจาก ส.ว.อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับครบทุกคนแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินทั้งฉบับ โดย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 242 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 ส่วน พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เห็นชอบด้วยคะแนน 244 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เห็นชอบด้วยคะแนน 243 ต่อ 0 งดออกเสียง 4

    เหน็บบางพรรคมัวแย่งกันเป็น รมต.

    ที่ตลาดสมบูรณ์ อ.เกาะคา จ.ลำปาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐว่า กรรมการบริหารพรรคบางพรรคลาออก เพราะแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ขึ้นมาแล้วก็บริหารไม่ได้ เป็นมือสมัครเล่นกันทั้งนั้น สู้เขาไม่ได้หรอก

    พท.จี้ รบ.หนุนร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ก.ม.เงินกู้

    เมื่อเวลา 14.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับกับสื่อต่างประเทศว่าไม่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ แต่หากจริงใจเยียวยาฟื้นฟูประเทศจริง ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ร่วมตรวจสอบการใช้งบฯหลายล้านล้านบาทที่เป็นน้ำมันถังสุดท้ายติดเครื่องยนต์ประเทศไทยก่อนเกิดหายนะ พรรคขอเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ 6 ปีรัฐบาลกู้เงินไปแล้วกว่า 2.6 ล้านล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งก่อนหลังโควิด แต่ล้มเหลวมาตลอด ไม่มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ 2.การใช้เงินต้องตรวจสอบได้ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 3.การใช้งบฯต้องปราศจากการทุจริต เพราะเริ่มมีกระแสข่าวแล้วว่ามีการแจกโควตางบฯให้นักการเมืองรายละ 80 ล้านบาท

    ข้องใจผู้นำรวบงบกลาง 9 หมื่นล้าน

    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวต่อว่า ข้องใจว่าเหตุใดการเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จึงเสนอให้โอนงบฯ 63 จำนวน 88,452,597,900 บาท ไปไว้ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ ในรูปงบกลาง จะทำให้นายกฯมีอำนาจเต็มตัดสินใจใช้จ่ายเงินเกือบ 9 หมื่นล้านบาท ทำไมไม่โอนงบฯไปไว้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุขเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ พรรคไม่ไว้วางใจว่าจะมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นจากความล้มเหลวตลอด 6 ปี หากครั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถแก้ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ บ้านเมืองอาจเกิดหายนะ ตัวเลขคนตกงานอาจพุ่งสูงถึง 9-10 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 7 ล้านคน รัฐบาลกู้เงินมหาศาลจนเกือบเต็มเพดานของกรอบวินัยการเงินการคลังแล้ว ปีหน้าสัดส่วนเงินกู้จะอยู่ที่ร้อยละ 58 ของจีดีพี หากใช้เงินผิดพลาดจะกู้ไม่ได้อีกแล้ว

    ห่วงปัดฝุ่นโปรเจกต์เก่าละเลง 4 แสนล้าน

    น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฐานราก กรอบเวลาคิดเสนอโครงการจากพื้นที่กระชั้นชิดเกินไป สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ส่งหนังสือถึง ผวจ.ทั่วประเทศ ลงวันที่ 29 พ.ค. ให้เร่งเสนอโครงการภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน เสนอต่อคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กนจ.) ส่งต่อให้ สศช.พิจารณาวันที่ 5 มิ.ย. แต่ละพื้นที่มีเวลาคิดโครงการแค่สัปดาห์เดียว ยากต่อการคิดให้สอดรับปัญหาใหม่ที่เกิดจากพิษโควิด-19 บีบให้ส่วนท้องถิ่นต้องนำโครงการเก่ามาปัดฝุ่นเสนอให้ทันกรอบเวลา เพื่อไม่ให้เสียโอกาสได้งบฯก้อนนี้รัฐบาลระบุต้องเสร็จเสนอ ครม.พิจารณาได้ในวันที่ 7 ก.ค.รวบรัดเกินไป และควรตั้งกรรมการดึงปราชญ์ในพื้นที่ นักวิชาการในท้องถิ่นและภาคเอกชนเร่งประชุมร่วมกับราชการ เปิดอีกประตูให้เอกชนร่วมกับประชาสังคมเสนอแผนพลิกฟื้นประเทศภายใน 45 วัน ไม่ใช่ไปรวมศูนย์ที่ส่วนราชการ เทเงิน 4 แสนล้านบาทแบบเร่งด่วน รัฐบาลอาจต้องการเร่งกระตุ้นตัวเลขเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงาน แต่สำคัญกว่าคือประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน

    “เสรีพิศุทธ์” อ้อนเทเสียงเขต 4 ลำปาง

    ที่ตลาดสมบูรณ์ อ.เกาะคา จ.ลำปาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลงพื้นที่ช่วย ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 4 หาเสียงในพื้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวระหว่างหาเสียงว่า พรรคเสรีรวมไทยเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวที่ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงขอคะแนนจากประชาชนที่เคยลงให้พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ มาลงคะแนนให้ผู้สมัครพรรคเสรีรวมไทย เป็นตัวแทนจากฝ่ายประชาธิปไตย ประชาชนที่เคยเลือกพรรคฝ่ายเผด็จการควรเปลี่ยนใจมาเลือกฝ่ายประชาธิปไตย เผด็จการควรไปได้แล้ว ถ้าโควิด-19 ไม่มาเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหมอยู่ไม่ได้แล้ว โควิดมาช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้ประชาชนที่เคยเลือกฝ่ายประชาธิปไตยรอบที่แล้วกว่า 7 หมื่นคะแนนอย่าเปลี่ยนใจ ขอให้เลือกพรรคเสรีรวมไทยเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ผ่านมาล้มเหลว เลือกตั้งครั้งนี้อย่าทะลึ่งใช้อิทธิพลในพื้นที่กับพรรคจะดำเนินคดีให้หมด

    ร้องรีดภาษี “บิ๊กป้อม” ยืมนาฬิกาฟรี

    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือลงทะเบียนผ่านไปรษณีย์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม และนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ให้สั่งการอธิบดีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์– สุวรรณ รองนายกฯ โดยด่วน จากกรณีได้รับประโยชน์จากการยืมนาฬิกาเพื่อน ตามที่ ป.ป.ช.ระบุว่าเป็นการยืมใช้คงรูป ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39 ระบุการได้ใช้ทรัพย์สินโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า ค่าตอบแทนให้ถือเป็นรายได้พึงประเมิน ต้องเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเบี้ยปรับถ้ามีจาก พล.อ.ประวิตร กรณี พล.อ.ประวิตรได้ยืมใช้นาฬิกาใช้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าเช่า ย่อมถือเป็นการได้ประโยชน์อื่นใดและประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันถือเป็นเงินได้พึงประเมิน คล้ายจะให้จบโดยอภินิหารกฎหมาย แต่คงเป็นไปไม่ได้เรื่อง นี้จะต้องมีต่อแน่นอน

    “สุชาติ” ถูกมองขัดคุณสมบัตินั่ง ป.ป.ช.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากวุฒิสภาลงมติเห็นชอบให้นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 หรือไม่ เนื่องจากนายสุชาติพ้นจากตำแหน่งสมาชิก สนช.ไม่ถึง 10 ปี อาจขัดต่อมาตรา 118 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่ระบุลักษณะต้องห้ามกรรมการ ป.ป.ช.ต้องไม่เคยเป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง ในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการสรรหา แต่นายสุชาติเคยได้รับแต่งตั้งจาก คสช. เป็น สนช. เมื่อวันที่ 11 ต.ค.59 พ้นจาก สนช.เดือน พ.ค.62 ไม่เกิน 10 ปี ขัดลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ป.ป.ช.เคยลงความเห็นว่า สนช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 57 มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

    “เจษฎ์” ติงเพื่อนช่วยเพื่อนเหมาะหรือไม่

    นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 60 (กรธ.) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 263 ให้อำนาจ สนช.ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. หากตีความ สนช.เป็น ส.ส.และ ส.ว.จะเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ คิดว่าสนช.ทำหน้าที่เหมือน ส.ส. และ ส.ว.มีสวัสดิการเงินเดือนเทียบเท่าทุกอย่าง อีกด้านเป็นข้าราชการการเมือง จึงถือว่ายังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ไม่สามารถเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ หากสังคมไม่คลายความสงสัยอาจต้องยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้น่าคิดรัฐธรรมนูญปี 60 เปิดโอกาสให้คนเป็นสนช.เป็นวุฒิสภาได้ สุดท้ายมี สนช.มาเป็น ส.ว.จำนวนมาก ต่อมามีอดีต สนช.มาลงสมัครองค์กรอิสระก็ได้รับเลือก เหมือนกับเพื่อนช่วยเพื่อน ถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ แม้สุดท้ายอาจไม่ผิดรัฐธรรมนูญ แต่น่าวิเคราะห์ว่าเหมาะสมหรือไม่

    เลขาวุฒิฯแจง สนช.ไม่ใช่ ส.ส.–ส.ว.

    นายนัฑ ผาสุข เลขาธิการสำนักงานวุฒิสภา ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า กรณีคุณสมบัติของนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ที่ถูกมองว่า ไม่สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากพ้นจากตำแหน่ง สนช.มาไม่ถึง 10 ปี คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้มีมติชัดเจนว่าตำแหน่ง สนช. ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในลักษณะ ส.ส.หรือ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญเพียงกำหนดให้ สนช.ในขณะนั้น ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว.เท่านั้น เป็นเพียงตำแหน่งเฉพาะกิจ แต่ไม่ถือเป็นตำแหน่ง ส.ส.หรือ ส.ว. อีกทั้งตาม พ.ร.บ. กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาระบุชัดเจนว่าสนช.ไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้ามาอยู่ในกองทุนดังกล่าวได้ ส่วนกรณีนายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรธ. ระบุตำแหน่ง สนช.เข้าข่ายเป็น ส.ส.และ ส.ว. ถือเป็นดุลพินิจแต่ละคน แต่ประเด็นดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.มีมติชัดเจนแล้วว่า สนช.ไม่ใช่ตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ประยุทธ์ จันทร์โอชาสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ประวิตร วงษ์สุวรรณเจษฎ์ โทณวณิกรงค์ บุญสวยขวัญข่าววันนี้

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้