ปลัดกลาโหม นั่งหัวโต๊ะประชุมและแลกเปลี่ยนข้อมูลหลายหน่วยงาน เตรียมใช้อีก 7 โรงแรมในชลบุรี เป็น State Quarantine หมุนเวียนรองรับคนไทยกลับจากต่างประเทศมากักตัว 14 วัน เฝ้าระวังโควิด-19

วันที่ 5 พ.ค. 2563 พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 รวมถึงการประสานกับกระทรวงต่างประเทศ ได้รับทราบข้อมูลว่ามีคนไทยในต่างประเทศอีกจำนวนมากที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งภาครัฐโดยความร่วมมือกับภาคเอกชนจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ที่กำหนดและการบริหารจัดการคัดกรองเข้าสู่กระบวนการกักควบคุมโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) ให้มีเพียงพอสำหรับอำนวยความสะดวกรองรับคนไทยที่ทยอยเดินทางกลับเข้ามา โดยเฉพาะเที่ยวบินจากต่างประเทศ ที่บินตรงลง ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี โดยเป็นประธานประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหัวหน้าหลายส่วนราชการในพื้นที่ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 นายกเมืองพัทยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 6 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 และโรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา รวมทั้งผู้แทนจากกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ

ที่ประชุมร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อบูรณาการทรัพยากรและการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชนในด้านต่างๆ ทั้งด้านการอำนวยการประสานงาน ด้านการป้องกันและควบคุมโรค ด้านการรักษาพยาบาลและการส่งกลับ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย รวมทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย รองรับคนไทยที่ทยอยเดินทางกลับจากต่างประเทศ นอกจากนั้นยังได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการบริหารจัดการระดับพื้นที่ และยังได้ร่วมพิจารณาแผนการใช้โรงแรมในพื้นที่อีก 7 แห่ง จำนวน 2,500 ห้อง เพื่อหมุนเวียนรองรับเป็นพื้นที่กักตัวควบคุมโรคแห่งรัฐเพิ่มเติม จากเดิมคือโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน โดยปัจจุบันมีผู้เข้ากักตัวควบคุมโรคแล้ว 577 ห้อง

...

จากนั้น พล.อ.ณัฐ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กักตัวควบคุมโรคแห่งรัฐ ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน โดยภาพรวมที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนราชการ รวมทั้งภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งถือเป็นต้นแบบของพื้นที่กักตัวควบคุมโรคของรัฐที่สามารถขยายผลรองรับในภูมิภาคต่างๆ ที่มีท่าอากาศยานนานาชาติในอนาคต.