อดีต รมว.คลัง ชี้ รัฐบาลใช้เงินแก้วิกฤติโควิด ถึง 1.9 ล้านล้านบาท ชี้ สูงมาก 'ย้ำ' อย่าให้ประชาชนผิดหวังและอย่าให้รั่วไหล มีคอร์รัปชัน พร้อมให้วางแผนคืนหนี้เงินกู้

วันที่ 22 เม.ย. ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นเรื่องพระราชกำหนด 3 ฉบับ ที่ออกเมื่อ 19 เมษายน 2563 เกี่ยวกับมาตรการดูแลประชาชนและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จากผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ว่า รัฐบาลจะใช้เงินรวมถึง 1.9 ล้านล้านบาท แยกเป็นรัฐบาลกู้เงินใหม่ 1 ล้านล้านบาท และใช้เงินธนาคารแห่งประเทศไทย 900,000 ล้านบาท ทั้งหมดคิดเป็น 11.4% ของผลผลิตรวมของชาติ (GDP ปี 2019 ประมาณ 16.7 ล้านล้านบาท) นับว่าสูงมาก ขนาดสัดส่วนที่จะใช้ เทียบเท่ากับประเทศร่ำรวย เช่น สหรัฐฯ สิงคโปร์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ไม่เคยใช้เงินจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน เมื่อตอนถูกโจมตีค่าเงินบาทปี 2540 เรากู้เงินจากไอเอ็มเอฟ 600,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามากแล้ว คราวนี้รัฐบาลจะใช้เงินมากกว่านั้นมาก จึงขอให้ใช้เงินให้ดี ไม่รั่วไหล หรือมีคอร์รัปชัน

"พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเป็นการกู้เงิน 600,000 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคมนี้ และจะกู้ภายหลังอีก 400,000 ล้านบาท" อดีต รมว.คลัง กล่าว 

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า เงินกู้ 600,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายค่าเยียวยา ค่าชดเชย ค่าเสี่ยงภัย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เสียสละเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาด ค่าจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค จำนวน 45,000 ล้านบาท และเพื่อชดเชยรายได้ประชาชนจำนวน 14 ล้านคน จาก 28 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้ ชดเชยเกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและจากคำสั่งจากรัฐบาลให้หยุดทำงาน หยุดประกอบอาชีพ จำนวน 555,000 ล้านบาท  รัฐบาลควรดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลให้ทั่วถึง อย่าให้ประชาชนผิดหวัง ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนทุกคน คนละ 30,000 บาท แต่รัฐบาลไทยดูเหมือนจะช่วย 14 ล้านคน ทั้งๆ ที่มีคนลงทะเบียนไว้ 28 ล้านคน ส่วนการชดเชยเกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ยังไม่มีมาตรการออกมา จึงมีคนยากจนหาเช้ากินค่ำมากมาย ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ไปประท้วงที่กระทรวงการคลัง

...

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า บางคนไม่มีทางออกได้ทำร้ายตัวเอง บางคนร้องไห้ “ทำไมถึงไม่ช่วยล่ะ! ทำไมถึงไม่ช่วยล่ะ! แน่จริงเปิดให้ขายของได้ ก็จะไม่มาเอาเงินนี้” เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ตอนสั่งให้คนหยุดทำมาหากิน รัฐบาลไม่ได้คิดไว้ก่อน ข้อแท้จริงก็คือ หลังจากบริหารมา 5 ปี รัฐบาลได้ทำให้คนจนลงมากมาย เป็นประเทศที่ ”มีช่องว่างคนจนกับคนรวยสูงที่สุดในโลก” และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีคนจนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 4.8 ล้านคนในปี 2558 เป็น 6.7 ล้านคนในปี 2562 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน"

"การให้เงินชดเชยต้องให้ก่อนการสั่งให้คนหยุดงาน เพราะเราเป็นประเทศยากจน หยุดงานเพียง 2-3 วันก็ไม่มีกินแล้ว จะเห็นว่ามีผู้คนมากมาย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เข้าแถวรับเงินและอาหารบริจาค ถึงกับถูกโฆษกโควิด กล่าวว่า 'จะติดโรคโควิดกัน' แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ 'รัฐบาลต้องรู้ด้วยว่าคนจนกลัวความหิวมากกว่ากลัวโควิด การกู้เงินส่วนที่สองอีก 400,000 ล้านบาท ที่มีการระบุว่า จะนำไปใช้ใน (ก) โครงการลงทุนเพื่อพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรม บริการและการท่องเที่ยว (ข) ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน (ค) กระตุ้นการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนของภาคเอกชน และ (ง) การสร้างโครงสร้างบริการพื้นฐาน ทั้งหมดยังไม่มีรายละเอียด แต่ที่เห็นการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานมูลค่า 8,000 ล้านบาท และเงินภัยแล้งในขณะนี้ ดูเหมือนมีการตั้งมูลค่าโครงการเกินเนื้องานอยู่หลายเท่าตัว เช่น โครงการขุดบ่อบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ลึก 50 เมตร ให้เงินถึงโครงการละ 500,000 บาท ดังนั้นคงต้องระวังโครงการ 400,000 ล้านบาทอย่างมาก อย่าให้หมดไปกับการรั่วไหลมากมาย จะทำให้ประชาชนผิดหวัง"

"ปัจจุบันรัฐบาลไทยเป็นหนี้ส่วนใหญ่ภายในประเทศ 6.9 ล้านล้านบาท 42% ของผลผลิตรวมของชาติ เมื่อกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท หนี้รัฐบาลจะเป็น 7.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 47% ของผลผลิตชาติเพิ่มทีเดียว 5 เปอร์เซ็นต์ นับว่า เพิ่มมาก แต่รายได้ภาษีรวมของไทยประมาณปีละ 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 16% ของผลผลิตรวมของชาติ ซึ่งสัดส่วนรายได้ภาษีค่อนข้างต่ำ รัฐบาลจึงควรวางแผนการคืนเงินกู้ใหม่จำนวน 1 ล้านล้านบาทนี้ด้วย ว่าจะทำอย่างไร ให้ระบบเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตมากกว่าปีละ 3-4% จึงจะสามารถเก็บภาษีมาคืนเงินกู้ได้ ไม่เช่นนั้น ในอนาคตงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลจะมีสัดส่วนการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาก จนไม่มีเงินลงทุนในการพัฒนาประเทศ" ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช กล่าวทิ้งท้าย