สงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป
ในสถานการณ์ล่าสุดที่รัฐบาลต้องขอความร่วมมือไม่ให้สื่อมวลชนมาปักหลักเฝ้าทำข่าวประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ประสานศูนย์ ศบค.ติดเชื้อโควิด–19
เล่นเอาหนาวๆร้อนๆเสียบวาบกันทั้งบิ๊กรัฐบาล ข้าราชการ นักข่าวตัวเล็กตัวน้อย
กับความเสี่ยงที่ต้องรับสภาพกันตามภารกิจหน้าที่
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับพวกไม่มีหน้าที่ แต่เสนอหน้าออกมาปฏิบัติการ “เอพริลฟูลเดย์” กันทุกวัน ประเภทที่กุข่าวปั่นกระแส รัฐบาลถังแตก ต้องกู้ไอเอ็มเอฟมากู้สถานการณ์เศรษฐกิจพังพาบจากโควิด–19
ทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ต้องเสียสมาธิในการวางแผนรับมือวิกฤติยามหน้าสิ่วหน้าขวาน มานั่งแก้ข่าว ยืนยัน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้ไอเอ็มเอฟแต่อย่างใด เพราะไทยมีเงินสำรองสูงถึง 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ดูแลตัวเองได้สบายๆ
ขอร้องพวก “ตีนราน้ำ” ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่าพูดเรื่องไม่เป็นความจริงในช่วงเวลาแบบนี้
เป็นอะไรที่การันตีโดยสถานการณ์ เชื้อชั่วการเมืองเน่าๆของไทยยังอาละวาดตีคู่กับเชื้อโรคร้าย กำเริบแม้ในยามประเทศชาติกำลังเผชิญความเป็นความตาย
แต่ยังดีที่อาการติดเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาลเริ่มฟื้น ตั้งหลักติดแล้ว
ตามแนวโน้มสถานการณ์เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม งัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 นั่งแท่นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจโควิด–19 “เวนคืน” อำนาจการสั่งการรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆมาไว้ในมือ
...
ปฏิวัติเงียบ “รัฐบาลผสมร้อยพ่อพันแม่”
ผลที่เห็นชัดเจนอันดับแรกคือนายกรัฐมนตรีกล้าหักดิบ มอบให้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหน่วยนำรบกับไวรัสมรณะ โดยฝ่ายการเมืองถอยมาเป็นกองหนุน รัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ของทีมแพทย์ในทุกมิติ
ในอารมณ์ที่สังคมเริ่มรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์คนเดิมกลับมา เป็น “บิ๊กตู่” ในฐานะอดีตหัวหน้า คสช. ที่กุมความเบ็ดเสร็จ ในห้วงสถานการณ์พิเศษ ตัดสินใจเด็ดขาดแบบผู้นำทหาร คุมการทำงานอย่างบูรณาการ มีทิศทาง
ดึงความหวัง กระตุกความมั่นใจของประชาชนกลับคืน
แม้แต่ “ขาประจำ” อย่างนายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการคนดัง ก็ยังยอมรับว่า ผู้นำรัฐบาลเดินมาถูกทาง ในยุทธศาสตร์การรับมือกับไวรัสโควิด–19 ที่ให้แพทย์เป็นผู้นำความคิด
ตามมาตรการสกัดโรคร้ายที่กำลังเกิดผล และจำเป็นต้องยกระดับเข้มข้นขึ้น
นั่นเท่ากับตอกย้ำยุทธการ “ล็อกดาวน์” ภายใต้ “ยาแรง” พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นหนทางนำคนไทยทั้งประเทศลุ้นรอดจากวิกฤติไวรัสมรณะ ไม่หายนะหนักเหมือนอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ที่เจ็บตายกันเป็นเบือ
ถึงจุดนี้ ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่เชื่อมั่นผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พร้อมเดินตามทีมแพทย์ฝ่าสงครามไวรัสโควิด–19
กระแสหลอมรวมพลัง “เราจะรอดไปด้วยกัน”
แม้แต่ “แอมเนสตี้” ประเทศไทย ออกแถลงการณ์กระตุกเตือนรัฐบาลใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ป้องกันโควิด–19 อย่างระมัดระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิของประชาชน ต้องมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการทำงานของรัฐบาลได้
โดยไม่อ้างเป็น fake news เอาผิดฐานปล่อยข่าวปลอม
ยังโดนคนรุมด่าซะงอมพระราม โทษฐานผิดคิว นาทีเป็นนาทีตาย ประชาชนกำลังกลัวไวรัสมรณะกันตัวสั่น องค์กรเอกชนยังมีอารมณ์ “ตีกิน” หวงสิทธิมนุษยชนในห้วงความเป็นความตาย
ตามสภาพการณ์ “absolute power” แบบ “บิ๊กตู่” เรียกกระแสความเชื่อมั่นได้มากกว่า
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสภาพของรัฐบาลผสมแตกเป็นอาณาจักรใครอาณาจักรมัน “ตัวถ่วง” รอบเอวผู้นำ มากกว่า “ตัวช่วย” ที่ใช้งานจริงนับหัวได้
นั่นไม่สำคัญเท่ากระแสคนหมดศรัทธากับรัฐบาลผสมนักเลือกตั้งอาชีพ
ยิ่งอยู่ภายใต้ภารกิจที่ต้องรีบเตรียมฟื้นฟูประเทศหลังสงครามไวรัสล้างโลก โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจที่ตัวเลขติดลบ ต้องออกแรงลากเข็นกันขนานใหญ่ การเมืองเน่าๆจะเป็นตัวถ่วงไม่ได้
ต้องลุ้นไข้โควิด–19 จุดเปลี่ยนอำนาจทีม “บิ๊กตู่”.
ทีมข่าวการเมือง