ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    สกู๊ปหน้า 1 : คดี! แม่วางยาลูก ความรุนแรงยุค 5G

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 มิ.ย. 2563 05:02 น.
    SHARE

    เงื่อนงำคดีสะเทือนใจ ผู้ได้ชื่อว่าเป็น“แม่” ก่อเหตุวางยาลูกสาววัย 4 ขวบ เสียชีวิต และลูกชายวัย 2 ขวบ อาการสาหัส เพื่อหวังให้ป่วยหนัก สร้างกระแสเรียกความน่าสงสาร เปิดรับเงินบริจาค หลอกขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ จนมีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 15 ล้านบาท

    ยุคที่ “คนไทยใจบุญ นิยมชมชอบทำบุญ” ด้วยเทคโนโลยีสามารถกดโอนเงินได้ง่าย “ผ่านสมาร์ทโฟน” จนเป็นช่องทางให้ “มิจฉาชีพ”...สร้างประเด็น “ดราม่า” ใช้ความเวทนา เรียกความสงสารในการเปิดรับบริจาคได้มาทีละนิด ...คนละหน่อย ก็สามารถกลายเป็นเงินก้อนโตมีรายได้อย่างดีมากมาย...

    กระทั่งกลายเป็นข้อสงสัยให้ “กองบังคับการปราบปราม” ออกมาคลี่คลายปมคดีนี้ในการสืบสวน ค้นหาพยานหลักฐาน จนออกหมายจับผู้ก่อเหตุ “แม่ใจร้าย วัย 29 ปี” ในข้อหา...รับเด็กไว้แสวงหาประโยชน์มิชอบ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ฉ้อโกงแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน

    นับเป็นเรื่อง “ช็อกสังคมไทย” กลายเป็นคดีอาชญากรรมอันแสนหดหู่ใจ...สั่นสะเทือนบีบหัวใจของคนเป็นแม่อย่างยิ่ง...จากการนำ “ชีวิตของลูกน้อย” มาหากิน และหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง...

    คดีอันแสนหดหู่ในยุคใช้ความน่าสงสารเวทนาเปิดรับขอบริจาคนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผช.อธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต บอกว่า ในยุคการทำธุรกรรมออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ให้สามารถเป็นผู้ซื้อ และผู้ขายผ่านโซเชียลรวดเร็ว

    อีกทั้งอยู่ในยุค “นิว นอร์มอล” หรือ “วิถีชีวิตใหม่” ที่ทุกคนต้องปรับรูปแบบ “การใช้ชีวิตใหม่” ทำให้ “มิจฉาชีพ” เห็นช่องทางการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์นี้แอบแฝงในรูปแบบกลโกงต่างๆ โดยเฉพาะ “หลอกลวง” ในเรื่องการรับบริจาคช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง หรือการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากนี้

    เพราะมีสาเหตุมาจาก “คนไทย”...มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการแสดงนํ้าใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น จากรากฐานความเป็น “เมืองพุทธ” แต่การช่วยเหลือนี้ก็ควรต้องมีการตรวจสอบข้อมูลกระบวนการหลอกลวงของคนร้ายผ่านออนไลน์ให้ทันท่วงที มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย

    ประเด็นสำคัญ...“หน่วยงานภาครัฐ” ตั้งแต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานทางทะเบียนราษฎร หรือหน่วยงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีต้องมีการตรวจสอบการ “ขอรับบริจาคเรี่ยไรเงิน” เชิงรุกยิ่งขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีของคนร้ายนี้ ที่ไม่ใช่การตามไล่จับ “กลุ่มคนร้าย” ก่อเหตุสำเร็จแล้ว

    ดังนั้น หน่วยงานด้านไอที หรือฝ่ายกฎหมาย ต้องมองอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยการทำงานอย่างบูรณาการร่วมกัน เพื่อป้องกันต้นเหตุ ไม่ใช่ตามจับปลายเหตุ ที่มักมีความสูญเสียขึ้นเสมอ

    อย่างเช่น...“กรณีแม่วางยาลูก” เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนราษฎร 7 ครั้ง หากตรวจสอบกันจริงจัง ก็น่ามี “ข้อพิรุธสงสัย” ในการส่งข้อมูลนี้ให้ “หน่วยงานด้านไอที” ตรวจสอบอย่างละเอียด ในการสืบสวนเชิงรุกระบบออนไลน์ ที่อาจมีความผิดปกติต่างๆ ทั้งการเคลื่อนไหวทางการเงิน และเชื่อมโยงการใช้โทรศัพท์ หรือออนไลน์ก็ได้

    แต่เรื่องนี้เมืองไทย...กลับไม่มีกระบวนการตรวจการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะมีปัจจัยไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนบางแห่ง แม้ว่ามี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 บังคับใช้ก็ตาม ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติงานไม่สอดคล้องเท่าทัน “อาชญากรรมยุคไซเบอร์” ที่เกิดขึ้นนี้...

    อีกทั้งในบางหน่วยงาน...เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ” มีกฎหมายเอื้อต่อการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงลึก ที่มีเครื่องมือ “สร้างแอ็กเคานต์” จัดการข้อมูลผู้ก่อเหตุ ในการสกัดกั้นจับกุมคนร้ายได้

    ถ้าหน่วยงานอื่น...มีเครื่องมือเช่นนี้ก็จะสามารถทำงานสะดวกขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หน่วยงานของผู้ปฏิบัติต้องมีทั้งกฎหมายที่เอื้อต่อการติดตามผู้ก่อเหตุทางเทคโนโลยี มีอุปกรณ์ทันสมัยด้วย โดยเฉพาะหน่วยงานตำรวจ เพื่อให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

    สิ่งสำคัญ...“ผู้ปฏิบัติ” ก็ต้องมีทักษะองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีงบประมาณสนับสนุน เพราะปัจจุบันนี้หน่วยงานองค์กรในด้านการป้องกันและปราบปราม “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” โดยเฉพาะ “องค์กรตำรวจ” ยังมีรูปแบบโครงสร้างระบบดั้งเดิมอยู่ตลอด

    เช่น “เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ปฏิบัติงานด้านไอที” อยู่ตำแหน่ง ร.ต.อ. ทำงานราว 5-6 ปี ต้องขึ้นตำแหน่ง พ.ต.ต. กลับไม่มีตำแหน่ง “ด้านไอที” สุดท้ายถูกย้ายสายงานเพื่อขึ้นระดับ พ.ต.ต.ในตำแหน่งกองอำนวยการในพื้นที่ต่างจังหวัดห่างไกล ทำให้เป็นปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่สายงานด้านไอทีมาโดยตรง

    ในต่างประเทศ...มีการตั้ง “หน่วยพิเศษไอที” ทำหน้าที่ตรวจจับแกะรอยคนร้ายก่ออาชญากรรมไอทีโดยตรง ที่เกิดจากหน่วยงานรัฐร่วมมือภาคเอกชน สาเหตุจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมักไม่รับราชการจากปัจจัยเงินเดือนน้อย แต่มีแรงจูงใจให้ผลตอบแทนอื่น เช่น งดเว้นภาษี เพื่อให้มาเป็นส่วนร่วมในการแกะรอยคนร้ายได้ดีขึ้น

    ตัวอย่างเช่น “เว็บไซต์ดังๆ” มีการจ้างให้ “แฮกเกอร์” เข้ามาแฮ็กระบบ หากใครเจาะข้อมูลได้จะมีรางวัลตอบแทน เพื่อให้รู้ระบบบ้านตัวเองว่า “มีจุดช่องโหว่” เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐต้องมี “โรดแม็ปในการทำงาน” ไม่ควรนำโครงสร้างยุค 100 ปีก่อนมาใช้กับการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้

    สำหรับกรณี “คดีแม่วางยาลูก 2 คน” ตามเหตุการณ์ในด้านการแพทย์ มีผลการชันสูตรศพลูกสาววัย 4 ขวบ พบว่า ไม่ได้เสียชีวิตจาก “โรค” มีลักษณะจาก “สารเคมี” ที่ยังสรุปไม่ได้มาก ต้องตรวจสอบผลชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่แน่ๆ...“แพทย์” เชื่อมั่นระดับหนึ่งว่า...เกิดการใช้สารเคมีผสมกับอาหารให้เด็กกิน...

    ส่วนลูกชายวัย 2 ขวบ ก็มีลักษณะการป่วยคล้ายกับพี่สาววัย 4 ขวบ มีต้นเหตุจาก “ผู้ก่อเหตุ” อาศัยเด็กเป็นเครื่องมือ “ทำมาหากิน” เพราะปัจจัยที่เกิดจาก “คนไทย” มีจิตใจโอบอ้อมอารี หากสร้างเรื่องให้ “เกิดความเวทนา” ในการแสวงหาผลประโยชน์ และเปิดรับบริจาค จะต้องมีผู้ใจบุญช่วยเหลือแน่นอน

    ส่วนการช่วยเหลือคนเดือดร้อนนี้ก็ต่างมีเป้าหมาย คือ...“ตัวเงิน” เป็นหลัก จนมองข้ามคุณธรรม และความถูกต้องทางสังคมไป กลายเป็น “พฤติกรรมเลียนแบบ” สังเกตจากทุกครั้งที่มีเรื่องราว “ความเวทนา” ขอรับบริจาคในการช่วยเหลือ ก็มักได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือกันอยู่ประจำตลอดมา...

    ทว่าความสำคัญนี้มีอยู่ว่า...การก่อเหตุนี้คงต้องตรวจสอบลงลึกถึง... สภาพจิตใจและสภาพประวัติในการเลี้ยงดูเด็กจากแม่ผู้ก่อเหตุนี้ ที่ได้จากคนใกล้ชิด...คนรอบข้าง หรือบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อสืบหาประวัติ “ความผิดปกติด้านจิตใจ” เพราะสามัญสำนึกคนปกติ...ไม่มีแม่คนใด...ลงมือวางยาลูกได้ เว้นแต่มีสาเหตุอย่างอื่น...

    เรื่องนี้ต้องมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติ...“สภาพจิตใจผู้ก่อเหตุ” หรือ “การเลี้ยงดูมาแบบขาดความอบอุ่น” ให้สามารถตรวจสอบได้ คงต้องย้อนดูประวัติ...“สมัยเด็กผู้ก่อเหตุ” อาจมี “ปมแผลลึกในใจ” ในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก เพราะหากถูกใช้ความรุนแรง อาจเป็นปัจจัยนำมาสู่การทำความรุนแรงต่อคนอื่นได้

    ตามหลักอาชญาวิทยา...“ทฤษฎีพันธะทางสังคม” ถ้าคนเราผูกพันครอบครัว มักคิดทำผิดน้อยลง นั่นหมายถึงว่า...“ผู้ก่อเหตุ” ถูกอบรมเลี้ยงดูมาแบบผูกพันครอบครัว มีโอกาสก่อเหตุกับลูกน้อยมาก แต่กลับกัน...ถ้าถูกเลี้ยงแบบใช้ความรุนแรง ไม่มีผูกพันกับครอบครัว ก็มีแนวโน้มเสี่ยงสูงทำกับ “ลูก” ที่แตกต่างจากครอบครัวอื่นทั่วไป

    ส่วนสาเหตุเห็น “ตัวเงิน” มากกว่า “สายใยแม่ลูก” ในเรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก สังเกตจากบางกรณีในเรื่องนี้มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น แม่พาลูกขายบริการทางเพศ แม้ว่า...ผู้เป็นแม่จะรู้ว่า...ลูกต้องทนนอนกับคนอื่นมากกว่า 1 คน แต่ก็ไม่มีทารุณกรรมรุนแรงเท่ากับ “แม่วางยาลูก” เพื่อหาผลประโยชน์จากตัวเด็กเช่นนี้มาก่อน

    คดีนี้อาจสะท้อนถึงความรุนแรงในครอบครัว “ยุคไซเบอร์” ในการแสวงหาประโยชน์จาก “เด็ก” ด้วยการทารุณกรรมรุนแรง กลายเป็นคดีสังคมต้องกลับมาทบทวนถึง...ความจำเป็นในการพัฒนาทุกๆด้านของประเทศ

    แต่กลับหลงลืม...“วิถีดั้งเดิมความเป็นไทย” ทั้งในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรัก ความเมตตา ความโอบอ้อมอารีในครอบครัว ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็น...“มนุษย์”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1แม่ปุ๊กแม่วางยาลูกเงินบริจาคมิจฉาชีพดราม่าข่าวทั่วไป

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้