"พันธ์ยศ" พร้อมช่วย "อัจฉริยะ" ร่วมไขคดีหน้ากากอนามัย ชี้ อาจพัวพันทุจริตระดับชาติ พร้อมตามแกะรอย "แก๊งหน้ากากผี" เพื่อกระชากตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
วันที่ 24 เม.ย. นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่มีข่าวคราวของตนที่เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยนั้น สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากในเรื่องนี้ตนไม่ได้เป็นเพียงแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศูนย์กลางของเหล่ามิจฉาชีพและกระบวนการกักตุนสินค้าเพียงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตนเข้าไปพัวพันทุจริตเชิงนโยบายในเรื่อง สินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎหมายใหม่เมื่อวันที่ 4 ก.พ.63 ว่า ให้หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์เป็นสินค้าควบคุม
นายพันธ์ยศ กล่าวต่อว่า ซึ่งผลพวงของการออกกฎหมายฉบับนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้นักธุรกิจหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตกเป็นผู้ต้องหา และถูกสังคมประณามว่าเป็นคนไม่ดี เพราะเป็นผู้กักตุนสินค้าในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าประเทศไทยได้ทราบข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ในระหว่างนั้น จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีการออกกฎหมายมาบังคับใช้ในเรื่องของหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์
แม้ขณะนั้นหน้ากากอนามัยจะมีราคาที่สูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว และเริ่มที่จะหายาก บวกกับราคาของวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัยก็มีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายเท่าตัว แต่ความตื่นตัวในการใช้หน้ากากอนามัยของประชาชนภายในประเทศยังไม่ได้มีการใช้หน้ากากอนามัยกันอย่างแพร่หลาย จะมีก็เพียงแต่การใช้หน้ากากอนามัยในทางการแพทย์ ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ เท่านั้น
...
ในฐานะที่ตนได้มีโอกาสคลุกคลีกับเรื่องนี้มาโดยตลอด มีความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่หน้ากากอนามัยจะขาดแคลน และไม่เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชนในประเทศไทย รวมทั้งวันที่มีประกาศของกระทรวงพาณิชย์ออกมา เรื่องให้หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์เป็นสินค้าควบคุม เท่าที่จำได้ในวันนั้นเรายังไม่เห็นคนไทยใส่หน้ากากอนามัยเดินอยู่ตามถนนหรือแหล่งชุมชนต่างๆ เลย นั่นหมายความว่าการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยขาดแคลนหน้ากากอนามัยและมีไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และมีข้อสงสัยเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของราคาหน้ากากอนามัยที่กระทรวงพาณิชย์ให้จำหน่ายที่ราคา 2.50 บาท/ชิ้น ที่ประกาศออกมาซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในตลาดเลย ทำให้ตนและทีมงานคิดว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของการทุจริตเชิงนโยบายระดับชาติก็เป็นได้ เพราะตอนนั้นตนก็ยังมีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลในเรื่องนี้ จึงมีความมั่นใจเป็นอย่างมากกว่าหน้ากากอนามัยในประเทศไทยที่มีไว้ให้สำหรับคนไทยใช้นั้นจะไม่มีทางขาดแคลน เพราะผมเชื่อมั่นในคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เรามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้น เตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานภายในประเทศ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานอย่างแน่นอน
นายพันธ์ยศ กล่าวต่ออีกว่า หน้ากากอนามัยถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในเวลานี้ที่จะทำให้ประชาชนคนไทยปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ตนทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคนและทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันดูแลและรักษาระยะห่างอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วย แต่เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมีการวางแผนการทำงานที่ดีและรัดกุม รวมทั้งระมัดระวังไม่ให้เกิดการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ช่องทางของกฎหมายที่ออกมาใหม่ หรือทราบล่วงหน้าว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง
“เรื่องราวและเหตุการณ์ที่ตนได้เจอกับตัวเองทำให้ตนตกเป็นจำเลยสังคม ถูกรังเกียจ ทั้งที่ตนไม่ได้กระทำ และกำลังจะตกเป็นเครื่องมือหรือเป็นแพะให้รับความผิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ทั้งในทางสังคมและทางกฎหมาย ว่าเป็นหัวหน้าขบวนการแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนและการกักตุนสินค้าหน้ากากอนามัย ทั้งที่ในความเป็นจริงตนเป็นเพียงแค่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือโบรกเกอร์ รวมไปถึงเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพของเพื่อส่งออกไปบริจาค ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนหน้านี้เท่านั้น ตนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้และค้นหาความจริงในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข้อที่ตนสงสัยมาตั้งแต่วันที่มีการประกาศใช้กฎหมายสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่แล้ว ทำให้ตนตัดสินใจที่จะติดต่อกับ คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อสอบถามข้อมูลดังกล่าว” นายพันธ์ยศ กล่าว
นายพันธ์ยศ กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่า นายอัจฉริยะ กำลังทำหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้ากากอนามัยมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าในเวลาที่ผ่านมาอาจจะมีบางเรื่องราวที่มีความซับซ้อน ทำให้การผูกเรื่องอาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างเเละบางส่วนพาดพิงมายังตนในเชิงลบ เเต่ได้เมื่อคุยกันเเล้วก็เข้าใจกัน ในช่วงหลังตนคิดว่า นายอัจฉริยะ กำลังเดินมาถูกทางแล้ว และกำลังจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้ จึงได้ขอเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลที่ตนทราบเพิ่มเติม เเละบางส่วนมอบให้เจ้าหน้าที่รัฐไปเเล้วเพื่อเเกะรอยเเก๊งหน้ากากผีที่ตนมีข้อมูล
“สิ่งที่ผมได้มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปเเกะรอยเรื่องนี้ต่อ เพราะคิดว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เรื่องราวต่างๆ มีความชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอน เเละตนยังทำหน้าที่เเกะรอยเเก๊งหน้ากากผี ซึ่งเป็นแก๊งมิจฉาชีพที่ไปหลอกลวง และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในยามที่เกิดวิกฤติของโรคระบาด Covid-19 ต่อไป เพื่อกระชากตัวการใหญ่ออกมาให้ได้ เเละลบข้อกังขาของตน ตามที่สื่อต่างๆ ได้นำเสนอและทำให้หลายคนเข้าใจเเบบนั้น” นายพันธ์ยศ กล่าว.