ข่าว
100 year

โฆษก-โทษสื่อ ถูกกดดันปลด ฝ่ายค้านบี้-ทําให้คนสับสน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 มี.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

พท.ถล่ม รบ.สื่อสารเหลวป่วนสังคมตื่นตระหนก บี้เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลด่วน “สมคิด” จวกสั่งอะไรต้องมีมาตรการรองรับ “สุทิน” เฉ่งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องโละนายกฯ ทีมกิจการพิเศษชง 5 ข้อปิดประเทศ คุมของแพง ลดน้ำมันลิตรละ 5 บาท เร่งทำแอปฯแจ้งจุดเสี่ยง ติดอุปกรณ์ไฮเทคติดตามคนถูกกักตัว “วิสาร” โวยทอดทิ้งภาคเหนืออ่วมทั้งฝุ่นพิษ-ไวรัสมรณะ “อ๋อย” ประสานเสียงรีบชัตดาวน์เลี่ยงหายนะ “หมอมิ้ง” เตือน 3 สัปดาห์ต้องล่า 3 กลุ่มแพร่เชื้อให้เจอก่อนสายไป “อิสระ” กระตุกช่วยลูกจ้างรายวันงดส่งเงินประกันตน 6 เดือน “เทพไท” เลิกดันสภาฯวิสามัญ พวกเดียวกันกระทุ้ง พณ.เบรกไข่ไก่แพงพรวด “เชาว์” หวดอย่าซ้ำรอยหน้ากากอนามัย “นฤมล” โต้สื่อบางสำนักพาดหัวข่าวผิดสับสน ยันไม่เคยบอกไม่ปิดห้างฯ “ณัฏฐพล” ตอก “ธนาธร” หยุดเสียบมีดเสี้ยมคนไทยแตกแยก

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังคงถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้า ขาดความชัดเจนในมาตรการการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ล่าสุดมีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล เพื่อยุติปัญหาการสื่อสารที่ผิดพลาด สร้างความสับสนให้แก่ประชาชน

พท.กระทุ้งเปลี่ยนโฆษก รบ.ด่วน

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังสับสนกับการสื่อสารของรัฐบาล เรื่องการแก้ปัญหาเชื้อโควิด-19 เพราะความไม่มีเอกภาพในการสื่อสาร ต่างฝ่ายต่างพูดเป็นคนละทางเป็นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดกรณีประกาศของ กทม.เรื่องการปิดสถานที่ต่างๆ ทั้งโฆษกรัฐบาลและผู้ว่าฯ กทม.พูดไม่ไปทางเดียวกัน สร้างความแตกตื่น สับสนแก่ประชาชนพากันออกไปกว้านซื้อสินค้าจำนวนมาก จึงควรเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลโดยด่วนได้แล้ว เพราะไม่ไหวแล้วจริงๆไม่ทันเกม การแถลงข่าวของรัฐบาลหลังจากนี้ควรมีการรวมศูนย์ มอบให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบการแถลงข่าวเพียงผู้เดียว กำหนดเวลาแถลงข่าวแต่ละวันให้ชัดเจน ไม่ใช่โฆษกรัฐบาลพูดอย่าง ผู้ว่าฯ กทม.พูดอย่าง จนชาวบ้านสับสน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกตามมา ในที่สุดประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล พูดอะไรมาจะไม่ได้รับความร่วมมือ

จะสั่งอะไรต้องมีมาตรการรองรับ

นายสมคิดกล่าวอีกว่า รวมถึงการจะออกมาตรการเร่งด่วนอะไรออกมาจะต้องมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือออกมาพร้อมกันด้วย ล่าสุดประกาศปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราว จนทำให้คนตกงานจำนวนมาก แต่ไม่มีมาตรการรองรับว่าจะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้อย่างไร ทำให้คนแห่กลับภูมิลำเนา จนรัฐบาลรีบออกมาห้ามไม่ให้กลับ เพราะกลัวจะไปแพร่กระจายเชื้อโรค นั่นเป็นเพราะรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมาอย่างทันท่วงที

ฉะถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ต้องโละผู้นำ

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่ประชาชนกำลังสับสน ตื่นตระหนกกับการสื่อสารของรัฐบาลเรื่องสถานการณ์เชื้อโควิด-19 ควรปรับเปลี่ยนทั้งทีมโฆษกรัฐบาลและระบบการสื่อสารของรัฐ เพราะที่ผ่านมาทำให้ประชาชนสับสนหลายครั้ง เนื่องจากแต่ละฝ่ายพูดไปคนละทาง ทำงานสะเปะสะปะ ยิ่งทำให้ประชาชนขวัญเสีย เป็นสังคมแห่งความหวาดกลัว เพราะไม่รู้จะเชื่อใครดี ถ้ารัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้ต้องเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล และปรับระบบการสื่อสารให้พูดไปในทางเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงความมีเอกภาพในการทำงาน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หากปรับโฆษกรัฐบาลและระบบการสื่อสารแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ให้คนอื่นที่มีความสามารถมาเป็นแทน เพราะสะท้อน ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารงานต่อไปไม่ไหวแล้ว

“วิสาร” โวยรัฐทิ้งภาคเหนืออ่วมฝุ่น-โควิด

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือเจอวิกฤติทั้งปัญหาฝุ่นควัน และการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเยาวชน บางรายไอเป็นเลือด หรือผู้สูงอายุมีปัญหาระบบทางเดินหายใจจำนวนมาก ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่อย่างไร้ทางออกเพราะรัฐไม่แก้ปัญหา เลือกทิ้งพื้นที่ภาคเหนือ ภาคธุรกิจปิดกิจการจำนวนมาก ที่ผ่านมารัฐไม่พูดความจริงกับประชาชน การตรวจหาเชื้อหละหลวม อาทิ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดเชื้อโควิด-19 ไปตรวจแพทย์บอกเป็นไข้หวัดใหญ่ ปล่อยไปใช้ชีวิตปกติ กระทั่งไปตรวจซ้ำพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จนเป็นปัญหา

สวดบอกความจริง ปชช.ได้แล้ว

นายวิสารกล่าวอีกว่า กรณีนักเสี่ยงโชคจาก จ.เชียงราย ที่ไปเล่นพนันที่กัมพูชา ติดเชื้อกลับมาไปตรวจหมอแจ้งว่าเป็นไข้หวัด ไม่กักตัวปล่อยให้ใช้ชีวิตในสังคม เป็นอันตรายมากเพราะไปตรวจล่าสุดพบว่าติดเชื้อโควิด-19 กรณีแบบนี้จะมีอีกมากแค่ไหน รัฐควรบอกความจริงกับประชาชน ฝ่ายค้านยืนยันว่าในสถานการณ์วิกฤติ พรรคฝ่ายค้านไม่เล่นการเมืองพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลทำงานเพื่อประชาชน เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน อยากให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าเล่นการเมือง มองข้อเสนอฝ่ายค้านเป็นเรื่องการเมือง เพราะทุกคนล้วนหวังดีกับประเทศ

จวกรัฐแก้ปัญหาเชื่องช้ากว่า ปชช.

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า ดูเหมือนภาคประชาชนตื่นตัวมากกว่ารัฐบาลที่มักก้าวตามหลังภาคประชาชนมาตลอด อาทิ 1.กรณีแมทธิว ดีน เปิดเผยต่อสาธารณะว่าติดเชื้อเพื่อให้ผู้สัมผัสและใกล้ชิดไปตรวจหาเชื้อไวรัสเฝ้าสังเกตอาการ ขณะที่รัฐบาลจ้องเอาผิดเตรียมกล่าวหาเฟกนิวส์ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2.ผวจ.บุรีรัมย์และอุทัยธานี สั่งปิดเมืองสกัดไวรัสแพร่ระบาด ก่อนรัฐบาลมีคำสั่งและกำลังมีอีกหลายจังหวัดประกาศตามออกมา 3.ผู้ว่าฯ กทม.ประกาศปิดห้างสรรพสินค้า 22 วัน สวนทางกับโฆษกรัฐบาลที่สร้างความสับสนแถลงปฏิเสธ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) อย่ามัวแต่ไล่จับประชาชนข้อหาเฟกนิวส์ หากรัฐบาลแถลง ข่าวสับสนโกลาหลย้อนแย้งกันเอง เข้าข่ายสร้างข่าวปลอมผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต้องดำเนินคดีเฟกนิวส์หรือไม่ ถ้ารัฐบาลเป็นเอกภาพจะไม่สับสนจนแตกตื่น ซ้ำเติมความกังวลเข้าไปอีก รัฐบาลคิดช้าทำช้ากว่าประชาชนและส่วนภูมิภาค จะทำให้สถานการณ์ยากลำบากขึ้นไปอีก

ชง 5 ข้อสกัดเชื้อโควิดลุกลาม

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยพบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 อย่างรวดเร็ว อาจ เข้าสู่ระดับ 3 ในอีกไม่นาน ทั้งที่มีบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพจำนวนมาก แต่ขาดยุทธวิธีแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หน่วยงานภาครัฐขาดการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ เห็นได้จากกรณีโฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปิดห้างเป็นเฟกนิวส์ แต่ผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันเรื่องปิดห้าง ปิดตลาดสด และสถานบริการอีกหลายประเภท สร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างมาก หลายครั้งที่รัฐบาลออกประกาศ แต่ประชาชนไม่เชื่อ และทำในทิศทางตรงข้าม เช่น รัฐบาลประกาศจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร แต่ประชาชนแห่กักตุนของใช้-อาหารแห้ง กรณีหน้ากากอนามัยระบุมีเพียงพอ แต่ปัจจุบันยังหาซื้อไม่ได้ พรรคเพื่อไทยขอเสนอ 5 ยุทธวิธีแก้ปัญหาดังนี้ 1.รัฐบาลยังไม่มีนโยบายตรวจโควิด-19 ฟรี และหากต้องกักตัวผู้ติดเชื้ออยู่บ้าน ควรติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบ หรือกำหนดการเดินทางของผู้ถูกจำกัด เพื่อช่วยในการตรวจสอบ

บี้เร่งรัฐทำแอปฯแจ้งพื้นที่จุดเสี่ยง

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวว่า 2.รัฐบาลควรควบคุมราคาสินค้า ลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง ลิตรละ 5 บาท เพราะมีกองทุนน้ำมันอยู่แล้วดำเนินการได้ทันที 3.ภาครัฐควรใช้ Big Data ให้เป็นประโยชน์ รวมกลุ่มสตาร์ตอัพที่คิดแอปพลิเคชันแก้ปัญหาโควิด-19 มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันให้ประชาชนทราบถึงพื้นที่จุดเสี่ยง จุดปลอดภัย เพื่อลดปัญหาแพร่ระบาด สร้างความมั่นใจการใช้ชีวิตประจำวัน 4.รัฐควรใช้งบฯช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยให้กลุ่มลูกจ้างรายได้น้อยที่ติดเชื้อโควิด-19 และต้องลางาน 5.ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องปิดประเทศ ไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้ามาในประเทศไทย ทุกวันนี้ยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ตรงจุด ถึงเวลาที่นายกฯต้องกล้าตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าทุกปัญหามีทางแก้ หากผู้นำประเทศเข้าใจและพร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชน

จี้นายกฯเด็ดขาด-เลิกสื่อสารกำกวม

นายอำไพกล่าวว่า ขณะเดียวกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องตกงานเพราะผลพวงจากเชื้อโควิด-19 รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือให้งดเก็บค่าเช่าบ้าน คอนโดฯ รวมถึงใครที่ต้องผ่อนหนี้กับธนาคารก็ให้งดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยไปก่อนในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ตกงาน อีกปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีปัญหามาตลอด ทำให้ประชาชนแตกตื่นสับสน โดยเฉพาะนายกฯที่สื่อสารกำกวม ทำให้เกิดปัญหา อย่างเรื่องหน้ากากอนามัยที่ไม่มีการเอาจริงเอาจังปราบปรามพวกกักตุนสินค้าและขายราคาแพง เหมือนเกรงใจพวก ครม.ด้วยกัน ใครทุจริตต้องปลดออกทันที ทุกวันนี้ยังตอบไม่ได้หน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นหายไปไหน นายกฯต้องเพิ่มความเด็ดขาดการทำงาน

“อ๋อย” ห่วงระบาดใน ปท.หยุดไม่อยู่

วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก “ประเทศไทยยังมีโอกาสหลีกเลี่ยงหายนะได้ ถ้าปิดประเทศ” โดยระบุว่า ยุทธศาสตร์จัดการไวรัสโควิด-19 ของทั่วโลกคือต้องควบคุมไม่ให้แพร่เชื้อจากคนสู่คน ไม่ให้ผู้ติดเชื้อกับคนปกติสัมผัสกัน สถ­านการณ์ในประเทศน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกที หลายประเทศเข้าสู่ขั้นแพร่ระบาดภายในอย่างกว้างขวางและรวดเร็วชนิดที่คงหยุดไม่อยู่ในเร็วๆนี้แล้ว แต่มีบางประเทศเริ่มมีปัญหามาแต่แรก แต่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ อย่างจีนคุมเข้มปิดเมือง อยู่แต่ในบ้าน ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว หลายประเทศจัดการได้ดี มีผู้ติดเชื้อเพิ่มน้อยและช้า ใช้มาตรการเข้มภายใน จำกัดการเข้าประเทศเด็ดขาด กักตัวเข้มงวด

แนะยกเครื่องใหม่ปิด ปท.เลี่ยงหายนะ

นายจาตุรนต์ระบุด้วยว่า สำหรับไทยใช้มาตรการต่างๆแล้วหลายด้าน ให้ความรู้ต่อประชาชนค่อนข้างดี แต่มาตรการส่วนใหญ่ไม่ทันการณ์ ไม่ชัดเจน ไม่เข้มงวดเคร่งครัดและไม่เป็นระบบ ต่างคนต่างทำจำเป็นต้องยกเครื่องมาตรการทุกด้านครั้งใหญ่ คงต้องช่วยกันคิดช่วยกันเสนอต่อไป แต่เรื่องเร่งด่วนที่ควรทำก่อนเรื่องอื่นคือรีบจำกัดวงของปัญหาให้เล็กลงเสียก่อน ไม่ปล่อยให้เดินทางจากประเทศเสี่ยงอย่างเสรีอีกต่อไป เหลือแต่การควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศเท่านั้น และต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ปิดประเทศ

“หมอมิ้ง” ติงล่า 3 กลุ่มแพร่เชื้อให้เจอ

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง COVID-19 : วิกฤติพิสูจน์ผู้นำไทย ระบุว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มใช้มาตรการ “ปิดกรุงเทพฯ” และจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการติดต่อเชื้อโควิด-19 ให้ได้ผล แต่ไม่ใช่มาตรการเดียว ต้องดำเนินควบคู่มาตรการอื่นหลายเรื่อง ได้แก่ 1.ปิดทางเข้าของผู้นำเชื้อรายใหม่เข้ามาในสังคม คนไทยที่กลับจากอิตาลี เยอรมนี อังกฤษ อเมริกา ที่เป็นประเทศมีผู้ติดเชื้อสูงกว่าไทยมากต้องถูกตรวจกักกัน ติดตาม กลไกของสาธารณสุขต้องมีถึงระดับหมู่บ้าน 2.เร่งติดตามกลุ่มเสี่ยงติดและแพร่เชื้อรายเก่าที่ปะปนในสังคม 3 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มสนามมวยที่ไม่ยอมมารายงานตัวหลายร้อยคน กลุ่มทองหล่อและกลุ่มที่กลับจากมาเลเซีย ภายใน 2 อาทิตย์ต้องหาตัวให้พบ กิจกรรมหากิน และสังคมหยุดหมด ใช้ 3 สัปดาห์นี้ให้เป็นประโยชน์ มิฉะนั้นจะสูญเปล่า

วิกฤตินี้บทพิสูจน์ภาวะผู้นำโดยแท้

นพ.พรหมินทร์ระบุว่า 3.การเตรียมบริการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาล อุปกรณ์ป้องกันโรค อุปกรณ์แพทย์ช่วยชีวิตในรายอาการหนัก ต้องเตรียมให้เพียงพอ 4.สื่อสารให้สังคมเข้าใจ ต้องระดมสมองจากผู้รู้และเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เลือกตัดสินใจในสิ่งที่คาดว่าได้ผลดีที่สุด สื่อสารอย่างชัดเจนจะให้ประชาชนทำอะไร 5.มาตรการเยียวยาชดเชยจะมีมาตรการใดบ้าง ถ้า 3 สัปดาห์แล้วจบก็พอทำเนา แต่อาจทอดยาวเป็นปี หากการจัดการใน 3 สัปดาห์นี้ทำได้ไม่ดีพอ นี่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กับการเป็นผู้นำประเทศ ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เป็นบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำโดยแท้

“อิสระ” กระตุกรัฐช่วยลูกจ้างรายวัน

ขณะที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการติดตามระบบการเงิน การคลัง คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า อนุ กมธ.ได้จับตาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และนำประเด็นนี้มาหารือเพื่อหามาตรการช่วยเหลือ โดยประเด็นที่ กทม.และปริมณฑลสั่งปิดสถานที่ต่างๆ ชั่วคราว เป็นมาตรการจำเป็นในการระงับการระบาดไม่ให้บานปลาย เเต่เหรียญมีสองด้านต้องยอมรับว่ากระทบสังคมวงกว้าง หลายคนตื่นตระหนกสับสน โดยเฉพาะลูกจ้างรายวันที่นายจ้างไม่ได้ส่งเงินประกัน มีลูกจ้างจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขาดรายได้กะทันหัน ไม่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนประกันสังคม แล้วยังไม่อยู่ในข่ายได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างตามมาตรา 75 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานด้วย เพราะเป็นการปิดกิจการตามคำสั่งทางราชการ

แนะงดส่งเงินประกันตน 6 เดือน

นายอิสระกล่าวอีกว่า ที่สำคัญแรงงานเหล่านี้อยู่ได้ด้วยค่าโอทีล่วงเวลา พนักงานเสิร์ฟอาหารได้ค่าทิป แต่ไม่มีแล้วจะทำอย่างไร มาตรการที่ควรทำด่วน คือหาทางช่วยให้ลูกจ้างไม่ต้องส่งเงินค่าประกันตน 6 เดือน เพราะมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตน ระบบประกันสังคม ที่บอร์ดประกันสังคมกำหนด เช่น ลดการส่งเงินประกันตนจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 4 ถือว่าน้อยมากๆ ช่วยลดภาระได้แค่หลักสิบหลักร้อยบาทไม่เพียงพอกับสถานการณ์

“เทพไท” เลิกดันเปิดสภาฯวิสามัญ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ก่อนหน้านี้ที่มีข้อเสนอให้รัฐบาลใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 165 เปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ และข้อเสนอให้สมาชิกรัฐสภาลงชื่อเปิดสมัยประชุมรัฐสภาวิสามัญจำนวนสองในสามตามมาตรา 123 ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ไม่สามารถที่จะหาเสียงสนับสนุนได้ครบจำนวน 248 คน สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ขั้นวิกฤติแล้ว ในกรุงเทพฯได้ล็อกดาวน์ปิดห้างสรรพสินค้าและสถานที่ประกอบธุรกิจ นับว่าสถานการณ์เกินกว่าจะมาเสนอให้เปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญหรือเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เสียเวลาจะรณรงค์หรือเสนอความเห็นเรื่องดังกล่าวอีกต่อไปจึงขอยุติ

ชักชวนให้หนุน รบ.เลี่ยงซ้ำเติมวิกฤติ

“ขอเรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนละเว้นการออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้นมาอีก เพราะจะซ้ำเติมสถานการณ์บ้านเมืองให้วิกฤติเพิ่มขึ้นอีก ลำพังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังลุกลามไปทั่วประเทศก็สาหัสสากรรจ์ ประชาชนหวั่นวิตกมากเกินพอแล้ว ในฐานะนักการเมืองทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมสนับสนุนฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่โดยตรง หามาตรการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป”นายเทพไทกล่าว พท.กระทุ้งเปลี่ยนโฆษก รบ.ด่วน

“เชาว์” กระทุ้ง พณ.แก้ไข่ไก่ขึ้นพรวด

นายเชาว์ มีขวด สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “หยุดฉวยโอกาส หากินบนความทุกข์ของคนในชาติ” ระบุว่า วันก่อนเตือนคนไทยว่าเตรียมซื้อไข่ไก่ราคาแพงจะขึ้นแผงละ 6 บาท เพราะมีข่าววงในว่าไข่ไก่ในประเทศเริ่มขาดตลาด มีการกักตุนส่งออกไปสิงคโปร์ หลังมาเลเซียปิดประเทศ ออเดอร์ไหลเข้าผู้ประกอบการไทย จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งบริหารจัดการอย่าปล่อยให้ไข่ไก่ขาดตลาด หรือมีการกักตุนหรือราคาแพงเกินจริง มีผู้เลี้ยงไก่ไข่บางรายมาแสดงความเห็นทำนองว่าตนพูดลอยๆเกินจริง ไปเอาข้อมูลมาจากไหน มโนเอาเองหรือเปล่า รู้ไหมต้นทุนการผลิตเท่าไหร่จึงตอบกลับไปว่า ผมเป็นผู้ซื้อไข่ไก่รายใหญ่นำไปแจกชาวบ้านอาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 แผง ล่าสุดวันที่ 17 มี.ค. ซื้อไข่ไก่เบอร์ 2 ราคาแผงละ 80 บาทคล้อยหลังไม่ถึง 1 อาทิตย์ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ไข่ไก่เบอร์เดียวกันราคาขึ้นพรวดเดียวไปที่ 105 บาทตามภาพถ่ายที่แนบ

หวดอย่าให้ซ้ำรอยหน้ากากอนามัย

“วันนี้ไข่ไก่ราคาขายปลีกขึ้นพรวดเดียวแผงละ 25-30 บาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์กว่า 30% ของราคาก่อนหน้าไม่กี่วัน คงไม่ใช่เกิดจากปัจจัยต้นทุนการผลิต ถ้าไม่ใช่ฉวยโอกาสหากินกับความทุกข์ของคนในชาติ จึงเรียกร้องไปยังกระทรวงพาณิชย์อีกครั้งให้เร่งเข้ามาบริหารจัดการอย่าปล่อยให้ไข่ไก่ขาดตลาดหรือราคาแพงเกินความเป็นจริง ซ้ำรอยหน้ากากอนามัย ที่สำคัญในยามวิกฤติเช่นนี้คนไทยต้องการผู้บริหารที่จริงใจมีฝีมือในการดูแลสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคนในชาติไม่ให้ขาดแคลนหรือโก่งราคา ผมหวังว่าผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์จะทำงานเชิงรุก ก่อนปัญหาจะลุกลามบานปลาย มากกว่านี้” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุ

โฆษก รบ.โวยบางสื่อพาดหัวสับสน

เมื่อเวลา 10.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงกรณีมีวิจารณ์การสื่อสารคลาดเคลื่อนจากที่ กทม.ประกาศปิดห้างร้านสรรพสินค้าใน กทม. จนทำให้สังคมสับสนว่า ขอย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 21 มี.ค. มีการส่งไลน์ข่าวลือดังกล่าว ซึ่งไม่มีที่มาที่ไป มีทั้งได้รับเองและสื่อมวลชนส่งให้ จึงทำหน้าที่ตรวจสอบให้และได้รับทราบจาก รมว.มหาดไทยว่า ขณะนั้น กทม.กำลังประชุมเรื่องนี้ เมื่อได้ผลอย่างไร กทม.จะแถลงเป็นทางการ ตนจึงนำข้อมูลดังกล่าวไปตอบกับสื่อมวลชนในกลุ่มไลน์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยและ กทม.ที่กำลังประชุมกันอยู่ เพื่อหาข้อมูลให้รอบด้าน ขอให้รอฟังแถลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่มีการปิดห้างหรือบอกว่าเป็นข่าวปลอมเลย บอกแค่ว่าอย่าเพิ่งไปเชื่อรายละเอียดข้อมูลที่ไม่มีที่มาที่ไป ขอให้รอแถลงอย่างเป็นทางการจาก กทม.

นางนฤมลกล่าวอีกว่า กระทั่งมีแถลงเวลา 14.00 น. และยืนยันไม่ได้บอกว่าจะไม่ปิด แต่บอกว่าเขากำลังประชุมให้รอเขาแถลง อยากให้เชื่อข่าวที่เป็นทางการก่อน เขาก็แถลงชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน สื่อหลายฉบับลงเนื้อหาและพาดหัวถูกต้อง แต่บางฉบับนำไปลงว่าตนปฏิเสธว่าไม่ปิดไม่จริง ส่วนการสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงในต่างจังหวัดนั้นเป็นอำนาจของผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดต้องประสานมายังส่วนกลางด้วย กระทรวงมหาดไทยอาจทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน ส่วนกลางศูนย์แถลงข่าวข้อมูลโควิด-19 จะรวบรวมข้อมูลมาแจ้งเป็นทางการ

ไม่รู้ “เก่ง” ว่าใครลุงข้างบ้านตีกอล์ฟ

นางนฤมลกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุลุงข้างบ้านที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาโควิด-19 ไปตีกอล์ฟที่ จ.พระนครศรีอยุธยาว่า ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร แต่ในส่วนของนายกฯวันที่ 21 มี.ค.ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลช่วงเช้า ต่อมานายกฯประชุมหารือวงเล็กถึงสถานการณ์โควิด-19 และได้สั่งงานไว้ก่อนเดินทางกลับไปทำบุญ จากนั้นก็ไม่ทราบว่านายกฯมีภารกิจใดต่อ เมื่อถามว่า คำว่าลุงข้างบ้านจะหมายถึงนายกฯได้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ไม่ทราบจะไปตอบได้อย่างไร ทราบเท่าที่ได้ระบุไว้

“อนุทิน” แจงภาพนั่งสนามกอล์ฟที่บ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปวิน ชัชวาล– พงศ์พันธ์ นักวิชาการ แชร์ภาพปรากฏตัวที่สนามกอล์ฟ โดยระบุ หลังแถลงข่าวที่มีการร้องไห้ แต่กลับไปตีกอล์ฟต่อว่า “นี่ไง ที่เขาเรียกว่าคนคิดร้ายต่อบ้านเมือง ผมตีกอล์ฟรึเปล่าในรูป ผมทำอะไร แล้วกี่โมง 5 โมงเย็น ผมทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น แล้วที่นั่นที่ไหน สนามกอล์ฟของเมมเบอร์ชิปที่ไหนรึเปล่า แล้วบ้านผมอยู่ไหน และผมก็เอาคุณพ่อผมแยกตัวออกไป เพื่อโซเชียลดิสแทนซิ่งจากคนอื่น ผมก็ดุคุณพ่อไปแล้วเมื่อเช้า ว่าเรียกพรรคพวกมาไม่ได้ ดูหนังได้อย่างเดียว ผมนั่งอยู่เฉยๆในบ้านผม เรื่องพวกนี้ถ้าคิดถึงขนาดนี้ ผมไปอยู่ตรงไหนแล้วถ่ายรูปมา เมื่อวานผมทำงานเรียบร้อยหมดแล้วกลับบ้าน บ้านผมก็อยู่ในนั้น” เมื่อถามว่า คนทำเช่นนี้หวังอะไร นายอนุทินกล่าวว่า เขาหวังอะไรยังต้องถามอีกหรือ

“ตั้น” ติงเสียบมีดทำคนไทยแตกแยก

เมื่อเวลา 16.17 น. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “Nataphol Teepsuwan” หลังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลาออก ให้สภาแต่งตั้งนายกฯคนใหม่ ชงโรดแม็ปภารกิจ 1 ปีแก้วิกฤติโควิด และแก้รัฐธรรมนูญว่า “ยอมรับนะว่าสิทธิเสรีภาพทุกคนมี แต่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานมีเรื่องต้องแก้ไขเรื่องโรคระบาด คุณยังเอาเรื่องที่สร้างความแตกแยกมาสร้างประเด็นให้คนเกลียดชังกันอีก แล้วคุณเสนอตัวเป็นทางเลือกให้คนไทย กาลเทศะคุณยังไม่รู้เลยว่าอะไรควรไม่ควร! ผมหยุดคุณไม่ได้หรอก เพราะคุณมีเป้าหมาย แต่อยากเตือนสติว่า คนไทยเคยรักกันนะ รักกันมากๆด้วย เวลานี้คนไทยต้องการความรัก ความเข้าใจ การดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ใช้โอกาสนี้เสียบมีดแยกคนไทยให้แตกกันมากกว่าเดิม #น้องหยุดเถอะครับ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1โฆษกรัฐบาลนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ประยุทธ์ จันทร์โอชาอนุทิน ชาญวีรกูลปิดประเทศข่าววันนี้

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้