ภาวการณ์มาถึงจุดตึงเครียด ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

วิกฤติไวรัสโควิด-19 กระจายไปทุกหัวระแหงประเทศไทย แม้รัฐบาลยืนกรานการแพร่ระบาดยังไม่เข้าสู่ระยะที่ 3 แต่ก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมเข้าสู่โซนอันตรายได้ทุกเมื่อ

อย่างที่เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อช่วงหลังอยู่ที่ 50–60 คนต่อวัน จำนวนผู้ติดเชื้อล่าสุดพุ่งไป 322 คน

“ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซีเรียสหนัก ต้องยกระดับความเข้มข้น ปิดสถานศึกษา สถานบันเทิง ผับบาร์ โรงภาพยนตร์ 14 วันทั่ว กทม.และปริมณฑล

ไม่เว้นแม้งานวัด งานบุญพลอยได้รับผลกระทบถูกห้ามจัดตามไปด้วย

เช่นเดียวกับมาตรการคัดกรองคนเข้าประเทศไทยถูกคุมเข้มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะคนต่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทย แม้แต่คนไทยต่างแดนที่จะกลับภูมิลำเนาก็ยังลำบาก ต้องมีใบรับรองแพทย์ เอกสารรับรองตัวต่างๆมาแสดงมากมาย จนหลายคนยังเดินทางกลับเมืองไทยไม่ได้

รัฐบาลกรอกยาแรง กรองคนเข้าประเทศเข้มงวด เพื่อยื้อการระบาดเชื้อร้ายอยู่ในระยะ 2 ให้นานที่สุด

และพร้อมยกระดับไปถึงขั้น “ปิดประเทศ” หากวิกฤติไต่ระดับถึงจุดสุกงอมเหมือนเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

เขย่าอุปาทานหมู่คนไทย แห่กว้านซื้อของกิน ของใช้จำเป็นเกลี้ยงเชลฟ์ซุปเปอร์มาร์เกต กักตุนกันไว้แต่เนิ่นๆ

อาการแพนิกของประชาชนก็ลามไวพอๆกับเชื้อโควิด-19

หลายคนขวัญหนีดีฝ่อ ทุกคนมีสิทธิตกเป็นเหยื่อไวรัสร้ายได้ทุกเมื่อ หากดูแลตัวเองไม่ดีพอ

แม้กระทั่ง “ลุงตู่” ยังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังตำรวจติดตาม นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ตรวจพบการติดเชื้อโควิด-19 จนผวาไปทั้ง ครม. แม้ตัว รมว.คลังจะตรวจไม่พบเชื้อ แต่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนกักตัว 14 วัน

แม้แต่ในสภาก็น่าห่วง ต้องกักตัวเจ้าหน้าที่รัฐสภา 25 คน รอดูอาการ หลังเข้าร่วมงานอบรมใกล้ชิดกับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง รวมถึงต้องวางมาตรการคุมเข้มเรื่องการประชุมของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆกันเต็มที่

ไวรัสมรณะขยับเข้าใกล้ ครม.-ส.ส. ต้องระวังตัวกันจ้าละหวั่น เอาตัวกันแทบไม่รอด

ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องดูแลตัวเองตามยถากรรม จากการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังแก้ปัญหากันไม่ตก

ในภาวะที่รัฐบาลพลิกตำราสู้โรคมฤตยูในทุกทาง กระทั่งการจัดพิธีสวดมนต์ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายในการทำตามประเพณีแต่โบราณ ให้เป็นที่พึ่งทางใจ แต่ก็ยังไม่วายถูกคนบางส่วนตำหนิ

นั่นเป็นเพราะรัฐบาลกำลังติดลบด้านการสร้างความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะทำอะไร เลยถูกโวยวายไปหมด

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความน่าเชื่อถือถูกบั่นทอน เป็นผลมาจากคนในรัฐบาลทำให้ภาพลักษณ์ “ลุงตู่” และรัฐบาลดูแย่ลงเรื่อยๆ เช่น การแชร์ข้อความ “ประชาชนโง่ เราจะตายกันหมด” การจัดปาร์ตี้วันเกิดของ ส.ส.พลังประชารัฐ หรือกรณีที่คนในรัฐบาลถูกกล่าวหาพัวพันขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย

เอาความเป็นความตายของคนในชาติมาหากิน แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง

ยิ่งมาเจอธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆที่ฉวยจังหวะตามน้ำ หยิบความเพลี่ยงพล้ำของรัฐบาลไปขยายความ สร้างปมดราม่ากันสนุกปาก

ความมั่นใจ ความเชื่อมั่นจากประชาชนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาห้วงวิกฤติก็ยิ่งหดหายไปกันใหญ่

โดยเฉพาะประเด็นที่สร้างกระแสอยู่ตอนนี้คือ กรณีฝ่ายค้านตื๊อให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ

เปิดฟลอร์นัดพิเศษ ระดมสมอง ส.ส.-ส.ว.หาทางออกปัญหาการลุกลามของเชื้อโควิด-19

ฉวยจังหวะที่ตัวเองเสียงไม่พอในการขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ยืมมือที่ประชุมอดีตประธานรัฐสภากดดันให้เปิดสภาไฟต์เฉพาะกิจ

เปิดเวทีได้เมื่อไร ก็ได้โชว์ออฟบลัฟรัฐบาลฟรีๆ แต่จะคุ้มค่าหรือไม่กับช็อตเสี่ยงที่ตามมาเรื่องการแพร่กระจายเชื้อไวรัส จากการรวมตัวกันของ ส.ส.และ ส.ว. 700 กว่าคน

คนหมู่มากมารวมตัวกันก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ จะไม่มีความเสี่ยงให้ไวรัสมฤตยูลามไปมากกว่าเดิม ทั้งที่มีทางเลือกในการทำหนังสือส่งถึงรัฐบาลหรือส่งตัวแทนไปแสดงความเห็นได้ หากมีเจตนาหวังดีต่อประเทศจริงๆ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองแอบแฝง

ดูแนวโน้มแล้วคงเปิดประชุมรัฐสภานัดพิเศษลำบาก เพราะยังไงรัฐบาลไม่ยอมให้เปิดแน่

หวั่นฝ่ายค้านฉวยโอกาสจะหยิบยกวาระอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับเชื้อโควิดแทรกคิวเข้ามา อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ แฟลชม็อบนักศึกษา ผสมโรงบั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลควบคู่ไปด้วย

เอาแค่การไม่เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ก็ถูกฝ่ายค้านนำไปตีกินถล่มรัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหา

ยิ่งดูชื่อพวกโต้โผที่เปิดหน้าออกมาเรียกร้อง ก็บ่งบอกยี่ห้อว่าอยู่ข้างไหน

ไวรัสการเมืองก็น่ากลัวไม่แพ้โควิด-19.

ทีมข่าวการเมือง