นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษก ปชป. แฉ “ไอ้โม่ง” ดัมพ์ราคาไข่ไก่ ทั้งสต๊อกห้องเย็น-ไข่เชื้อ หวัง สองเด้ง จี้ รบ. อย่าอุ้มทุนใหญ่ ขี่กดหัวเกษตรรายย่อย ซ้ำวัฏจักรเดิม
วันที่ 23 เม.ย. นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เรื่อง "ไก่กับไข่ อำนาจเหนือตลาดของทุนใหญ่ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด" ว่า 4-5 วัน ที่ผ่านมา มีการพูดถึงปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด สอดรับกันอย่างมีนัยสำคัญ แว่วมาว่า ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด เพราะมีบางบริษัทนำไข่ในห้องเย็นและไข่เชื้อเข้าสู่ระบบตลาด จนทำให้เกิดปัญหาไข่ล้นระบบ ส่งผลให้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ลดลงจาก 2.80 บาท เหลือ 2.60 บาท จากนั้นก็มีกระบวนการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกไข่ไก่ตามติดมาทันที ถือเป็นปรากฏการณ์ไม่ปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์กดดันให้กระทรวงพาณิชย์ อนุญาตให้ส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศ เพราะคำสั่งห้ามส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศ จะครบกำหนดในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อไม่ให้มีการขยายเวลาออกไปอีก โดยอ้างว่า ไข่ไก่ล้นระบบ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนใช่หรือไม่ ซึ่งกรมการค้าภายใน และหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบ และควรมีข้อมูลที่ครบถ้วน เกี่ยวกับห้องเย็นของแต่ละบริษัทว่า สามารถเก็บไข่ไก่ไว้ได้จำนวนเท่าไร ในระยะเวลาใด โดยควรมีการส่งรายงานไข่ไก่ในสต๊อก ให้กรมการค้าภายใน ได้รับทราบเพื่อจะได้คำนวณปริมาณที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง และป้องกันไม่ให้มีบริษัทใดฉวยโอกาสนำไข่ไก่ในห้องเย็นของตัวเอง มาเทสู่ระบบเพื่อกดดันราคา เพราะคิดว่า ตัวเองมีอำนาจเหนือตลาด อีกทั้งต้องตรวจสอบและจัดการกับผู้ที่นำไข่เชื้อเข้าสู่ระบบไข่สดด้วย เพราะสามารถติดตามได้ไม่ยาก เนื่องจากผู้มีไข่เชื้อ คือ ผู้ที่มีพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ อยู่ในมือ ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 16 บริษัท โดยไข่เชื้อไม่เหมาะสมต่อการนำมาบริโภค เพราะมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและการเคลื่อนย้ายเพื่อการทำพันธุ์สัตว์ และไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบในลักษณะของไข่สดเพื่อการบริโภค
...
"ผมมีข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงมีการนำไข่เชื้อออกสู่ตลาดไข่ไก่สดเพื่อบริโภค ส่งผลให้ไข่ไก่ล้นระบบและยังทำให้ลูกไก่ขาดแคลน จนในขณะนี้ราคาพุ่งสูงถึง 26 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรรายกลางได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ คือบริษัทที่ต้องการส่งออกไข่ไก่และผลิตลูกไก่ขาย ภาวการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแต่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อฟันกำไร 2 ทาง ด้วยการยอมเจ็บนิดหน่อย เพื่อให้ได้ส่งออกไข่ไก่และด้นราคาลูกไก่ให้พุ่งสูงขึ้นด้วยใช่หรือไม่ ในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ในปี 2553 เพราะในขณะนั้นมี การผูกขาดการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์โดย 9 บริษัท จนทำให้เกษตรกร รายกลางและรายย่อยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถูกบังคับให้ซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์เหมือนซื้อเหล้าพ่วงเบียร์ ทำให้ราคาต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เดือดร้อนทั้งเกษตรกรและประชาชน เมื่อมีการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ก็ทำให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มมีการจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ในช่วงรัฐบาล คสช. โดยอ้างเหตุผลไม่ต้องการให้ไข่ไก่ล้นตลาด วัฏจักรปัญหาเดิมกลับมาซ้ำรอยอีกคือ ลูกไก่ราคาพุ่งสูงขึ้น ใครที่ต้องการลูกไก่ก็ต้องซื้ออาหารสัตว์ ควบคู่ไปด้วย เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ปลายทางคือผู้บริโภคก็ต้องซื้อไข่ไก่แพง ตามไปด้วย วงจรอุบาทว์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานได้ตามปกติ การเข้าไปแทรกแซงหรือบริหารจัดการของภาครัฐ ควรทำให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ทำแล้วมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้ประโยชน์ สุดท้ายเงินเข้าสู่กระเป๋าทุนใหญ่ ส่วนเกษตรกรรายกลางและรายย่อยต้องน้ำตาตก จึงอยากให้มีการทบทวนมาตรการที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ให้เกิดเศรษฐกิจที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมไข่ไก่” นายเชาว์ ระบุ