"ชวลิต" เตือนรัฐ "ความหิว" ไม่เคยปรานีใคร ส่งผลให้ "อะไรก็เกิดขึ้นได้" แนะ ผ่อนคลายมาตรการ ชี้ ไม่ควรเกินอีก 2 สัปดาห์ ควรกระจายอำนาจในการเยียวยาประชาชน
วันที่ 17 เม.ย. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลว่า ในประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของโลก เมื่อประชาชนมี "ความหิว" จนหาทางออกให้กับตนเองและครอบครัวไม่ได้ อะไรๆ ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้
สถานการณ์ในประเทศไทย ณ ขณะนี้ หากไม่ผ่อนคลายให้ประชาชนได้ทำมาหากิน ได้หายใจทางธุรกิจบ้างตามสมควรแก่ความเดือดร้อน บ้านเมืองปั่นป่วนแน่ เพราะความหิวไม่เคยปรานีใคร ความหิวไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะคนเป็นพ่อ แม่ เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ยอมให้ลูกอดตายแน่ หรือบางทีก็อาจคิดสั้น ทำลายตนเอง ทำลายครอบครัว ก็มีตัวอย่างให้เห็นมาเป็นระยะๆ จึงอย่าได้ประมาทสถานการณ์ความยากแค้นของประชาชน
คนที่มีเงินเดือนกิน คนที่ร่ำรวย คนที่มีมรดก อยู่บนกองเงินกองทอง ซึ่งมีจำนวนน้อยนิด ไม่รู้หรอกว่าความลำบากยากแค้นเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้รสชาติว่าไม่มีจะกินมันลำเค็ญขนาดไหน ด้วยความเป็นห่วงสถานการณ์ ผมขอเสนอแนะรัฐบาล ดังนี้
ขอฝากฝ่ายบริหารได้ปรึกษากับฝ่ายควบคุมโรค ว่า ถึงเวลาจำเป็นที่รัฐบาลต้องผ่อนคลายให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพเพื่อยังชีพ ขอเน้นคำว่า เพื่อยังชีพ โดยฝ่ายควบคุมโรคควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมโรคที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ ทั้งในการประกอบอาชีพ และควบคุมป้องกันโรค โดยให้ทั้งสองอย่างดำเนินไปด้วยกัน ทั้งนี้ ระยะเวลาในการมีมาตรควบคุมเข้มข้นไม่ควรเกินอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า คือ สิ้นเดือนเมษายน 2563 เพราะถ้ายืดเวลามาตรการควบคุมไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 คาดการณ์ได้ว่า คนจนซึ่งขณะนี้กลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว จะลำบากยากแค้นอย่างสาหัสแน่ แล้วจะส่งผลให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้ยากยิ่งขึ้น
...
ขอย้ำว่า "ความหิว" ไม่เคยปรานีใคร อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ เมื่อประชาชนมีความหิว อนึ่ง มาตรการเยียวยาประชาชนรายละ 5,000 บาท ในโครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" ซึ่งมีประเด็นที่ประชาชนจำนวนมากร้องเรียนว่า เข้าไม่ถึงสิทธิ์บ้าง ถูกตัดสิทธิ์บ้างนั้น ถ้าจะตรวจสอบสิทธิ์ประชาชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยระบบ ไม่ควรรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางเท่านั้น ดังนั้นเพื่อความรอบคอบ ความถูกต้องในข้อมูล ควรกระจายอำนาจไปยังส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นได้มีส่วนอย่างสำคัญในการตรวจสอบสิทธิ์ประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะทั้งสององค์กรนั้นอยู่ใกล้ชิดประชาชน
ประการสำคัญ รัฐบาลต้องรีบจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และทั่วถึง เพื่อเร่งให้เงินหมุนเวียนอยู่ในระบบ ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดให้มากที่สุด ผมคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคซึ่งมาจากพี่น้องประชาชนยินดีให้ความร่วมมือในการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ขอเพียงรัฐบาลใจกว้างร่วมมือกันดำเนินการให้เป็นวาระแห่งชาติเหมือนที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้จริงๆ อย่าเพียงแต่พูดแต่ข้อเท็จจริง ยังแบ่งเขา แบ่งเรา แล้วบ้านเมืองจะออกจากวิกฤติได้อย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ ในการเยียวยาจากรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้เสนอแนะต่อไปในนโยบายเรื่อง "ความมั่นคงทางอาหาร" (Food security)
หลักคิดในเรื่องนี้ก็คือประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตข้าวปลาอาหารป้อนคนไทยและป้อนชาวโลกมาช้านาน
"วิกฤติไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ประเทศไทยควรแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการผลิตอาหารสุขภาพป้อนคนไทย และป้อนชาวโลก การวางแผนที่ดี รอบคอบ รัดกุม ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่าการตามแก้ปัญหา อย่างเช่นปัญหาการกักตุนหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด นโยบาย "ความมั่นคงทางอาหาร" (Food security) เป็นเรื่องสำคัญที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยจะได้นำเสนอในโอกาสอันใกล้ต่อไป" นายชวลิต กล่าว.