ครบ 6 ปี รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น เข้ายึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้เพียง 15 วัน หลัง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2557
- ก่อนการรัฐประหาร ได้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ และวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง กระทั่งผ่านมา 6 ปี จนมาเจอวิกฤติโควิด “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ประธานคณะกรรมการบริหารภาคีเครือข่ายเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยและเลขาธิการภาคีเครือข่ายเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ระบุว่า ยังไม่เห็นความคืบหน้าในการปฏิรูปอย่างชัดเจน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง
- แม้ประเทศไทยสามารถฝ่าวิกฤติโรคโควิดได้ดีระดับหนึ่งเป็นผลจากพลังความร่วมมือและความสามัคคีของประชาชนและระบบสาธารณสุขที่ดี แต่มีปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจรุนแรงมาก ภาวะดังกล่าวอาจนำมาสู่ความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพรอบใหม่ได้
- ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดที่ควรจะนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่ได้มีเนื้อหาหรือกลไกที่จะก่อให้การปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงเพื่อนำมาสู่การก้าวข้ามพ้นประเทศรายได้ระดับปานกลาง มุ่งสู่ประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน
...
“เรามีความคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญจะเป็นสถาบันที่ทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์และภราดรภาพขึ้นในสังคมไทย เป็นกติกาสูงสุดที่นำมาสู่สันติธรรม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด ทำให้เห็นภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก รวมทั้งเห็นภาวะผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สะสมมา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไม่เป็นธรรมต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” อนุสรณ์ กล่าว
- การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้เผยให้เห็นถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาขาดเงินออม ปัญหาขาดความมั่นคงในชีวิตในหมู่ประชาชนจำนวนมาก ขณะนี้โครงสร้างระบบการเมืองภายใต้ระบอบกึ่งประชาธิปไตยอันเป็นจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
- รวมทั้งจะนำมาสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต พร้อมกับความอ่อนแอลงอย่างชัดเจนของฐานะทางการคลัง ความเสี่ยงจากความไม่สงบเรียบร้อยทางสังคมจากปัญหาการว่างงานของประชาชนไม่ต่ำกว่า 8-11 ล้านคนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
- หลังโควิด-19 เมื่อยกเลิกพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินและมีการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลและภายนอกรัฐบาล รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอในการแก้ปัญหาของทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ
- รัฐบาลควรใช้กลไกรัฐสภาในการตัดสินใจมากขึ้น เพราะสภาผู้แทนราษฎร คือ ผู้แทนปวงชนชาวไทย แรงกดดันภายในจะเกิดขึ้นจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ภายในพรรครัฐบาลที่กดดันให้มีการปรับ ครม. และแก่งแย่งตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็มีความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันเพราะเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมืองที่ไม่ลงตัว โดยเฉพาะในภาวะที่ประชาชนซึ่งเป็นฐานเสียงของแต่ละพรรคต่างประสบความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
- การแย่งชิงงบประมาณจะทำให้ระบอบกึ่งประชาธิปไตยสั่นคลอน กรณีการตัดสินใจจะแจกเงินให้ข้าราชการที่มีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรให้ได้รับชดเชย 5,000 ต่อเดือน เป็นเรื่องที่ผิดต่อหลักการ ขอให้รัฐบาลระมัดระวัง โรคระบาดคอร์รัปชันงบประมาณช่วยเหลือประชาชน
- บนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล ท่ามกลางความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอย่างหนักนั้น จะทำให้รัฐบาลผสมไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เป็นผลมาจากการออกแบบระบบโครงสร้างทางการเมืองจากรัฐธรรมนูญปี 2560
“ขอให้ทุกฝ่าย หยุดใช้สถานการณ์หรือเงื่อนไขความยากลำบากของประชาชนเป็นเครื่องมือการต่อสู้แย่งชิงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเศรษฐกิจอันไม่ชอบธรรม เพราะขณะนี้สังคมไทยต้องการความมีเสถียรภาพและความร่วมมือสูงสุด ที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน การยืดการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต้องเป็นไปเพื่อควบคุมโรคและแก้ปัญหาของประเทศเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของรัฐบาลเอง”
- การปรับคณะรัฐมนตรี ควรนำเอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์และมีสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศ เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านและคนเห็นต่างจากรัฐบาลได้มีพื้นที่ มีบทบาทในการร่วมฝ่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้มีอำนาจอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู และควรยกเลิกคดีทางการเมืองต่างๆ ในช่วงรัฐบาล คสช. เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้ร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศ
- ผู้มีอำนาจต้องสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปประเทศด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือเปิดทางให้มีการนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 มาใช้ ซึ่งต้องทำให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ พร้อมกับการทำประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ และตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศ ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม นำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระดับแถวหน้าของโลก.