ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พิชัย ชี้ 6 ปี รัฐประหาร ห่วงทุจริต หากใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านผิดทาง

    ไทยรัฐออนไลน์26 พ.ค. 2563 14:52 น.
    SHARE

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ชี้ 6 ปี หลังรัฐประหาร ประเทศยิ่งล้าหลังและเสื่อมถอย ห่วงเงินกู้ 1.9 ล้านล้านใช้ผิดทางและมีทุจริต แนะแนวทางอัดฉีดเงิน 5 ข้อ ปรับปรุง 4 ข้อ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

    วันที่ 26 พ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวในงานแถลงข่าวของสภาที่ 3 ที่ห้องประชุม อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ว่า จะเห็นได้ชัดว่า 6 ปี หลังการปฏิวัติ ประเทศไทยยิ่งล้าหลังและยิ่งเสื่อมถอยลงทุกด้านทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยตกต่ำมาตลอด และจะยิ่งย่ำแย่หนัก ประชาชนลำบากกันมากถึงขนาดที่มีการฆ่าตัวตายกันมากที่สุด เพราะพิษเศรษฐกิจ สังคมเสื่อมทราม ขนาดมีกลุ่มครูรุมข่มขืนลูกศิษย์แต่ยังมีคนเห็นใจกลุ่มครู การเมืองย้อนยุค พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป และรัฐบาลยังเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะยิ่งเสื่อมลงไปอีกทุกด้าน อีกทั้งทุกวันนี้ดูเหมือนรัฐบาลจะขับเคลื่อนด้วยการโดนด่า ถูกด่าเมื่อไรถึงจะคิดเริ่มดำเนินการ แสดงถึงว่าผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ในการคิดล่วงหน้าเลย

    ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งเป็นการเร่งความเสื่อมถอย และทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและดูแลประชาชนในช่วงลำบาก โชคดีที่ไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง จึงสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งไม่น่าจะใช่เป็นผลงานของรัฐบาลแน่ เพราะขนาดโรงแรมกักตัวยังปล่อยให้มีการหักหัวคิวกันเลย การเยียวยาประชาชนยังเป็นปัญหาหนัก อีกทั้งการคง พ.ร.บ. ฉุกเฉิน และกำหนดเคอร์ฟิว ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่น่าจะทำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ห่วงว่าคนจะออกมาประท้วงขับไล่ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้หนักมากขึ้น ถึงขนาดที่กระทรวงการคลังจะไม่กล้าแถลงตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 1 และ 2 ซึ่งน่าจะทรุดหนักมากจนไม่กล้าแถลง และหากยังไม่ยกเลิก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว รวมถึงการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก จนกระทรวงการคลังอาจจะไม่แถลงกันทั้งปีเลยก็ได้

    อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะมีแนวทางการเยียวยาประชาชน แต่ยังมีปัญหาอย่างมากที่การเยียวยาไม่ทั่วถึง คนจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยา อีกทั้งคนตกงานจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินประกันสังคม และรัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าหากเงินเยียวยาหมดแล้ว ประชาชนจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ซึ่งจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้นการที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินจำนวน 1.9 ล้านล้านบาท จะต้องพิจารณาให้ดี อย่าใช้สะเปะสะปะเหมือนในอดีต และ อยากเสนอแนวคิด 5 ข้อดังนี้

    1. ในส่วนของรัฐบาลที่จะกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ควรจะกู้ภายในประเทศทั้งหมด อย่ากู้เงินจากต่างประเทศ ตามที่ได้อธิบายไว้ เพราะจะเกิดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งค่าเงินบาทน่าที่จะต้องอ่อนค่าลงในอนาคตตามสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

    2. การเยียวยาประชาชน 5,000 บาท ควรจะทำให้ทั่วถึง ผู้ที่ลำบากควรจะต้องได้รับทุกคน และต้องไม่ล่าช้า เพราะปัจจุบันก็ล่าช้ามากแล้ว โดยเฉพาะเพิ่งจะมาเยียวยาเกษตรกร ทั้งๆ ที่ควรทำไปพร้อมกันแต่แรก และยังมีความสับสนเรื่องข้าราชการที่ทำการเกษตรจะได้รับเงินเยียวยาหรือไม่ รวมถึงการเร่งจ่ายเงินประกันสังคมแก่ผู้ที่ตกงานที่ลำบากกันอย่างมาก

    3. ในส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่จะใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากข้อมูลที่รัฐบาลชี้แจงยังสับสนมาก และ แนวทางก็ยังซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่มีอยู่เดิม อีกทั้งยังย้อนยุคจะพาประเทศกลับไปสู่เกษตรกรรม และยังวัดผลไม่ได้ ซึ่งไม่น่าจะฟื้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน และต้องชี้แจงให้เห็นเป็นตัวเลขได้ว่าใช้เงินแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเป็นมูลค่าเท่าใด เพราะห่วงว่าจะเป็นเงินที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองเพื่อรักษาตำแหน่งกัน โดยไม่คำนึงประโยชน์ของประเทศ ซึ่งจะเสียเงินเปล่า

    4. การอัดฉีดเงิน 5 แสนล้านบาท ในส่วนของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการช่วยเหลือธุรกิจ SME ผ่านธนาคารพาณิชย์ อยากให้พิจารณาว่าธุรกิจ SME ใดจะยังคงจะไปรอดหลังวิกฤติไวรัส เพราะหลายธุรกิจอาจจะต้องเลิกไปเลย เพราะหมดสมัยและตกยุคแล้ว ซึ่งหลังวิกฤติไวรัส ธุรกิจ SME จำนวนมากอาจจะต้องปิดตัวลง นอกจากนี้ อยากให้มีการกำหนดให้รักษาการจ้างงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานที่จะเกิดขึ้นอย่างมากในอนาคตด้วย

    5. การอัดฉีดเงิน 4 แสนล้านบาทของ ธปท. ที่จะซื้อตราสารหนี้ของเอกชน ก็ควรจะช่วยผ่านธนาคารพาณิชย์ เช่นกัน เหมือนที่ช่วย SME เพื่อคงหลักการของ ธปท. ทั้งนี้ ต้องคำนึงว่าในกรณีที่เกิดหนี้เสียจะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ การที่ผู้ว่าการ ธปท. ไม่ขอต่อเทอมเป็นเรื่องที่ฉลาดมาก เพราะผู้ว่าการ ธปท.คนต่อไปคงต้องรับภาระหนัก อีกทั้งอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องคำนึงว่าหลังวิกฤตการณ์ไวรัสผ่านไปแล้ว โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร และประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ได้ พยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ดังนั้นจึงต้องมี 4 แนวทางดำเนินการดังนี้

    1. กำหนดว่าแนวทางว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต เพราะแนวทางเศรษฐกิจจะไม่มีทางกลับมาเหมือนเก่า และถึงเหมือนเก่าไทยก็ยังจะแย่อยู่เลย
    2. เปิดทางสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยเปิดให้คนเก่งๆ ทั่วโลกเข้ามาทำธุรกิจในไทยได้ง่าย อีกทั้งปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการให้สอดคล้อง
    3. เลิกการผูกขาดของนายทุน เพื่อให้เกิดการกระจายของโอกาส และการกระจายรายได้อย่างแท้จริง
    4. รื้อระบบงบประมาณเพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศเสียใหม่ เช่น งบการทหาร และงบซื้ออาวุธก็ควรจะต้องปรับลดลงไป เป็นต้น พร้อมกับหารายได้เข้าประเทศด้วยแนวทางใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกรอบเดิม

    "ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถจะคิดและทำได้ ทุกวันนี้รัฐบาลยังกลั่นแกล้งคนเห็นต่างอยู่เลย โดยเฉพาะกับคนที่ออกความเห็นทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลยังไม่ตอบเลยว่า ได้กลั่นแกล้ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร จริงหรือไม่ ดังนั้นยิ่งรัฐบาลอยู่ต่อไป เศรษฐกิจจะยิ่งทรุด จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ลาออกก่อนที่จะโดนประชาชนขับไล่" นายพิชัย กล่าว.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19ไวรัสโคโรนาพิชัย นริพทะพันธุ์ห่วงทุจริต6ปีรัฐประหารเงินกู้ 1.9 ล้านล้านอดีตรมว.พลังงานข่าวทั่วไป

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้