ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ธรรมนัส ตอก วิรัช พรรคพลังประชารัฐแตกหัก-18 กรรมการบริหารออก

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 มิ.ย. 2563 05:33 น.
    SHARE

    ป้อมนั่งหน.พรรคแน่! แฮงค์-สันติเข้าชิงเลขา แต่ตู่ยังไม่คิดปรับครม.

    พลังประชารัฐแตกเละ 18 กรรมการบริหารทิ้งไพ่ไขก๊อก บีบ “อุตตม-สนธิรัตน์” พ้นเก้าอี้หัวหน้า-เลขาฯ โดยปริยาย “สันติ-สุริยะ-สมศักดิ์” นำทีม “ผู้กองนัส” ปาหี่ชื่อโผล่เป็น 1 ใน 18 ด้วย “บิ๊กป้อม” ลั่นไม่เคลียร์ศึกภายในพรรค แต่ยิ้มกริ่ม ถูกดันให้นั่ง หน.พรรคคนใหม่ “บิ๊กตู่” กร้าวประชาชนยังเดือดร้อนไม่คิดปรับ ครม. “ผู้กองนัส” เปิดหน้าชน “วิรัช” ทำเพื่ออะไร ปัดไม่ได้คิดประลองกำลังใคร พท.เย้ยเวรกรรมตาม รธน. คสช.เร็ว “องอาจ” ห่วงจับโครงการเก่ามาปัดฝุ่นสวมเสื้อคลุมโควิด สอย เงินกู้ 4 แสนล้าน “เทพไท” ท้าจริงใจปราบโกงต้องส่ง ซิกให้ พปชร.ยอมตั้ง กมธ.วิสามัญ “พิจารณ์” รับไร้หลักฐาน แต่จะตรวจสอบให้ถึงที่สุด วุฒิฯสุดจืดชืด ถก พ.ร.ก.กู้เงิน ขอมีเอี่ยวร่วมสอดส่องแทนรัฐบาล

    ศึกภายในพรรคพลังประชารัฐทำท่าจะเกินเยียวยา เมื่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและกรรมการบริหาร พปชร. ออกมายืนยันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค ที่ส่งผลต่อการปรับโครงสร้างคณะผู้บริหารพรรคใหม่ หลังมีกรรมการบริหารพรรคลาออกเกินครึ่งแล้ว

    “สมศักดิ์” แย้ม พปชร.ปรับชุดใหญ่

    เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 1 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ได้เข้าประชุมพรรคร่วมกับ ส.ส. เพื่อหารือเรื่องการยกมือลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ส่วนรายละเอียดอื่นตนไม่ทราบ เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน เมื่อถามว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดประชุมประลองกำลังกันของสองกลุ่ม นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่ทราบ ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องไปรับทราบข้อมูล ไปประชุมตามหน้าที่ ส.ส.ที่พรรคเรียกให้มาประชุม เมื่อถามว่าเรื่องนี้ได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานยุทธศาสตร์พรรคหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่ได้หารือ เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อถามย้ำว่าหลายคนมองว่าศึกภายในพรรคพลังประชารัฐยังไม่จบ นายสมศักดิ์ตอบว่า ส่วนตัวเข้าใจในเรื่องกรรมการบริหารพรรคที่มีกระแสข่าวว่าลาออกแล้วให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ เชื่อว่าวันนี้จะมีข่าวใหญ่ที่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค ขอให้ติดตามดู คงมีเรื่องการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค คงได้เห็นในช่วงบ่ายวันนี้

    มี กก.บห.ลาออกเกินครึ่งแล้ว

    ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหาร จะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคไปยื่น กกต. เพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการบริหารพรรคในวันเดียวกันนี้เลยหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ขอให้ติดตามดู ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่ได้ยินแว่วๆมา เมื่อถามว่าเป็นในส่วนของเลขาธิการพรรคหรือระดับใด นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่ทราบ ในภาพรวม ตนเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น เมื่อถามอีกว่าหากมีการปรับเปลี่ยนถือเป็นการตัดหาง ปล่อยวัดหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า มองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะการปรับเปลี่ยนต้องมีการประชุมและมีการพิจารณาในวาระรายละเอียดต่างๆ ซึ่งผู้บริหารพรรคโดยเฉพาะหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้กำหนดวาระการประชุม เมื่อถามย้ำว่า ข่าวใหญ่ที่ว่ากรรมการบริหารพรรคจะลาออกเกินครึ่งจนส่งผลให้หัวหน้าพรรคพ้นสภาพหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ในรายละเอียดไม่ทราบลึกซึ้งขนาดนั้น แต่คงมีเรื่องทำนองนั้น เมื่อถามย้ำว่า มีกรรมการบริหารพรรคลาออกเกินกึ่งหนึ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อถามอีกว่าเช่นนี้แล้วจะให้หัวหน้าลาออกหรือให้พ้นสภาพไปเองตามข้อบังคับ นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่ทราบรายละเอียด มีแต่ข้อเท็จจริงที่แจ้งให้ทราบ และไม่ทราบว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของคณะรัฐมนตรีเลยหรือไม่

    “บิ๊กป้อม” ลั่นไม่เคลียร์ศึกภายใน

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ โดยกล่าวสั้นๆว่า “เป็นเรื่องภายในพรรค ไม่จำเป็นต้องเคลียร์” เมื่อถามย้ำว่าในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่ได้รับความเคารพนับถือ ต้องเข้าไปเคลียร์เพื่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวตัดบทว่า “กลมเกลียวอยู่แล้ว”

    ยิ้มกริ่มถูกดันให้นั่ง หน.พรรค

    พล.อ.ประวิตรยังกล่าวปฏิเสธไม่รู้เรื่องกระแสข่าวมีกรรมการบริหารพรรคบางส่วนยื่นใบลาออก ส่งผลตามข้อบังคับพรรคต้องเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ เมื่อถามย้ำว่าได้รับทราบมาก่อนหรือไม่ว่ากรรมการบริหารพรรคลาออก พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่มี ไม่รู้เรื่อง” การดำเนินการเป็นเรื่องของเขา แต่กลมเกลียวกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่าถ้าพรรคมีมติเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ผู้สื่อข่าวพยายามซักถามถึงความพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พล.อ.ประวิตรได้แต่กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี เพียงหันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าว และขึ้นรถออกไปทันที

    “ผู้กองนัส” ถาม “วิรัช” ทำเพื่ออะไร

    ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการเรียกประชุม ส.ส. เพื่อประลองกำลังของ 2 กลุ่มใน พปชร.ว่า ไม่เป็นความจริง ตนเพียงชวนเพื่อน ส.ส. 50-60 คนมาหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร และในห้องก็ไม่มีนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค มีตนนำประชุมคนเดียว ส่วนที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เรียกประชุม ส.ส.ในช่วงเดียวกันนั้น ถามว่าเรียกประชุมเพื่ออะไร การเรียกประชุมพรรคควรดำเนินการโดยใช้ระบบพรรค ไม่ใช่นายวิรัชคิดอยากจะเจอ ส.ส.ก็เรียก คนเขาแอนตี้กันเยอะ ตนมองว่าการเรียกประชุมพรรคของนายวิรัชไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีเรื่องของชาวบ้านเลย จึงชวน ส.ส.มาพูดคุย ทั้งหมดคือคนรัก พรรคต้องการเห็นพรรคไปในทิศทางที่ดี ยืนยันไม่ได้อยากประลองกำลังกับใคร มีแต่คนอื่นอยากมาประลองกำลังกับตน จริงๆ ส.ส.เขาไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร มีแต่ ส.ส.บ้าๆบอๆไร้สาระที่ทำแบบนี้ เมื่อถามว่าสายสัมพันธ์กับ พล.อ.ประวิตรยังดีอยู่หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัสตอบว่า “ไม่เห็นจะเกี่ยว ไม่เกี่ยวกับลุงป้อมเลย ไม่ได้พูดคุยถึงลุงป้อมด้วยซ้ำ คนละประเด็น ไปเขียน กันเรื่อยเปื่อยคนจับประเด็นกันไป ทำให้ลุงป้อมและนายกฯเขาคิดมาก ไม่มี ไม่ใช่การตั้งก๊วนตั้งกลุ่มกัน”

    18 กก.บห.ไขก๊อกล้างไพ่ใหม่

    ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่พรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า ได้รับแจ้งจากกรรมการบริหารพรรค 18 คน ที่ส่งหนังสือลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคชุดเก่า 34 คน ที่มีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค เป็นเพียงรักษาการแทน โดยตนจะยื่นหนังสือลาออกของทั้ง 18 คนให้แก่นายอุตตมภายในวันนี้ สำหรับขั้นตอนเป็นไปตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 15 วรรคสาม เมื่อคณะกรรมการว่างลงเกินกึ่งหนึ่ง มีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคพ้นตำแหน่งทั้งคณะ จำเป็นต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ภายใน 45 วัน และให้กรรมการชุดรักษาการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการชุดใหม่ อยากให้สื่อมวลชนจับตาว่าจะมีการประชุมในวันใด เชื่อว่านายอุตตมจะจัดประชุมเพราะเป็นคนรักษากฎระเบียบ

    “ไพบูลย์” อ้ำอึ้งคนขึ้น หน.พรรค

    นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุผลของ กก.บห.ที่ลาออก เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้การทำงานของพรรคดีขึ้น เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่หรือไม่ ขอไม่ตอบ แต่มองว่าท่านเป็นเสาหลักของพรรคอยู่แล้ว เมื่อถามว่ามีความขัดแย้งในพรรคหรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า ไม่ขอตอบ วันนี้มาแถลงในฐานะเป็นรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย เมื่อถามว่าเหตุผลการยื่นใบลาออกของ กก.บห.หลังผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ 1.9 ล้านล้านบาท เกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจหรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า วันที่ 1 มิ.ย. ถือเป็นวันดี ไม่มีนัยใดทั้งสิ้น

    “สันติ–สุริยะ–สมศักดิ์” นำทีมออก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคที่ยื่นลาออก 18 คน ประกอบด้วย 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 2.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 3.นายสุพล ฟองงาม 4.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 5.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ 6.นายไผ่ ลิกค์ 7.นายนิโรธ สุนทรเลขา 8.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ 9.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 10.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 11.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 12. นายสกลธี ภัททิยกุล 13.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ 14. นายสุรชาติ ศรีบุษกร 15.นายนิพันธ์ ศิริธร 16.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 17.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ 18.นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ

    “ป้อม” ขึ้นแน่–“แฮงก์–สันติ” ชิงเลขา

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า หลังจาก พล.อ.ประวิตรได้เรียกให้ กก.บห.ทุกคนมาเซ็นใบลาออก และเก็บใบลาออกเอาใช้เมื่อถึงเวลา วางไว้ ได้สะท้อนภาพความเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรค ขณะที่ 18 รายชื่อ กก.บห.ที่ลาออก ที่น่าแปลกใจคือมีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนายไผ่ ลิกค์ ที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยให้ปรับเปลี่ยน ขณะที่ชื่อของนายวิรัช นายสุชาติ และนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาทกลับไม่ได้เซ็นลาออก มีรายงานว่า ต้องการทำให้เห็นว่า ทุกกลุ่มในพรรคเห็นด้วยแล้ว โดยแหล่งข่าวใกล้ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นหัวหน้าพรรคด้วยตัวเองขณะที่เลขาธิการพรรคคนใหม่ มีชื่อของนายสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ เจ้าของอาคารที่ทำการใหม่ของพรรค กับชื่อนายอนุชา นาคาศัยส.ส.ชัยนาทรองประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นแคนดิเดต โดยนายอนุชาถือว่ามีชื่อถูกวางตัวเป็นเลขาธิการพรรคมาแต่แรก

    “บิ๊กตู่” นิ่งไม่ตอบปม พปชร.ร้าว

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2563 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายกฯก่อนเข้าประชุมถึงปัญหาภายในพรรค หลัง กก.กห.พรรคยื่นลาออกเกินกึ่งหนึ่ง จะมีผลต่อการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ โดยนายกฯปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่ชี้นิ้วทำสัญลักษณ์ว่าจะไปร่วมประชุม

    ปชช.ยังเดือดร้อนไม่คิดปรับ ครม.

    ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีการลาออกของ กก.บห.พปชร.เกินกึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยน กก.บห.พรรคใหม่ ว่า เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่หรือ ก็ต้องมีการเลือกกันใหม่ ไม่เกี่ยวกับตน เป็นเรื่องของพรรค เป็นเรื่องธรรมดาของพรรคที่จะมีการปรับคณะกรรมการบริหาร และเป็นเรื่องของพลังประชารัฐ เห็นหลายพรรคก็ปรับกรรมการบริหารพรรคมาตลอด ครั้งนี้อย่าลืมว่าเขาจัดตั้งมาก่อนเลือกตั้ง มันนานพอสมควรแล้ว ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะพิจารณา อย่าเอาตนไปเกี่ยวเลย เราไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เป็นเรื่องของพรรค ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ครม. เมื่อถามว่าจะส่งผลให้ต้องปรับ ครม.เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ถึงเวลาผมพิจารณาของผมเอง แล้วถึงเวลาปรับแล้วหรือยัง เป็นเรื่องของผมเข้าใจไหม ยังไม่มี ยังไม่ตอบ ยังไม่ถึงเวลาจะคิดเรื่องนี้ เข้าใจไหม พูดหลายทีแล้วไม่ใช่หรือจ๊ะ วันนี้ประชาชนเดือดร้อนอยู่มากมายมหาศาล ยังไม่มีการปรับใดๆทั้งสิ้น”

    พท.เย้ยเวรกรรม รธน.คสช.มาเร็ว

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื่นใบลาออกของ 18 กรรมการบริหาร พปชร. เพื่อบีบนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พ้นเก้าอี้นั้น ในที่สุดข่าวลือก็คือข่าวจริงที่มาก่อนเวลาอันควร พล.อ.ประยุทธ์หมดเวลาลอยตัวเหนือปัญหาอีกต่อไป ถือว่าเวรกรรมมาไว ความขัดแย้งแตกแยกในพลังประชารัฐรอบนี้หนักเกินเยียวยา รัฐธรรมนูญที่เคยทำให้พลังประชารัฐได้ประโยชน์ ถึงเวลาได้รับโทษเกิดผลกระทบในทางลบ เพราะระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นหลักฐานสำคัญว่าการปฏิรูปการเมืองไม่มีอยู่จริง แบ่งมุ้ง ตั้งก๊วน แยกก๊ก ประลองกำลัง แย่งชามข้าว ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนจากสารพัดวิกฤติ หากมีโอกาสครั้งหน้าประชาชนจะให้คำตอบว่าต้องเลือกอย่างไร ถึงจะได้พรรคที่เป็นที่พึ่งหวังแก้ปัญหาให้ได้

    “องอาจ” ห่วงจับโครงการเก่าปัดฝุ่น

    วันเดียวกัน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับว่า พอใจการทำหน้าที่ของ ส.ส.พรรคที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อดูแลทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกรอบนโยบายของรัฐบาล เราพยายามเน้นให้เห็นถึงการทำโครงการโดยข้าราชการประจำ กลั่นกรองโดยข้าราชการประจำ มีการเอาโครงการเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ แล้วเอาเสื้อคลุมโควิดมาสวมใส่ให้ดูดี เป็นการทำแบบบนลงล่าง ไม่ใช่จากล่างขึ้นไปข้างบน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะนี้มีคำสั่งจากส่วนกลางลงไปพื้นที่ให้ข้าราชการรีบทำโครงการเสนอขึ้นมาข้างบนอย่างเร่งรีบ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าอาจไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

    เหน็บ “บิ๊กตู่” แค่พูดไม่พอต้องทำ

    นายองอาจกล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องนำไปปรับปรุงแก้ไข ให้ประชาชนโดยรวมได้ประโยชน์ คุ้มค่า ตรงจุดอย่างแท้จริง การที่นายกฯย้ำไม่ให้เกิดการทุจริตเด็ดขาดถือเป็นเรื่องดี แต่แค่นี้คงไม่พอ ในสภาวะพิเศษที่มีการใช้เงินกู้จำนวนมหาศาล นายกฯควรมีมาตรการพิเศษออกมาเสริมการทำงานปกติขององค์กรป้องกันปราบปรามการทุจริตต่างๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชนที่ต้องทนแบกรับภาระหนี้เงินกู้นี้ เพราะนี่คือการใช้เงินกู้ในสภาวะพิเศษ จึงควรมีมาตรการพิเศษเข้ามาจัดการ ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่ามีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้ง ปปง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ตามปกติอยู่แล้ว และมักเข้าไปจัดการก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียนทุจริตเกิดขึ้น แต่สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือควรมีวิธีการป้องกันให้รัดกุมตั้งแต่เบื้องต้น ดีกว่าปล่อยให้ทุจริตแล้วค่อยตามไปจัดการทีหลัง ฝากนายกฯ และผู้เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันการทุจริตทุกรูปแบบทุกช่อง

    ถ้าจริงใจปราบโกงส่งซิกให้ พปชร.

    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าดูจากคำพูดนายกฯที่ยืนยันว่าไม่ขัดข้องที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และพร้อมให้มีการตรวจสอบ นับเป็นสัญญาณที่ดี กมธ.วิสามัญชุดนี้สามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ตัวแทนองค์กรต้านคอร์รัปชัน ตัวแทนภาคประชาสังคม ตัวแทนสื่อมวลชน เข้าร่วมได้ จะทำให้การใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท มีประสิทธิภาพ หากรัฐบาลจริงใจและบริสุทธิ์ใจก็ควรสนับสนุน เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาล อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ส่งสัญญาณไปยังแกนนำ พรรคพลังประชารัฐ หรือวิปรัฐบาลโดยตรง เพื่อให้มีมติสนับสนุนญัตติเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญฯ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค หรือแม้แต่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐบางส่วนก็เห็นด้วยให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ

    เด็ก ภท.จี้ต้องมี กมธ.เกาะติดงบฯ

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อเสนอที่ให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.บ.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ว่า เรื่องนี้มี ส.ส.ของพรรคใช้เอกสิทธิ์มาลงชื่อกับเราเบื้องต้น 6 คน เนื่องจากพรรคยังไม่มีมติ อาจมีจำนวนมากกว่านี้หากเป็นมติของพรรค โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุมพรรคก่อนจะมีญัตติ ที่ต้องการให้มี กมธ.วิสามัญชุดนี้เพราะทราบข้อมูลมาว่ามีการสั่งการให้ผู้ว่าฯให้ท้องถิ่นทำโครงการเข้ามาภายใน 3-5 วัน เมื่อถามว่า จะมีปัญหากับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสิริพงศ์ตอบว่า เราทำตามหน้าที่ รู้ว่าความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องไปด้วยกัน แต่ถ้าเขาบอกอะไรเอาหมด มันก็ไม่ต่างอะไรจากการเมืองที่ผ่านมา เราไม่ได้เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล หากเห็นว่าตรงไหนไม่สมควร ก็ท้วงติงได้ และคิดว่าการตั้ง กมธ.เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่

    “พิจารณ์” ยันจะตรวจสอบให้ถึงที่สุด

    ที่รัฐสภา นายพิจารณ์ เชาวพัฒนาวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ข้อมูลเรื่องการให้งบฯ ส.ส.ไปชงโครงการหัวละ 80 ล้านบาทนั้น เป็นการพูดคุยระหว่าง ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ว่าจะมีการจัดสรรงบให้ 80 ล้านบาทสำหรับ ส.ส.แต่ละคน ตรงนี้มีมานานแล้วที่เรียกว่า “งบ ส.ส.” ตอนเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ก็มีเรื่องมาเข้าหูเหมือนกัน ครั้งนั้นมีการพูดคุยในลักษณะว่ามีการแบ่งปันงบ ส.ส.ตัวเลขอยู่ที่ 20-30 ล้านบาท มาครั้งนี้เมื่อได้ยินเรื่องจึงคิดว่าต้องลุกขึ้นพูดกลางสภาให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 144 บัญญัติห้าม ส.ส.ผันงบไปลงพื้นที่ตนเอง ขณะนี้เรายังอยู่ภายใต้วิกฤติโควิด หากยังมีการทุจริตกับเงินกู้นำมาแบ่งเค้กกัน ความหวังที่ไทยจะฟื้นฟูจากวิกฤติคงยาก แม้สิ่งที่พูดไปจะไม่มีหลักฐาน แต่เชื่อว่าอย่างน้อยก็ป้องปรามหยุดยั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เราจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด แต่ตอนนี้ขอใช้กลไกจาก กมธ.วิสามัญฯก่อน

    “สุพิศาล” ขอเดาดักคอมีโกงแน่

    ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “อย่าหนีการตรวจสอบ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจใช้งบประมาณและมาตรการสู้โควิด ป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน-ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” วงเงินกู้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์นี้ ถ้าใช้อย่างประสิทธิภาพจะช่วยกู้วิกฤติประเทศ ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าใช้เป็นเบี้ยหัวแตกแค่ให้เกิดโครงการใช้เงินเท่านั้น หรือช่วยเหลือแต่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อประโยชน์แต่พวกพ้องตนเอง ดังข้อครหาว่าอุ้มแต่เจ้าสัว ประเทศไทยคงต้องจมปลักอยู่ในวิกฤตินี้ คนที่จะต้องปาดน้ำตาแบกรับหนี้สินคือประชาชนทุกคน จำเป็นที่ผู้แทนประชาชนต้องใช้กลไกในระบบรัฐสภาตรวจสอบรัฐบาล การตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบฯจะเป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ที่สำคัญต้องขอความร่วมมือ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันลงมติให้เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากญัตติด่วนนี้ถูกตีตกไป ต้องขอเดาเอาไว้ก่อนเลยว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแน่ๆ

    “ชวน” เพิ่งรู้เรื่องแบ่งเค้กให้ ส.ส.

    นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ญัตติที่เสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯต้องพิจารณากันในสภาฯ หากวันที่ 4 มิ.ย. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้จบ วันที่ 5 มิ.ย. ก็คงพิจารณาญัตติดังกล่าวต่อได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบการใช้เงินกู้สามารถทำใน กมธ.สามัญได้ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่หากจะตั้ง กมธ.วิสามัญมาตรวจสอบเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะก็สามารถทำได้ ส่วนกระแสข่าวการจัดสรรงบฯ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาทนั้น ยังไม่เคยได้ยิน เห็นจากข่าวพาดหัวของสื่อมวลชน แต่มั่นใจว่าเรื่องอย่างนี้ปิดไม่มิดติดตามได้ เป็นเรื่องของผู้ที่กู้เงินต้องติดตามตรวจสอบ ฝ่ายที่มีข้อข้องใจสามารถตั้งกระทู้ถามได้ ต้องติดตามว่าข้อมูลเป็นอย่างไร แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญฯ

    “อ๋อย” จี้ลบครหาแบ่งเค้ก 80 ล้าน

    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบโควิด-19 ว่า การอภิปรายในสภาฯทำให้หลายๆฝ่ายมองเห็นปัญหาภาพรวมมากขึ้น และเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล ช่วยป้องกันปัญหาการทุจริตหรือใช้งบประมาณทิ้งๆขว้างๆได้ดีพอสมควร ขณะที่การชี้แจงของนายกฯผิวเผิน ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญหลายๆคำถาม เช่น การเยียวยาล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่วางแผนการใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจล่วงหน้า และไม่สามารถแสดงรายละเอียดต่อสภาฯได้ การอ้างมีองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบนั้น ไม่สามารถทำให้ประชาชนไว้วางใจได้ จากการอภิปรายของฝ่ายค้านมีข้อมูลที่น่าตกใจและน่าเชื่อว่าจะเป็นความจริง คือการจัดสรรโควตางบฯให้ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาท ถ้าไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่ดีเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นจริงได้

    “พิชัย” เย้ย “ลุงตู่” เพิ่งรู้ไร้กึ๋น ศก.

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตอบการอภิปรายในสภาฯยอมรับว่าไม่เก่งด้านเศรษฐกิจแต่จริงใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยบอกอย่างมั่นใจว่ารู้เศรษฐกิจดี การพูดกลับไปกลับมาไม่น่าจะแปลว่าจริงใจใช่หรือไม่ คนที่เก่งหรือไม่เก่งต้องรู้ตัวเองแต่แรก จะมายอมรับว่าไม่เก่งห่างกันเพียงไม่กี่เดือนคงเป็นไปไม่ได้ ความจริงใจที่ขาดความรู้ความสามารถไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังเข้าใจผิดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเศรษฐกิจพังและฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วง 5 ปีผ่านมาได้ดีพอควรนั้นต่างกับความจริงมาก หากยอมรับว่าไม่เก่งแต่แรก พยายามศึกษาหาความรู้จะพบว่าบริหารล้มเหลวมาตลอด และเข้าใจผิดอย่างรุนแรงว่ามีทีมเศรษฐกิจที่ดี ยิ่งตอกย้ำความไม่เก่งน่าจะถึงขั้นไม่รู้เรื่องเลย

    อย่ามัวโม้ออกไปให้คนเก่งมาแทน

    นายพิชัยกล่าวว่า การที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ต้องมั่นใจจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพไม่รั่วไหล แม้หนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบ 57% แต่ถ้าบริหารไม่ดีพอ อาจทำให้หนี้สาธารณะทะลุเกินกรอบ 60% ในภาวะวิกฤติประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีความรู้ความชำนาญอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงแค่โม้ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกเปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาบริหาร

    “เสรีพิศุทธ์” แจงไม่ค้าน พ.ร.ก.

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงการโหวต พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่พรรคฝ่ายค้านงดออกเสียงว่า เราอยากให้รัฐบาลได้งบฯไปเยียวยาประชาชนที่ลำบาก แต่การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯมา 6ปี ไม่ว่าจากการยึดอำนาจหรือจากการเลือกตั้งเป็นเครื่องยืนยัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯที่ใช้งบประมาณแผ่นดินผิดพลาดมาตลอด ตั้งงบเกินดุลทุกปีใช้เงินเกินตัว กู้มาทุกปีตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ปี 2563 ก็ยังกู้จนหมดตัว เวลาเกิดโรคระบาดที่ต้องดูแลประชาชนก็ต้องกู้อีก แต่พวกตนไม่สนับสนุนก็ไม่ได้เมื่อไม่เห็นด้วยต้องใช้วิธีงดออกเสียง อย่างไรก็ตาม แต่ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีต่อมาคือ การตรวจสอบการใช้งบฯของรัฐบาลให้ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีการทุจริต พรรคเสรีรวมไทยจะดำเนินการเข้มงวดในการตรวจสอบ

    “เก่ง” จ้องหายใจรดต้นคอใช้เงิน

    นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมสภาฯเพื่อพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน 5 วัน ฝ่ายค้านท้วงติง มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แต่รัฐบาลไม่ตั้งใจฟัง ไม่ให้ความสำคัญมากนัก การพิจารณาจึงเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดการใช้เงินไม่มีแผนงานรองรับ เชื่อขนมกินได้ว่าอาจแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และทำประเทศทรุดหนักกว่าเดิม ถึงแม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นความบกพร่องอย่างมากมาย แต่ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ลงมติเพียงรับหรือไม่รับ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือตั้งกมธ.วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้เงินของประชาชนที่ทุกพรรคเห็นด้วยยกเว้นพลังประชารัฐ ทั้งนี้ ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของสภาฯตรวจสอบการใช้เงินครั้งนี้อย่างเข้มข้นแบบหายใจรดต้นคอ จะไม่ยอมปล่อยให้รัฐบาลใช้เงินของประชาชนตามอำเภอใจ และใช้เงินเพื่อสร้างฐานทางการเมืองให้กับพรรคฝ่ายรัฐบาล เพราะเราต้องการให้เงินทุกบาทต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด จะเอาเงินประชาชนไปแสวงประโยชน์และหาเสียง ฝ่ายค้านไม่ยอมอย่างแน่นอน

    วุฒิสภาจืดชืดถก พ.ร.ก.กู้เงิน

    เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ มีนายนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ร่วมรับฟัง ทั้งนี้ บรรยากาศการอภิปรายตลอดทั้งวันค่อนข้างจืดชืด ประเด็นไม่ค่อยต่างไปจากที่ ส.ส.อภิปรายไว้ นายสุรชัย เลี้ยง–บุญเลิศชัย ส.ว. กล่าวว่า กรณีปัญหาความโปร่งใสการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีข่าวจัดสรรงบประมาณผ่าน ส.ส.จังหวัดละ 80 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้การใช้เงินตามแผนทั้งหมดต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หลักความโปร่งใส คุ้มค่าและตรวจสอบได้ ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและกลั่นกรองแผนก่อนเสนอ ครม.

    ต้องให้ ส.ว.ช่วยสอดส่องแทน รบ.

    นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่าการแก้ไขการระบาดของโควิด-19 เมื่อรัฐบาลทำแล้วเป็นผลดี ต้องกล้าบอกว่ามีรัฐบาลและฝ่ายบริหารที่ดี แต่เรายังมีการสื่อสารทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง ไม่ได้ติดใจที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน แต่ห่วงใยเรื่องความโปร่งใส ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม ส่วนการเสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญของสภาฯ อาจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะมี ส.ส.รัฐบาลอยู่ด้วย จึงเห็นว่าควรเป็นหน้าที่ ส.ว.เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ โดยให้ กมธ.สามัญของวุฒิสภาเข้ามาตรวจสอบ เพื่อช่วยรัฐบาล รัฐบาลงานเยอะ อาจมองไม่ทั่วถึง หาก ส.ว.เข้าไปช่วยสอดส่องเชื่อว่าการใช้เงินกู้จะมีประสิทธิภาพ ต้องไม่เป็นการใช้เงินกู้แบบสูญเสียอย่างเดียว ควรใช้เงินในลักษณะที่ต่อยอดได้ ไม่ใช่แจกเงินเท่านั้น เราต้องเอาเงินกู้สร้างเงินสร้างอาชีพ

    อดีต ทรท.เดินหน้าสร้างกลุ่มแคร์

    อีกเรื่อง นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินการของกลุ่มแคร์ว่า หลังจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้ประสานงานของกลุ่มคือ ตน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยจะหารือกันภายใน 2-3 วันนี้ เพื่อกำหนดวันประชุมของกลุ่มในครั้งต่อไป ที่คาดว่าคงมีผู้เข้าร่วมมากกว่าการประชุมครั้งก่อน และจะมีการหารือกันในรายละเอียดการดำเนินการของกลุ่ม ทิศทางการดำเนินการ รวมถึงชื่ออย่างเป็นทางการ คาดว่าหลังผู้ประสานงานหารือกันแล้วจะมีการหารือของกลุ่มในเร็วๆนี้

    ร้อง “บิ๊กตู่” สอบปมเงินคลื่น อสมท

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสนอสัดส่วนเงินชดเชยคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์จาก กสทช.ตามที่นายกฯเคยมีนโยบาย ต้องไม่มีสัญญาที่รัฐเสียเปรียบ ปราบปรามทุจริต ยึดประโยชน์ของชาติ ประชาชนและหน่วยงานเป็นที่ตั้ง เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการ กสทช.ครั้งล่าสุดผู้บริหารของบมจ.อสมท เข้าชี้แจงระบุว่าสัดส่วนเงินชดเชยที่จะให้กับบริษัทคู่สัญญาครึ่งหนึ่งมูลค่าหลายพันล้านบาท ดังนั้นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท เห็นว่า หากเป็นจริงถือว่าอาจขัดต่อนโยบายของนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯชัดเจน จึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งอาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ ขณะที่นายเทวัญ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของนายกฯต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ยืนยันต้องรีบดำเนินการ

    ฟ้อง อสส.ไม่อุทธรณ์คดี “โอ๊ค”

    เมื่อเวลา 10.00 น. นายจาตุรัตน์ บุญเบ็ญจรัตน์ โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ เข้ายื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของอัยการสูงสุดที่ไม่อุทธรณ์คดีดำหมายเลข อท. 245/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร คดีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงิน 10 ล้านบาท จากเหตุธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานคร เนื่องจากเห็นว่ากรณีนี้ในเส้นทางของกระบวนการยุติธรรม ยังสามารถดำเนินการได้ โดยคำสั่งศาลที่ยกฟ้องนายพานทองแท้ มีผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยเห็นว่านายพานทองแท้มีความผิด อีกทั้งประชาชนยังมีความเคลือบแคลงสงสัย จึงควรที่อัยการสูงสุดควรมีคำสั่งให้อุทธรณ์คดี แต่กลับมีความเห็นไม่อุทธรณ์ จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล อยากให้อัยการสูงสุดทบทวนคำสั่งใหม่ นอกจากนี้อาจไปยื่น ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบในประเด็นนี้

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1พรรคพลังประชารัฐประยุทธ์ จันทร์โอชาสมศักดิ์ เทพสุทินประวิตร วงษ์สุวรรณธรรมนัส พรหมเผ่าข่าววันนี้

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้