เลขาธิการ ส.ป.ก.ลุยตรวจเยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมแจงข้อสงสัยขุดบ่อน้ำในที่ของตนเอง ทำได้แค่ร้อยละ 5 ของพื้นที่ที่ได้รับเท่านั้น หากต้องการเพิ่มให้ยื่นคำร้อง ส.ป.ก.จังหวัด

วันที่ 27 มี.ค. ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ได้รับทราบถึงปัญหาและกำลังดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งเกษตรกรหลายรายที่ปลูกพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะไม้ผลเศรษฐกิจอย่างลำไยได้สอบถามถึงการขุดบ่อน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในสวนของตนเองว่าทำได้ไหม และต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างเนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งนั้น ตนขอเรียนว่า มีการกำหนดไว้ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 กำหนดไว้ว่า “ไม่ขุดบ่อเพื่อการเกษตรกรรมเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ที่ได้รับมอบ”  แต่หากว่าเกษตรกรมีความต้องการที่จะขุดบ่อน้ำให้มีพื้นที่มากกว่าร้อยละ 5 เกษตรกรสามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดหรือ ส.ป.ก.จังหวัดที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ซึ่งจะพิจารณาว่า ควรอนุมัติให้ดำเนินการตามที่ร้องขอได้หรือไม่ โดยคณะกรรมการฯจะพิจารณาจากผลดี ผลเสีย สภาพของที่ดินที่จะเสียหาย ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและแปลงที่ดินข้างเคียง รวมถึงความเป็นไปได้ในการกิจการนั้นเป็นประกอบด้วย

...

"ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจะสามารถขุดบ่อน้ำได้เพียงร้อยละ 5 ของที่ดินที่ได้รับ เช่น ได้รับที่ดินจำนวน 20 ไร่ จะใช้พื้นที่เพื่อการขุดบ่อน้ำได้เพียง 1 ไร่เท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามเจตจำนงของระเบียบของ ส.ป.ก.ที่ต้องการให้ที่ดินของเกษตรกรได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับการทำกิจกรรมการเกษตรต่างๆ เพื่อการสร้างอาชีพและรายได้ พร้อมทั้งส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานเพื่อให้มีที่ดินทำกินอย่างเพียงพอในอนาคต"

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน ตามระเบียบดังกล่าวข้างต้นยังมีข้อกำหนดอีกว่า ห้ามมิให้เกษตรกรทำการเคลื่อนย้ายดินที่ขุดขึ้นมาออกไปนอกบริเวณเขตที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ไม่ว่าเพื่อการใดๆ สิ่งที่ทำได้ คือ สามารถเอาดินที่ขุดขึ้นมานั้นนำมาปรับแต่งให้เป็นคันบริเวณรอบบ่อน้ำที่ขุดเท่านั้น หากมีการเคลื่อนย้ายดินออกไป เกษตรกรต้องชดใช้เป็นเงินเท่ากับมูลค่าของดินที่นำออกไป โดยจะนำไปเป็นรายได้ของ ส.ป.ก. เพื่อนำเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเว้นแต่เป็นการนำออกไปโดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า ส.ป.ก.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรให้กับเกษตรกรเข้าทำประโยชน์เท่านั้น แต่ยังดูแลเกษตรกรหลังจากได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการปรับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ เส้นทางคมนาคม จัดสรรสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น และส่งเสริมอาชีพและการรวมกลุ่มสหกรณ์โดยอาศัยหลักการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีตลาดรองรับ เกษตรกรมีรายได้และสามารถทำกินอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินขณะนี้ ส.ป.ก.กำลังเร่งขับเคลื่อนภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานโดยการก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม จำนวน 33 โครงการ ใน 22 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,000 ไร่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัด (Flagship Project) 9 โครงการใน 6 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1,200 ไร่ และโครงการ “หนึ่งชุมชน หนึ่งแหล่งน้ำ” ในเขตปฏิรูปที่ดินตามนโยบายรัฐบาล 14 โครงการใน 9 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 3,429 ไร่ ซึ่งรวมแล้ว ส.ป.ก.มีโครงการที่จะดำเนินการถึง 56 โครงการ ใน 37 จังหวัด รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึง 10,000 ไร่

พร้อมกันนี้ ส.ป.ก.ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ร่วมกับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), กรมชลประทาน, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยผลงานที่ผ่านมาสามารถพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำได้ถึง 884 แห่ง ในพื้นที่ 61 จังหวัด มีพื้นที่รับประโยชน์ 557,394 ไร่.