นักศึกษา ม.เชียงใหม่ ร่วมจัดแฟลชม็อบเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านความอยุติธรรม ในแฮชแท็ก #ช้างเผือกจะไม่ทน จวกรัฐบาลล้มเหลวแก้ปัญหาด้านสุขภาพ หมอกควันไฟป่า ท่ามกลางมาตรการป้องกันโควิด-19

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 มี.ค.63 ที่บริเวณศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีกลุ่มนักศึกษาพร้อมประชาชนจำนวนกว่า 500 คน นำโดย นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ สมาชิกสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมารวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมแสดงเชิงสัญลักษณ์ ในการเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านความอยุติธรรม นอกจากนี้ยังได้มีการร่วมกันแชร์ภาพและคลิปในโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็กในโลกออนไลน์ "#ช้างเผือกจะไม่ทน" หลักของการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาในเชียงใหม่

โดยก่อนที่นักศึกษารวมถึงประชาชนจะเข้ามาร่วมกิจกรรมนั้น ได้มีการปิดล้อมพื้นที่ดังกล่าว และบังคับให้เข้าอยู่ 3 ทางที่กำหนดไว้ ซึ่งแต่ละทางเข้าก็จะเป็นการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และให้บริการเจลล้างมือ เพื่อป้องกันโรคระบาดโควิด-19 สำหรับกิจกรรมได้มีการพูดปราศรัยโดยมีตัวแทนนักศึกษาคณะต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นกล่าวปราศรัยถึงความอยุติธรรมในประเทศ ภายใต้รัฐบาลทหาร นอกจากนี้ยังได้มีการการแสดงละครเสียดสีการเมือง วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ถูกมองว่าล้มเหลวในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข การจัดการกับโรคโควิด-19 และปัญหาหมอกควันไฟป่าภาคเหนือ โดยมีการขึ้นปราศรัยกันบนเวทีพร้อมแห่ตุงที่ใช้นำหน้าขบวนศพโบกไปมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ยุติแยกย้ายไปแบบเรียบร้อย ไม่มีการชุลมุนสร้างความวุ่นวายแต่อย่างใด

...

ด้านนายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ สมาชิกสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ครั้งนี้ก็เป็นแฟลชม็อบรอบที่ 2 ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีหลายมหาวิทยาลัยได้มีการจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าว ซึ่งในช่วงนี้หลายๆ สถานที่ก็มีการติดสอบ ดังนั้นตนจึงขออาสาเป็นศูนย์กลางให้หลายๆ คนมาร่วมกิจกรรม ที่ผ่านมาก็ได้มีหลายๆ กระแสได้มีการเรียกร้องให้ออกมาเคลื่อนไหว จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือต้องการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการเอื้อประชาชนมากขึ้น รวมถึงผลักดันเผด็จการให้มีการยุบสภาและมีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรมและชอบธรรมมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

สมาชิกสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้แต่ละมหาวิทยาลัยก็ได้มีการประสานงานและรวมตัวกันมากขึ้น โดยเราจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้มีการพูดคุยกัน อาจจะมีการรวมตัวกันในระดับประเทศ แต่ก็ยังคงจะต้องดูสถานการณ์แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง ส่วนในเรื่องของการที่ทางมหาวิทยาลัยได้มีการออกประกาศมาเกี่ยวกับการให้ยุติในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งตนมองว่าการออกประกาศในครั้งนี้เป็นการออกประกาศแบบฉับพลัน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมันไม่สามารถหยุดได้อย่างทันท่วงที โดยการประกาศในครั้งนี้เหมือนทางมหาวิทยาลัยมีความเป็นห่วง แต่เป็นความเป็นห่วงที่พยายามตีกรอบให้เราแคบมากขึ้น และไม่สามารถแสดงออกทางความคิดเห็นใดๆ ได้เลย.