อดีตเลขา สปส.ออกโรงโต้ "หม่อมเต่า" บริหารไม่ดี โทษปี่โทษกลอง จ่ายเงินว่างงาน 1 ล้านคน ล่าช้า เผย คดีคอมฯ ฉาว สปส. 2.8 พันล้าน ปี 52 ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนาน 10 ปี คดียังอยู่ในชั้นศาล ด้าน "หม่อมเต่า" ยัน ต้องการแก้ปัญหา ไร้เจตนารื้อฟื้นความผิดให้ใครเดือดร้อน
วันที่ 10 พ.ค. นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน ระบุว่า การจ่ายเงินทดแทนผู้ว่างงานกว่า 1 ล้านคนล่าช้า เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของ สปส.มีปัญหา เคยมีการฟ้องร้องและเรียกชดใช้เงิน 560 ล้านบาท ว่า เป็นเรื่องน่าละอายที่สุด รมว.แรงงาน และ สปส.โยนความผิดไปให้คอมพิวเตอร์ ทั้งที่บริหารจัดการผิดพลาด แต่กลับโทษปี่โทษกลอง ระบบคอมฯ ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2549 ในช่วงนั้นตนเป็นเลขาธิการ สปส. มีสัญญาเช่า 5 ปี ผู้บริหารยุคนั้นสั่งชะลอการดำเนินการไว้ก่อน และเริ่มให้ใช้งานจริงเมื่อปี 2552 จากนั้นการดำเนินการตามสัญญาเป็นไปด้วยดี แต่เมื่อใกล้ครบสัญญาในวันที่ 31 ธ.ค.2555 มีข่าวจะนำเอกชนรายใหม่มาทำโครงการแทนรายเดิม แต่ผลักดันไม่สำเร็จ ขณะเดียวกัน สปส.ไม่ต่อสัญญากับบริษัทรายเดิม แต่เอาเครื่องมืออุปกรณ์ของเอกชนรายเดิมใช้เรื่อยมาจนถึงปี 2563 เพราะตามสัญญากำหนดให้เอกชนต้องมอบอุปกรณ์ทั้งหมดให้ สปส. เมื่อหมดสัญญา
อดีตเลขาธิการ สปส. กล่าวอีกว่า ความล่าช้าในการจ่ายเงินว่างงานมีหลายปัจจัย สาเหตุแรกเพราะนายจ้างที่ปิดกิจการไม่รู้ว่าต้องออกหนังสือรับรองการว่างงานให้ลูกจ้าง และการติดต่อกับนายจ้างก็ไม่ง่าย เพราะกิจการปิดแล้ว แต่ สปส.ไม่เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งนายจ้างให้ออกหนังสือ ประการที่สอง เป็นเพราะหลังจาก สปส.ทำสัญญาว่าจ้างใช้ระบบคอมฯ กับบริษัทเอกชนเมื่อปี 2549 สปส.ได้แก้ไขสัญญาโดยตัดเนื้องานเชื่อมต่อข้อมูลกรมต่างๆ ในกระทรวงแรงงานออก ทำให้วันนี้ สปส.ไม่สามารถดึงข้อมูลการปิดกิจการของนายจ้างจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้อย่างรวดเร็ว การออกมาให้ข่าวของ รมว.แรงงาน จึงเป็นการกลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของผู้บริหารกระทรวงแรงงานเท่านั้น
...
นายไพโรจน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ตนเองถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยและอาญา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปส. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการทำสัญญาเช่า จัดหา และดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงานของ สปส. มูลค่า 2,894 ล้านบาท เมื่อปี 2552 ว่า คดีการสอบสวนความผิดของตน ป.ป.ช.พิจารณายุตินานแล้ว โดยชี้มูลให้ตนมีความผิดทางวินัย อย่างไรก็ตาม ตนยื่นฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งทางวินัยไปแล้ว ซึ่งศาลปกครองอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนความผิดทางอาญานั้น เดิมทีอัยการตีสำนวนกลับเพราะองค์ประกอบความผิดไม่ชัดเจน แต่ขณะนี้ ป.ป.ช.ดำเนินการฟ้องต่อศาลคดีทุจริตไปแล้ว จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ
ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ตนออกมาพูดถึงเรื่องที่ สปส.จ่ายเงินชดเชยว่างงานให้ผู้ประกันตนล่าช้ามีปัญหาจากระบบคอมพิวเตอร์ของ สปส. ที่ใช้มานานและเคยมีปัญหา มีการฟ้องร้องให้ชดใช้กว่า 560 ล้านบาท ตนเพียงแต่ได้อ่านแฟ้มถึงระบบคอมฯ ว่า มีปัญหามานานแล้วจึงได้พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและให้ไปแก้ไขระบบให้จ่ายเงินชดเชยได้เร็วขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าให้ใครเดือดร้อน เพราะเป็นเรื่องที่เกิดมานาน และเงียบมาเป็น 10 ปีแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2552 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และทางอาญา นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ อดีตเลขาธิการ สปส.เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติในการจัดทำสัญญาเช่า จัดหา และดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงานของ สปส.มูลค่า 2,894 ล้านบาท โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายไพโรจน์ดำเนินโครงการอย่างเร่งรีบ เจตนาปกปิดข้อมูลสำคัญ และหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชการ นำเงินกองทุนประกันสังคมไปใช้จ่ายในโครงการดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการชะลอโครงการและมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลปกครองกลาง ทำให้เกิดความเสียหายทางราชการ การกระทำของนายไพโรจน์จึงมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
หลังเกษียณอายุราชการ นายไพโรจน์ ถูกแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2552 โดยอยู่ในโควตาของกลุ่มมัชฌิมา ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นแกนนำในขณะนั้น และเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2552 ภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) มีมติเอกฉันท์ปลด นายไพโรจน์ ออกจากราชการ สำหรับคดีในทางอาญาหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อปี 2552 ต่อมาวันที่ 16 มี.ค. 2553 อัยการสูงสุด (อสส.) ขณะนั้นเห็นว่า สำนวนดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการ และฝ่าย ป.ป.ช. และเรื่องได้เงียบหายไป ผ่านไปประมาณ 10 ปี เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา คณะทำงานฝ่ายอัยการได้เรียกนายไพโรจน์ให้มารายงานตัวต่ออัยการเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลแล้ว.