ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย เอาด้วย กมธ.วิสามัญ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์31 พ.ค. 2563 05:25 น.
    SHARE

    ร่วมฝ่ายค้านตรวจสอบ ‘ตู่’ ถามหาใบเสร็จทุจริต

    ฝ่ายค้านฉะ “บิ๊กตู่” เย็นชาต่อระบบรัฐสภา “อนุดิษฐ์” ปูดผู้มากบารมีเริ่มตั้งโต๊ะแบ่งเค้ก “จิรายุ” ให้ระวังข้อครหามุบมิบใช้เงินก้าวไกลไม่ไว้ใจองค์กรตรวจสอบยุคนี้ “บิ๊กตู่” เมินฝ่ายค้านพูดเองเออเอง “วิรัช” โบ้ยส่งสภาฯ ยังไม่พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ “สุชาติ” ค้านหัวชนฝาอ้างสิ้นเปลือง แต่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้ง ปชป.- ภท. เข้าชื่อหนุนญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญ “สาทิตย์” บอกวงเงินกู้มหาศาลต้องใช้โปร่งใส “ภราดร” ยันเป็น เอกสิทธิ์ ส.ส. ถก พ.ร.ก.กู้เงินวันที่ 4 ชำแหละ พ.ร.ก.ซอฟต์โลนเละ พท.-ก้าวไกลดาหน้าซัดเอื้อแต่ทุนใหญ่ “มนพร” ชี้ทาง “ลาออกเถอะลุงไม่ต้องรอใครไล่” “องอาจ” ห่วงโจรใส่สูทปล้นเงินประชาชน ผู้ว่าการ ธปท.ลั่นฟันไม่เลี้ยงแบงก์ปล่อยต่อกินดอก “มิ่งขวัญ” สับเละทีม ศก.สุดห่วย ป.ป.ช.ยันปมนาฬิกาหรูไม่มีมูล “ปิยบุตร” เดือดถึงเวลากำจัดปรสิต ทบ.สอบโกงเบี้ยเลี้ยงสรรพาวุธพบมีมูล จ่อส่ง ป.ป.ช.ฟัน

    จากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ แต่ถูกรัฐบาลตอบปฏิเสธนั้น ล่าสุดพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลทั้งภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ร่วมเข้าชื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเงินกู้จำนวนมหาศาล ต้องมีระบบกลไกตรวจสอบการใช้เงินที่เข้มงวด

    ซัด “บิ๊กตู่” เย็นชาต่อความโปร่งใส

    เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 30 พ.ค.ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ 3 วันที่ผ่านมา โดยรวมถือว่าพอใจไม่มีตีรวนควบคุมเวลาได้ดีมาก ยืนยันว่าการโหวตของพรรคฝ่ายค้านจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีแตกแถว แต่การตอบข้อเรียกร้องของฝ่ายค้านยังเย็นชาอยู่ ไม่ได้ข้อมูลที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องติดตามต่อไปว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะมีปฏิกิริยาเรื่องนี้อย่างไร การตั้ง กมธ.วิสามัญน่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเห็นด้วยเกือบทุกพรรค เชื่อว่าแรงกดดันจาก ส.ส.รัฐบาล และสังคม จะทำให้มีความหวังมากขึ้น แต่คิดว่ารัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ที่วันนี้เขายังไม่แคร์ เพราะเสียงของรัฐบาลมีมากทำให้สามารถกำกับควบคุมสังคมได้หมด เขาคงไม่อ่อนไหว

    ปูดผู้มากบารมีตั้งโต๊ะแบ่งเค้ก

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากท่าทีของนายกฯที่โยนเรื่องตั้ง กมธ.วิสามัญฯเป็นเรื่องของสภาฯนั้น อยากให้นายกฯเห็นความสำคัญของสภาฯ เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายขอเงินประชาชนไปใช้ ก็ต้องมาขอความเห็นชอบจากสภาฯ สภาฯจึงมีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว การที่นายกฯปฏิเสธสภาฯ ด้วยการอ้างอำนาจตามกฎหมายที่ตัวเองเขียนขึ้นเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จึงเป็นการกระทำที่ส่อให้เห็นพิรุธว่ามีเจตนาแอบแฝงการใช้เงินหรือไม่ สอดคล้องกับข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่ามีผู้มากบารมีในรัฐบาลบางคน ตั้งโต๊ะเรียกนักธุรกิจในสังกัดมาแบ่งเค้กเงินกู้ 400,000 ล้านบาทกันชื่นมื่น หวังว่าจะไม่เป็นความจริง เพื่อความโปร่งใสและลบข้อครหาของสังคม หวังว่านายกฯจะคำนึงถึงการมีธรรมาภิบาล และยินยอมให้สภาฯตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ต่อไป

    ให้ระวังข้อครหามุบมิบใช้เงิน

    นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านายกฯไม่สนใจ ภาคประชาชน การกล่าวอ้างว่ามีองค์กรอิสระตรวจสอบ นั้นเป็นปลายทาง กระบวนการของสภาฯถือเป็นการตรวจสอบที่ทันต่อสถานการณ์มากกว่าที่ยกมาอ้าง การที่นายกฯไม่ให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบของรัฐสภา ยิ่งทำให้ประชาชนเคลือบแคลงใจว่ากลัวอะไร ทั้งที่กรรมาธิการมีทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ควรมีท่าทีสนับสนุนมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะถูกครหาว่ามุบมิบใช้เงินภาษีประชาชนโดยไม่มีการตรวจสอบหรือไม่ นายกฯจะโยนไปที่สภาฯไม่ได้ เพราะสังคมรู้อยู่แล้วว่าหัวหน้าพรรครัฐบาลตัวจริงคือ พล.อ.ประยุทธ์ จะปฏิเสธอย่างไรคนทั้งประเทศก็ไม่มีใครเชื่อ

    ก้าวไกลไม่ไว้ใจองค์กรอิสระยุคนี้

    นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องการให้ตั้ง กมธ. เพื่อต้องการตรวจสอบความโปร่งใส และแก้ไขปัญหาตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางส่วนมีท่าทีสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ หากนายกฯไม่ต้องการหนีการตรวจสอบ และต้องการให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง ต้องมีท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ แม้นายกฯจะบอกว่ามีกลไกในการตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความไว้วางใจการตรวจสอบภายใต้รัฐบาลชุดนี้

    “วิรัช” โบ้ยส่งสภาฯยังไม่พร้อม

    ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า คงต้องให้การบ้านรัฐบาลกลับไปทำว่า หากตั้ง กมธ.วิสามัญจะต้องเตรียมการอย่างไร หรือถ้าไม่ตั้งอาจส่งไป กมธ.สามัญ วันนี้เพิ่งย้ายตึกมามีความไม่พร้อมหลายอย่าง ห้องต่างๆยังไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ยังเข้ามาดูแลได้ไม่เต็มที่ และยังมีการตั้ง กมธ.วิสามัญคณะอื่นๆ เช่น กมธ.วิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามี กมธ.สามัญ 35 คณะ สามารถให้ กมธ.การคลังที่มีอยู่แล้วไปตรวจสอบดูแล หรือให้ กมธ.ติดตามงบประมาณช่วยดูเพิ่มเติมได้ และยังมีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่กำลังจะเข้าสภาฯอีก รัฐบาลกำลังรอความพร้อมของสภาอยู่ ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ.การโอนงบประมาณปี 2563 วงเงิน 88,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะใช้เวลา 2 วัน คือวันที่ 4-5 มิ.ย. พิจารณา 3 วาระรวด ต้องขอกันให้จบโดยเร็ว

    “สุชาติ” ค้านชนฝาอ้างสิ้นเปลือง

    นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค้านที่เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือพิจารณากลั่นกรองอยู่แล้ว อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังและต้องเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) กลั่นกรองก่อนเสนอ ครม.อนุมัติโครงการ นักการเมืองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่สภาฯมี กมธ.สามัญ35 คณะ ทำหน้าที่ตรวจสอบได้ ต้องมั่นใจในระบบราชการที่เข้ามาดูแลงบประมาณตัวนี้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง กมธ.วิสามัญฯให้มาทำงานซ้ำซ้อนกัน เสียเวลาการทำงานทุกฝ่าย รวมทั้งเสียงบประมาณแผ่นดินอีกด้วย ฝ่ายค้านอย่าลืมว่ายังมี สตง. และ ป.ป.ช.อยู่ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เชื่อและมั่นใจว่านายกฯคิดและวางแผนบริหารจัดการไว้แล้ว ถือว่ามีมาตรฐานตรวจสอบ หรือมีการประเมิน KPI สูงกว่าเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก.เงินกู้ในอดีต

    ส.ส.ปชป.เข้าชื่อกดดันตั้ง กมธ.

    ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายเทพไท เสนพงศ์ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ นายกนก วงศ์ตระหง่าน แถลงหลังยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากตาม พ.ร.ก.กู้เงิน นายสาทิตย์กล่าวว่า พวกเราเป็นห่วงว่าการกู้เงินมหาศาลนี้อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่ตรงเป้าหมาย ไม่โปร่งใส รั่วไหล จะยิ่งสร้างความเสียหายเสมือนซ้ำเติมพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น ทราบว่ามีการเร่งรัดให้กระทรวงมหาดไทยสั่งถึงทุกจังหวัดให้เร่งทำโครงการขอเบิกงบเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท โดยมีเวลาจำกัดแค่ 30 วัน โอกาสที่จะเกิดการฮั้วระหว่างผู้รับเหมากับผู้มีอำนาจง่ายมาก จึงขอให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญฯเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว เพราะเงินนี้เป็นภาษีประชาชน ทั้งนี้ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเห็นด้วย และแจ้งต่อประธานวิปรัฐบาลไปแล้ว เขาขอเวลานำเรื่องไปหารือกับผู้บริหารของพรรค เพื่อให้คำตอบในวันที่ 31 พ.ค.

    ส.ส.ภท.เอาด้วยกับฝ่ายค้าน

    นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ขอใช้เอกสิทธิ์ร่วมกับ ส.ส.กว่า 20 คนจากหลายพรรค เช่น พรรคเพื่อไทยพรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหมแถลงต่อสภาฯว่ารัฐบาลตั้งใจใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และชัดเจน มองว่าช่องทางกลไกรัฐสภาเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ รวมถึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เมื่อถามว่ามีการหารือกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายภราดรตอบว่า เรื่องนี้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และเป็นเจตนาที่ดีในการช่วยเหลือรัฐบาล

    ถล่มเงินซอฟต์โลนเข้าพุงทุนใหญ่

    ต่อมาเวลา 09.30 น.เริ่มการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่ 4 ในส่วนของ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (พ.ร.ก.ซอฟต์โลนช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี) วงเงิน 500,000 ล้านบาท นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เอสเอ็มอีเหล่านี้เป็นเอสเอ็มอีรายย่อยจริงหรือไม่ เพราะสามารถกู้ได้ถึง 500 ล้านบาท ธุรกิจที่จะกู้ขนาดนี้ต้องเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีทุนหมุนเวียนในธุรกิจมหาศาล ธนาคารถึงกล้าปล่อยกู้ คุณสมบัติเหล่านี้กรรมการเอาสมองที่ไหนมาคิดว่านี่คือผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะเข้าถึงเงินทุน 500 ล้านบาท เริ่มคิดและสงสัยว่าเงินทุนเหล่านี้จะเริ่มมีไอ้โม่งสวมหมวกดำมาจองเป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว ทำให้อดคิดถึงโครงการชิมช้อปใช้ไม่ได้ ว่าท่านยืมมือประชาชนไปกดเงินภาษีของประชาชน แล้วไปซื้อของตามร้านที่นายกฯได้ส่งจดหมายขอเงินไป ในที่สุดเงินเหล่านี้ก็ไหลเข้าพุงของนักธุรกิจเหล่านี้

    “ลาออกเถอะลุงไม่ต้องรอใครไล่”

    นางมนพรกล่าวต่อว่า เห็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ไร คิดว่านายกฯคงเสพติดอำนาจ สมัยเป็นหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 จนเคยตัว ไม่เห็นหัวประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย พ.ร.ก.ฉุกเฉินปราบโควิดไม่ได้ แต่จะทำให้คนฆ่าตัวตายเป็นรายวัน อยากให้รัฐบาลฟังข้อเรียกร้องของเอสเอ็มอีที่อยากให้พักชำระหนี้ 1-2 ปี ถ้ารัฐบาลจะแสดงความจริงใจเรื่องความโปร่งใส น่าจะตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ เพราะมันเป็นเงินกู้ที่จะเป็นภาระประชาชนในอนาคต แต่ไม่คาดหวังว่าแนวทางนี้จะเกิดขึ้นจริงเพราะรัฐบาลไม่มีความจริงใจ วันนี้โควิดเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่มีวันแก้ไขได้สำเร็จ ถ้านายกฯอยากคืนความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ อยากบอกประโยคนี้ว่า #ลอถลมตรคล ลาออกเถอะลุงไม่ต้องรอใครไล่

    “เต้” ขู่คนอนุมัติหุ้นกู้พลาดติดคุก

    ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายว่า ในส่วน พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือเรียกว่าซื้อหุ้นกู้ ด้วยการออกพันธบัตรให้ประชาชนหรือเอกชนซื้อ ปกติการปล่อยหุ้นกู้จะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีเพียงหนังสือยืนยันการซื้อหุ้นกู้ จึงอยากเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำกับการซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชน ออกเงื่อนไขให้มีหลักเกณฑ์ค้ำประกัน 30-50 เปอร์เซ็นต์ กันพลาดป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสีย เพราะถ้าพลาดผู้ที่อนุมัติจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย เราต้องไม่ลืมว่าหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ของแผ่นดิน ขอให้รัฐบาลควบคุมกำกับติดตาม ว่าหุ้นกู้ดังกล่าวจะพลาดไม่ได้ ถ้าพลาดติดคุก

    ห่วงโจรใส่สูทปล้นเงินประชาชน

    นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงการใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท จะมีความโปร่งใสหรือไม่ ที่ผ่านมา อปท.หลายแห่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการทุจริต แม้คนในรัฐบาลยืนยันว่าเงินก้อนนี้ไม่มีรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง มีแต่ข้าราชการพิจารณา มีการกำกับดูแลที่ดี แต่จะมีอะไรเป็นหลักประกันความโปร่งใส เพราะทั้งนักการเมือง ข้าราชการก็มีคนไม่ดี 5 ปีที่ผ่านมาที่ไม่ใช่รัฐบาลนักการเมือง ใช้แต่กลไกข้าราชการก็มีทุจริตโดยข้าราชการทั้งนั้น เช่น การทุจริตช่วยบุคคลยากไร้ การทุจริตเงินทอนวัด การใช้งบครั้งนี้อาจมีโจรใส่สูทมาขูดรีดเงินประชาชน ขอฝากข้อเสนอการใช้เงิน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำโครงการจริง ไม่ใช่เอานโยบายเก่ามาใช้ใหม่ และอ้างโควิดบังหน้า วัตถุประสงค์การใช้เงินต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือให้เกิดการตีความไปในทางทุจริต ควรตั้งคณะกรรมการพิเศษมารับเรื่องร้องเรียนการทุจริตในโครงการต่างๆจากประชาชนโดยตรง ขอให้เงินกู้ทุกบาทเป็นการกู้เงินเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง

    ฉะแหลก พ.ร.ก.ฉ้อฉลเอื้อนายทุน

    นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า พ.ร.ก.ซอฟต์โลนวงเงิน 500,000 ล้านบาท เป็นการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ที่ไม่ใช่เอสเอ็มอีโดยตรง ถือเป็นการสมคบกันของนายทุนใหญ่ ธนาคาร และรัฐบาลหรือไม่ ทำไมจึงไม่ให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดย่อมโดยตรง แต่ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อตามอำเภอใจไปเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ที่สำคัญ พ.ร.ก.ฉบับนี้ให้กู้เฉพาะธุรกิจที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีสินเชื่อกับธนาคารเท่านั้น ปัจจุบันมีธุรกิจเอสเอ็มอี 3 ล้านราย แบ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีสินเชื่อกับธนาคาร 1.9 ล้านราย อีก 1.1 ล้านรายไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินกู้ครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีสินเชื่อและหลักประกันกับธนาคาร เช่น ร้านกาแฟเล็กๆริมทาง รีสอร์ตเล็กๆ แต่ธุรกิจเล็กๆเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ไม่มีสิทธิได้กู้ เพราะธนาคารจะปล่อยกู้เฉพาะลูกค้าชั้นดี นอกจากนี้หลักเกณฑ์การให้กู้เงินไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดเงินกู้ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2562 สมมติเอสเอ็มอีมีหนี้ 1,000,000 บาท กู้ได้ 200,000 บาท แต่มีลูกจ้าง 10 คน กู้ได้แค่นี้จะไปได้กี่น้ำ แต่ถ้าบริษัทใหญ่มีหนี้ 500 ล้านบาท กู้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 ล้านบาท สามารถกู้ไปทำอะไรได้หมด นี่คือการออก พ.ร.ก.ที่ฉ้อฉลมีวาระซ่อนเร้นเอื้อต่อทุนใหญ่หรือไม่ทราบว่าขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี มีธนาคารติดต่อมาขอให้กู้เงิน บริษัทเหล่านี้ก็ไปกู้เพราะได้ดอกเบี้ยต่ำ แค่นำไปปล่อยกู้ต่อ หรือเอาไปเล่นหุ้นก็ได้กำไรแล้ว นี่คือการเอื้อเอสเอ็มอีหรือนายทุนกันแน่

    “จุติ” ย้ำรัฐบาลไม่ได้มุ่งอุ้มทุนใหญ่

    นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า ครม.อนุมัติมาตรการต่างๆ โดยรอบคอบ ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อกลุ่มทุน แต่มีหัวใจเพื่อดูแลคนตัวเล็ก ข้อมูลที่ ส.ส.อภิปรายถือว่าเป็นประโยชน์ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพิจารณารายละเอียดรอบคอบ ขอประชาชนวางใจ ยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจลดเหลื่อมล้ำให้เงินถึงประชาชน และ SME ระดับล่างมากที่สุด แม้ดูตามหลักเกณฑ์แปลไปได้ว่าเอื้อกลุ่มทุน แต่คณะรัฐมนตรียืนยันว่าเรื่องนี้ต้องไม่เกิดขึ้น และรัฐบาลไม่ละเลย

    ธปท.ลั่นฟันไม่เลี้ยงปล่อยกินดอก

    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า มาตรการช่วยเหลือ SME ต้องมีความหลากหลายครอบคลุม มาตรการดอกเบี้ยต่ำเป็นหนึ่งในหลายมาตรการ ยังมีมาตรการอื่นอีก ธุรกิจหลายอย่างต้องปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่หลังวิกฤติโควิด การสร้างความเข้มแข็งให้ SME สำคัญมาก ทั้งเรื่องดิจิทัลและเทคโนโลยี จะอัดเงินเข้าไปเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมาเงินกู้ซอฟต์โลนปล่อยไปแล้ว 50,000 ล้านบาท ธปท.ไม่ได้หวังว่าเงินกู้จะปล่อยออกไปทั้งหมด 500,000 ล้านบาท ธนาคารแต่ละแห่งมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่างกัน และลูกหนี้ยังไม่อยากกู้มากเท่าที่ควรใน ช่วงโควิด ข้อห่วงใยของ ส.ส. กังวลว่าอาจมีสถาบันการเงินนำเงินกู้ซอฟต์โลนไปปล่อยต่อเพื่อกินดอกเบี้ย ตรงนี้หากใครมีหลักฐานและข้อมูล ขอให้แจ้งมาเราจะดำเนินการลงโทษให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ พ.ร.ก.นี้ไม่ควรเรียกว่าเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเป็นเพียงกลไกเพื่อใช้รักษาสภาพคล่องของ ธปท. เมื่อครบกำหนดสถาบันการเงินต้องนำเงินมาจ่ายคืนให้ ธปท. ไม่นับว่าเป็นหนี้สาธารณะ และไม่สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไป

    ปชป.ติงซอฟต์โลนฝนตกไม่ทั่วฟ้า

    ด้านนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เห็นด้วยในหลักการ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน แม้ พ.ร.ก.มีเจตนาดีแต่ถ้าขั้นตอนไม่รัดกุมจะเกิดปัญหาฝนตกไม่ทั่วฟ้า แบ่งคนเป็น 2 กลุ่มคือ คนอยากไม่ได้ กับคนได้ไม่อยาก เมื่อรายใหญ่ได้ซอฟต์โลนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นใครก็กู้ แต่กู้มาแล้วไม่เอาไปใช้ให้เกิดการหมุนเวียนจ้างงาน แต่นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทำกำไร หรือปล่อยกู้นอกระบบให้เอสเอ็มอีเล็กๆ ที่เข้าไม่ถึง พ.ร.ก.ตัวนี้กู้ฟันกำไร 20-50 เปอร์เซ็นต์ แม้ผู้ว่าการ ธปท.เปิดให้แจ้งหลักฐานเอาผิด แต่ในหลักการธุรกิจเมื่อบริษัทได้เงินไปแล้วจะเอาเงินไปทำอะไร อยู่นอกเหนืออำนาจที่ ธปท.จะตรวจสอบ นับแต่ใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้มา 1 เดือนกว่า เพิ่งใช้เงินไป 58,000 ล้านบาท เป็นรายย่อยกู้ไป 13,000 ล้านบาท ที่เหลือ 44,000 ล้านบาท หรือ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเศรษฐีกู้ไป รัฐบาลควรให้คนตัวเล็กที่ฟุบอยู่ได้ฟื้นจะได้พ้นข้อครหาอุ้มคนรวยอวยเศรษฐี ที่ผ่านมามีบทเรียนจากการเยียวยาตกหล่นไม่น่าประทับใจ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก

    “สรัสนันท์” เฉ่งสิ้นคิดอุ้มแต่เศรษฐี

    น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ยังไม่เห็นแนวทางของ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ที่ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย มีแต่ช่วยกลุ่มทุนใหญ่ ยิ่งดูเงื่อนไขตาม พ.ร.ก.ที่ระบุว่าเอสเอ็มอีที่กู้ต้องไม่เป็นเอ็นพีแอลด้วย ยิ่งทำให้เอสเอ็มอีถูกตัดออกไปอีก เหลือประมาณ 3 แสนกว่ารายที่จะได้แตะเงินซอฟต์โลนก้อนนี้ ใครสภาพคล่องที่แย่ไม่มีหลักประกันจะถูกตัดออกไปอีก สุดท้ายเหลือกี่ราย จึงชัดเจนว่าอุ้มคนรวย ผลประโยชน์ตกที่ลูกค้าชั้นดี เป็นนโยบายขี่ช้างจับตั๊กแตน คือโปรยไปเยอะแต่สิ่งที่ได้มาเล็กนิดเดียว รัฐบาลต้องแก้ระเบียบที่เป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการ ใช้เอสเอ็มอีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องชดใช้บุญคุณประชาชน

    “มิ่งขวัญ” สับเละทีม ศก.ห่วยแตก

    ต่อมานายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเดียวในประวัติศาสตร์ที่แจกเงินแล้วโดนด่า ทั้งชิมช้อปใช้ที่ยืมมือประชาชนเอาเงินรัฐไปให้เจ้าสัว รวมถึงการเอางบกลางกรณีฉุกเฉิน 500,000 ล้านบาทมาใช้จนหมดแล้ว ขอตำหนิอย่างรุนแรงฝีมือทีมบริหารเศรษฐกิจแย่มาก ห่วยแตก ส่วนเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น ควรนำไปให้กระทรวงสาธารณสุข 100,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและวัคซีน ส่วนอีก 900,000 ล้านบาทที่เหลือ อย่ามุบมิบโมเม ควรเอามาแจกประชาชนให้ทั่วถึง อย่าเหมารวมเอาการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวแล้วเอาเงินก้อนนี้ไปโปะสิ่งที่ทำผิดพลาดมา ถ้าทำอย่างนี้ต้องถามตัวเองว่าสมควรอยู่บนแผ่นดินนี้หรือไม่ ส่วนการดูแลช่วยเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 3 ล้านราย ก็ดูแลอยู่แค่ 4-5 แสนราย

    มึนเจ้าสัวโกยแสนล้านใน 4–5 ปี

    นายมิ่งขวัญกล่าวต่อว่า ส่วนที่รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ อ้างเรื่องการส่งออกทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ว่าได้ราคาดี ขอบอกว่าทุเรศมาก ทำไมไม่ทำให้คนไทยได้กินมังคุด ทุเรียน ลิ้นจี่ในปีนี้ดีๆราคาถูก เพราะเมื่อส่งออกไม่ได้ แต่กลับไปขายในห้างแพงๆเหมือนเดิม คนกลางเสียสละสักปีไม่ได้หรือ คนไทยไม่ได้กินผลไม้ดีๆมาเป็นสิบปีแล้ว ขอใช้คำวัยรุ่นว่า “จะสะเดิร์ฟเอาผลประโยชน์ตรงนี้ไปทำไม” สิ่งที่เป็นห่วงคือเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ 4-5 ปีนี้เจ้าสัวบางคนเติบโตมหาศาลเป็นแสนล้าน อยากฝากว่าเงินกู้ต้องทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ถ้าเป็นได้ควรทบทวนเงินที่จะไปพัฒนาสาธารณสุข ต้องให้รางวัลนักรบที่ช่วยให้ได้ชัยชนะ และงบประจำที่อยู่ในงบปกติ อย่าไปเปลี่ยนปกใหม่มายื่นขอเงินกู้ และขอให้ตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ หวังว่าเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทนี้ จะไม่เปิดโอกาสให้เกิดทุจริต ขอสักครั้งให้คนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

    “บิ๊กตู่” เมินฝ่ายค้านพูดเองเออเอง

    กระทั่งเวลา 15.47 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าร่วมประชุมสภาฯ พร้อมกล่าวถึงบรรยากาศการประชุมว่า เหมือนกันทุกครั้ง พูดคล้ายๆเดิม มีแต่คนพูดแต่ไม่มีคนฟัง ถามคนตอบคน เก้าอี้เยอะแยะแต่ว่างหมดเลย ดังนั้นให้ช่วยกันฟังอะไรที่มีเหตุมีผล ตนเคารพทุกความเห็น ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับนั้น “เขาเสนอกันในห้อง แล้วก็ตอบรับกันเองในห้องไม่ใช่เหรอ ผมว่าไม่ใช่มั้ง เพราะกลไกข้างนอกก็เยอะ”

    “ประยุทธ์”โต้ไม่มักง่ายแก้โควิด

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า การอภิปราย 3 วันที่ผ่านมาที่บอกว่ารัฐบาลทำเศรษฐกิจพังจนต้องกู้เงินนั้น ไม่จริง ถ้ามองด้วยความเป็นธรรมรัฐบาลสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยืนยันรัฐบาลทำเต็มที่เรื่องการดูแลเศรษฐกิจ การที่เรากู้ได้ในวันนี้เพราะหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำร้อยละ 40 ถ้าไม่มีสถานการณ์โควิดเราคงไม่ต้องมากู้เงิน พูดย้ำหลายครั้งเรากู้เพียง 1 ล้านล้านบาท แต่หลายคนชอบพูดว่ากู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ไม่รู้ว่าไม่ฟังหรือไม่สนใจจะฟัง ยืนยันระบบการเงินการคลังประเทศยังเข้มแข็งมาก กองทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ตนอาจเก่งไม่เท่าพวกท่านที่ทำเรื่องเศรษฐกิจมาก่อน แต่มีทีมรองนายกฯคอยดูแล จริงใจแก้ปัญหาไม่แก้ปัญหาแบบมักง่าย เราต้องร่วมมือกันในสถานการณ์พิเศษ ไม่มีใครเก่งกว่าใครทุกอย่างขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ถ้าทำอยู่แบบนี้ก็เหมือนวัวพันหลัก ขอให้เดินหน้าไปด้วยกัน

    ถามหาใบเสร็จถ้ากล่าวหาทุจริต

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการทุจริตนั้น อะไรคือการทุจริต ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า คำบอกต่อในโซเชียล ต้องมีการตรวจสอบ มีกระบวนการศาลตัดสิน ส่วนใครหนี ใครถูกขังเป็นเรื่องของบุคคล ถ้ามาบอกว่ารัฐบาลทุจริต อยากถามว่ารู้ได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะทุจริต แสดงว่าก่อนหน้านี้มีการทุจริตใช่หรือไม่ การทุจริตต้องแก้จากข้างล่างขึ้นมา ใครมีปัญหาทุจริตต้องถูกดำเนินคดี มี สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท.คอยจับตาดูอยู่ ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดีความ ยืนยันรัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจัง และย้ำว่าอย่าให้เกิดการทุจริตเด็ดขาด เพราะสิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้คือ ความโปร่งใส ส่วนเรื่องการให้ประชาชนลงทะเบียนข้อมูลต่างๆนั้น ถามว่าใครอยากไปล้วงข้อมูล ไม่อยากไปล้วงข้อมูลทางโทรศัพท์ใคร คนเรามีจิตสำนึก ความละอายเกรงกลัวต่อการทำบาป ขอให้ทุกคนมองประเทศเป็นหลัก รัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

    “สิระ” ไล่ตะเพิด “สนธิรัตน์–วัชระ”

    วันเดียวกัน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “หมดเวลาของกลุ่มสามมิตร” ว่าเป็นแค่ความคิดของ ส.ส.สอบตกคนหนึ่ง ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่มาสร้างความแตกแยกในพรรค ทั้งที่ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ไม่แปลกใจว่าทำไมนายวัชระถึงสอบตก และไม่สมควรดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงพลังงาน รวมทั้งนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และ รมว.พลังงาน ที่ไม่ควบคุมพฤติกรรมของนายวัชระ ก็สมควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปด้วย “ทั้ง 2 คนไม่ได้มาจาก ส.ส. เพียงแค่มาอาศัยชายคาพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายกลับมาสร้างความแตกแยกในพรรค หรือนายวัชระรู้ว่ากำลังจะถูกไล่ออกจากบ้าน จึงต้องการเผาบ้านเป็นการทิ้งทวน ก่อนที่นายสนธิรัตน์จะลาออกจากตำแหน่ง ขอเสนอให้นายสนธิรัตน์ตบปากนายวัชระด้วยที่ออกมาพูดจาสร้างความแตกแยก ทั้งที่นายวัชระไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมาพูดก้าวร้าวกับกลุ่มสามมิตรเช่นนี้”

    ส.ว.ลากตั้งทำขึงขังขอจัดเต็ม

    นายวันชัย สอนศิริ เลขานุการวิปวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คาดว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับคงเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา วันที่ 1-2 มิ.ย. ทั้งนี้ ส.ว.ได้ศึกษา พ.ร.ก. 3 ฉบับมาบ้างแล้ว การอภิปรายจะเป็นไปด้วยเนื้อหาที่ถึงลูกถึงคน ถึงปัญหา เพื่อควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอย่างถึงพริกถึงขิง โดยมี ส.ว.แจ้งความจำนงอภิปรายถึง 50 คน จัดหนักจัดเต็มจัดใหญ่ทุกเม็ดทุกดอก บางคนบางคณะจะเล่นเรื่องแร้งลง รุมทึ้ง เชื้อชั่วไม่เคยตายจากการหากินงบประมาณ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐเป็นผู้กำหนดแต่ฝ่ายเดียวจนประชาชนขาดการมีส่วนร่วม รวมทั้งการอุ้มคนรวยช่วยคนจน รัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องต้องมารับฟัง ไม่ใช่สักแต่มาแถลงแล้วไป จะมาอีกทีก็ตอนมากล่าวขอบคุณเมื่อ ส.ว.โหวตผ่านแล้ว ทำเป็นเพียงพิธีกรรม ถ้าไม่ให้ความสำคัญก็อาจเห็นดีกัน อย่าคิดว่า ส.ว.จะโหวตให้เสมอไป สถานการณ์เปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ทุกคนต้องเปลี่ยนเพื่อประเทศและประชาชน วันนี้ เวลานี้ ส.ว.เปลี่ยนแล้ว

    ป.ป.ช.ยันปมนาฬิกาหรูไม่มีมูล

    อีกเรื่อง นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ส่งหนังสือตอบกลับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ แจ้งผลการพิจารณากรณีขอให้ชี้มูลความผิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่แจ้งมูลค่านาฬิกาหรูที่มาจากการยืมในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีที่นายเรืองไกรร้องภายหลัง ป.ป.ช.มีมติว่ากรณีดังกล่าวยังไม่มีมูลเพียงพอว่า พล.อ.ประวิตรจงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ คำร้องดังกล่าวขอให้ตรวจสอบว่าไม่มีการแสดงบัญชี ซึ่ง ป.ป.ช.พิจารณาแล้วว่าหนี้ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน มี 4 ประเภท คือ 1.เงินเบิกเกินบัญชี 2.เงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงิน 3.หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ 4.หนี้สินอื่น ทั้งหมดเป็นหนี้เกี่ยวกับการเงิน ไม่มีหนี้ที่ยืมใช้แบบคงรูปในแบบบัญชีป.ป.ช.จึงมีหนังสือตอบกลับไปยังนายเรืองไกร

    “ปิยบุตร” ลั่นถึงเวลากำจัดปรสิต

    นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำกลุ่มก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สังคมได้ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของคนที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระในเวลานี้ ต่างมีจุดเชื่อมโยงไปถึงคณะรัฐประหาร คสช. แต่ผลกระทบที่ร้ายแรงกว่านั้น คือแนวทางการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในกรณีนี้ ส่งผลพวงทำลายระบบการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองไปหมดสิ้น ต่อไปนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงสามารถยืมมุกนี้มาใช้ได้ ตั้งแต่คนกลุ่มนี้ครองอำนาจด้วยรัฐประหารและสืบทอดอำนาจมาจนถึงวันนี้ ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากร งบประมาณ ระบบรัฐธรรมนูญ ระบบกฎหมาย ระบบตรวจสอบ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน ไปมหาศาล เพื่อเอาไปค้ำบัลลังก์ของพวกเขา พอกันทีอย่าปล่อยให้คนเหล่านี้สูบกินพวกเราต่อไปอีกเลย พจนานุกรมให้ความหมายคำว่าปรสิตไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่น เป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร บางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตหรือเซลล์ที่พวกมันใช้ประโยชน์นั้นจนเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ได้เวลากำจัดปรสิต ได้เวลาจัดการระบอบคณาธิปไตยกินคน

    สอบโกงเบี้ยเลี้ยงสรรพาวุธพบมีมูล

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองทัพบกว่า ตามที่ พล.อ.อภิรัชต์ คมสมพงษ์ ผบ.ทบ. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณี ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ หมู่อาร์ม เสมียนงบประมาณแผนกโครงการและงบประมาณกองแผน โครงการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ กรมสรรพาวุธทหารบก ร้องเรียนถูกผู้บังคับบัญชาข่มขู่คุกคามเอาชีวิต จากการเปิดเผยปัญหาทุจริตเบี้ยเลี้ยงภายในกรมสรรพาวุธทหารบก โดยคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว 2 ประเด็น คือประเด็นการทุจริต เบี้ยเลี้ยงภายในกรมสรรพาวุธทหารบก พบว่ามีมูล จึงทำเรื่องเสนอให้ ผบ.ทบ.ลงนามเพื่อส่งให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป ส่วนประเด็นการข่มขู่คุกคามเอาชีวิตนั้นไม่มีมูล โดย พล.อ.อภิรัชต์ระบุว่ากำลังพลคนไหนทุจริตประพฤติมิชอบ ทำผิดวินัยทหารไม่เลี้ยงไว้ ทั้งนี้ ส.อ.ณรงค์ชัยขาดราชการเกิน 15 วันถือว่าหนีทหาร จากนี้ต้นสังกัดจะส่งให้ศาลทหารพิจารณาออกหมายจับ ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฐานหนีราชการในเวลาปกติ หากเกิน 15 วัน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ควบคู่ไปกับการดำเนินการความผิดทางวินัยร้ายแรง ตั้งกรรมการสอบ ดำเนินการปลด ถอดยศ และจะประกาศในราชกิจจาต่อไป

    “โรม” กังวลใจ “หมู่อาร์ม” อาจถูกข่มขู่

    ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม โฆษกกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กมธ.ได้ตั้งคณะทำงานสอบคู่ขนานกับกระบวนการตรวจสอบของกองทัพบก เตรียมเรียกเอกสารผลการตรวจสอบภายในของกองทัพว่าได้มาตรฐาน เป็นอิสระ มีการคุ้มครอง ส.อ.ณรงค์ชัยในฐานะผู้ร้องเรียนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยกราดยิงที่โคราช และคงต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพิ่ม เมื่อถามว่าล่าสุดมีคลิปเสียงผู้บังคับบัญชาไม่พอใจกับสิ่งที่หมู่อาร์มออกมาเปิดเผยข้อมูล นายรังสิมันต์ตอบว่า คนที่เอามาเปิดเผยเป็นระดับผู้บังคับบัญชา เขาคงมั่นใจว่าเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ตนฟังดูแล้วเป็นถ้อยคำที่น่ากังวลใจถึงกระบวนการตรวจสอบที่จะเกิดขึ้นของกองทัพ ที่ผู้บังคับบัญชาหลายคนเข้าไปมีส่วนร่วม

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1พรรคประชาธิปัตย์พรรคภูมิใจไทยยื่นญัตติคณะกรรมาธิการวิสามัญพ.ร.ก.กู้เงินข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้