ข่าว
100 year

ปรับคณะรัฐมนตรีแปลก ไม่แตะพรรคร่วม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 มี.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

แฟลชม็อบบาน อธิการฯใจกว้าง อัดคณบดีบี้เด็ก

โหร คมช.ส่งซิกอีกรอบ มีปรับ ครม.แน่ ยัน 3 ป.ยังอยู่เป็นแกนหลักเหมือนเดิม ดึงขั้วตรงข้ามร่วมวง อาจมีปรับบางกลุ่มออกไป “สนธิรัตน์” รอนายกฯชี้ขาด เชื่อตัวเลข ส.ส.ไม่มีผลต่อเก้าอี้ “บิ๊กตู่” ไม่แตะพรรคร่วม ยึดตามโควตาเดิม “ธนาธร” ฝากข้อความสุดท้ายถึง ส.ส.ที่เหลืออยู่ ขอให้ต่อสู้เคียงข้างประชาชน จงยืนหยัดสร้างฝันให้เป็นจริง ถึงคิวกลุ่มกวีศิลปินไล่หัวหน้าไอโอ ม.นเรศวร-ม.สงขลา วิทยาเขตตรัง แห่ร่วมเพียบ “อิสระ” ชง “ชวน” ดึง นศ. 36 สถาบันเข้าสภาฯ “พิชัย” กล่อมทหารเป็นกองหนุนเยาวชน อธิการฯ สวนสุนันทาเบรกผู้บริหารตำหนิ นศ.จัดแฟลชม็อบ สอนมวยยิ่งขวางยิ่งโหมไฟให้ลุกโชน

หลังมีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกแกนนำพรรคร่วมหารือพร้อมส่งสัญญาณจะมีการปรับ ครม.แน่นอน ล่าสุด นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายาโหรคมช. ที่ใกล้ชิดกลุ่ม 3 ป. ตอกย้ำอีกครั้งว่าจะมีการปรับ ครม.แน่นอน โดยมีกลุ่มใหม่เข้ามา และมีกลุ่มเก่าบางส่วนต้องออกไป

“สนธิรัตน์” ให้รอนายกฯชี้ขาด

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 1 มี.ค. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องการปรับ ครม.ช่วงนี้มีข่าวค่อนข้างเยอะ พูดกันไป ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการปรับ ดังนั้นทุกอย่างที่พูดกันสุดท้ายต้องให้เกียรตินายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจ ถึงอย่างไรต้องฟังนายกฯ การปรับ ครม.ให้นายกฯ เป็นผู้พิจารณา เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่กรณีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมาโวยข่าวลือจะถูกปรับพ้น ครม. เพราะขาลอยไม่มี ส.ส.ในมือ นายสนธิรัตน์ตอบว่า ทั้งหมดเป็นเพียงความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่เรารับฟังกันได้ ไม่ขอก้าวล่วงการตัดสินใจของนายกฯ รอให้ตัดสินใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือจะเดินหน้าอย่างไร

เชื่อไม่ยึดตัวเลข ส.ส.ตั้งโควตา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคมี ส.ส.เพิ่มขึ้น จะมีผลต่อการพิจารณาปรับ ครม.หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า เราคำนวณกันไปเอง คาดเดากันไปว่าจำนวนตัวเลขจะส่งผล ทั้งหมดยังไม่มีการพูดคุยกัน คิดว่านายกฯไม่ได้เอาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการย้ายเข้าย้ายออกของแต่ละพรรค มาเป็นประเด็น เมื่อถามว่า พรรคที่มี ส.ส.มากขึ้น มีสิทธิต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีมากขึ้นหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า เรื่องนี้ต้องไปถามพรรคเหล่านั้นทางเราคงตอบแทนไม่ได้

โหร คมช.ส่งซิกมีปรับแน่ ครม.

นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายาโหรคมช. กล่าวว่า ตามที่เคยทำนายมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการปรับ ครม.แน่ ไม่เกิน 2-3 เดือนนี้จะมี ครม. “ประยุทธ์ 2” ที่หน้าตาจะดีขึ้นกว่าเดิม จะมีกลุ่มใหม่ๆมาช่วยขับเคลื่อน แต่ขอเตือนรัฐบาลไว้นิดกลุ่มต่างๆที่จะเข้ามาเสริมใหม่ ขอให้ตระหนักการทำงานเพื่อรัฐบาล ทำหน้าที่เต็มที่อย่าแตกแยกเป็นมุ้งนั้นมุ้งนี้ พรรคนั้นพรรคนี้ ต้องเป็นทีมรัฐบาล ที่ผ่านมาสังเกตได้ว่าการทำงานเป็นลักษณะกลุ่มใครกลุ่มมัน ขอให้คำนึงผลประโยชน์ส่วนร่วม อย่าคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตน เพราะประชาชนเลือกมาเป็น ส.ส. มาเป็นรัฐบาล ประชาชนจับจ้องดูการทำงานอยู่

ยัน 3 ป. ยังอยู่เป็นแกนหลัก

นายวารินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันยังอยู่ครบ แต่จะมีหลายกลุ่มทยอยเข้ามา ประเภทว่าแบบไม่เผาผีกันก็มีเข้ามา หรือง่ายๆ คือกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามจะเข้ามา เพราะเล็งเห็นประโยชน์เพื่อประเทศชาติ เหมือนที่เคยบอกคล้ายๆรัฐบาลแห่งชาติ โดยยังมีฝ่ายค้านส่วนหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ การปรับ ครม.คงปรับไม่น้อยกว่า 10-20 ตำแหน่ง ไม่นานเกินรอ ขณะที่ตำแหน่งหลักๆอาจมีการปรับเปลี่ยนบางท่าน ส่วนแกนนำยังเป็น 3 ป.ยังทำงานร่วมกันอยู่ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลมีบางกลุ่มเข้ามาเสริม และบางกลุ่มในพรรครัฐบาลอาจมีการปรับออกไป สำหรับพรรคพลังประชารัฐอาจมีการปรับอยู่บ้าง

“บิ๊กตู่” ไม่แตะโควตาพรรคร่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้บอกกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกคนว่าจะมีการปรับ ครม.แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร และระบุด้วยว่าจะไม่ปรับโควตาในส่วนของพรรคร่วม พรรคใดดูแลกระทรวงใดอยู่จะยังได้ดูแลเหมือนเดิม ให้แต่ละพรรคไปพิจารณาเป็นการภายในเองว่าจะปรับเปลี่ยน ตัวบุคคลอย่างไรหรือไม่ การปรับ ครม.ครั้งนี้ถือเป็นการปรับ ครม.ที่รูปแบบแปลกใหม่ ไม่เหมือนการปรับ ครม.ทุกครั้งที่ผ่านมา

ทีม “เหลิม” ร้อนตัวปัดเล่นตุกติก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงภารกิจการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่า หน้าที่ของคณะกรรมการกิจการพิเศษฯคือ คอยสนับสนุนด้านข้อมูล ฝึกซ้อมผู้อภิปราย และสังเกตการณ์อยู่นอกสภาฯเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่คัดเลือกตัวผู้อภิปราย จัดสรรเวลาและควบคุมการอภิปราย รวมทั้งไม่ได้วางแผนจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามขอเป็นกำลังใจให้คณะทำงานและผู้ที่อภิปรายทุกคน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะเข้าใจ และให้โอกาสพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป เชื่อมั่นว่าประชาชนคือตัวแทนอำนาจประชาธิปไตยโดยแท้จริง และคณะกรรมการกิจการพิเศษขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อประชาชน

ดักคอจ้องปิดปากคนรุ่นใหม่

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีสื่อหลายสำนักเสนอข่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงควบคุมไม่ให้เกิดการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้น รัฐบาลต้องรับฟังเสียงประชาชนที่สะท้อนความจริงตรงไปตรงมา เสียงของประชาชนคือเสียงที่ทรงพลังที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่ารัฐบาลจะอาศัยเหตุผลใดมาสร้างเงื่อนไข เพื่อพยายามปิดกั้นการชุมนุมที่บริสุทธิ์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ออกมาแสดงพลังกันทั่วประเทศ ย่อมชัดเจนอยู่ในตัวเองว่าความพยายามอาศัยเงื่อนไขบางประการมาปิดกั้นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน กลายเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการใช้กฎหมายนี้ มากกว่าจะจัดการปัญหาตามที่รัฐบาลอ้าง

“อนุทิน” โต้ข่าวเท็จสกัดม็อบ

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “การเมือง มาซ้ำเติมสถานการณ์โรคระบาด” กรณีมีการนำเสนอข่าวกระทรวงสาธารณสุข จะเสนอนายกฯ ให้ใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อห้ามชุมนุมทางการเมือง เป็นความเท็จ ไม่เคยคิดถึง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯมาก่อน ไม่เคยคิดสกัดกั้นหรือห้ามชุมนุมทางการเมืองที่แสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนกลุ่มใด หากไม่ขัดต่อกฎหมาย

“อิสระ” ชง “ชวน” ดึง นศ.เข้าสภาฯ

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จบลงไป ไม่ใช่แค่เสียง ส.ส.ลงมติตัดสินชี้ขาดเท่านั้น แต่ชาวบ้านเขาเฝ้ามองพฤติกรรมอยู่ และจะลงคะแนนตัดสินในคูหาเลือกตั้งครั้งถัดไป เช่นเดียวกับกระแสข่าวการปรับ ครม.จะมีเมื่อไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับว่ารัฐบาลมีหน้าที่รับฟังประชาชนว่ากำลังต้องการอะไร จะนิ่งเฉยไม่ฟังคงไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีมีนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ตนได้ทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอญัตติด่วน ขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม หลังเกิดปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง 36 สถาบัน นัดชุมนุมภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย สถานศึกษา กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถือเป็นเสียงสวรรค์ เป็นพลังบริสุทธิ์ที่จะผลักดันอนาคต หากยังปิดกั้นหรือแกล้งไม่ได้ยิน การขับเคลื่อนประเทศอาจถึงขั้นต้องสะดุดหยุดลง หากสภาฯเราเปิดพื้นที่จะช่วยส่งเสริมวิถีทางประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา ไม่ต้องให้ลงไปทำการเมืองบนท้องถนน กระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐ

โดดหนุนใช้สภาฯฝ่าวิกฤติ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เสนอญัตติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ในสภาผู้แทนราษฎรว่า เป็นเรื่องที่ ส.ส.ของพรรคเสนอต่อสภาฯ เพื่อรับฟังทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายเห็นต่าง เพื่อให้มีเวทีเอาข้อมูลมาพูดคุยกัน เป็นความตั้งใจของพรรคที่จะรับฟังข้อขัดแย้ง เชื่อว่าคนไทยเราถ้ารับฟังกันให้มาก มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูล ใช้ข้อเท็จจริงพูดคุยกัน จะลดผลกระทบของความขัดแย้งลงได้ ถือเป็นทางออกที่ดีของทุกความขัดแย้ง

“สิระ” เชื่อแฟลชม็อบไร้คนชักใย

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่คนหนุ่มสาวให้ความสนใจกับความเป็นไปของบ้านเมือง เท่าที่ติดตามประเด็นใหญ่ที่เรียกร้องคือความไม่เป็นธรรมของกติกา ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ภายใต้ระบบที่มีอยู่ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สภาฯวางกลไกไว้แล้วด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา ตนพร้อมเป็นสื่อกลางสู่การสร้างกติกาที่เป็นธรรม ปลดชนวนความขัดแย้ง ร่วมกันหาทางออกไม่ให้ประเทศไทยย้อนกลับไปสู่วิกฤติ โดยไม่ต้องลงถนน และไม่คิดว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวจะมีวาระซ่อนเร้น หรือถูกชักใยจากใครคนใดคนหนึ่ง

พท.ยกมือนอกสภาข่มขวัญ “บิ๊กตู่”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม รวมถึง 5 รัฐมนตรีจะได้รับเสียงไว้วางใจในสภาฯด้วยวิธีบริหารจัดการแบบพิเศษ แต่จำนวนมือที่รับรองในสภาก็ไปต่อไม่ได้ ถ้ากระแสสังคม เสียงและมือนอกสภาฯจากประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาล สารพัดคำถามไม่ไว้วางใจที่ถูกนำมาอภิปรายในสภาทั้งหมด รัฐบาลตอบไม่ได้ ตอบไม่ครบ ตอบไม่ตรงคำถาม เน้นอ่านตามโพยที่ข้าราชการประจำเขียนมาให้ กระแสสังคมไม่มีทางยอมรับได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน วิกฤติศรัทธาที่กระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลอย่างน้อย 5 ด้าน ที่พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลว่าไม่มีความสามารถแก้ไขปัญหาได้ คือ 1.สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 2.การแสดงพลังของนิสิต นักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ขยายวงออกไปเป็นไฟลามทุ่ง

เตือนอย่ามัวฉลองไม่เร่งลงมือ

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า 3.วิกฤติการเมืองที่ปล่อยให้มีการใช้สารพัดวิธีดูด ส.ส.ย้ายพรรค เปลี่ยนข้าง ย้ายขั้ว แบบไร้ธรรมาภิบาล ฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา 4.ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งออกพัง ท่องเที่ยวทรุด หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อหด ความเหลื่อมล้ำพุ่ง คนว่างงานสูง ตลาดหุ้นพัง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ 5.ปัญหาวิกฤติสภาวะแวดล้อม ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เอาเวลาที่จะไปเฉลิมฉลองในโอกาสที่มือพวกเดียวกันเองในสภาช่วยให้รอดชีวิตจากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มาแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติด้านต่างๆให้ประเทศชาติและประชาชนดีกว่า

“พิชัย” กล่อมทหารหนุนกลุ่ม นศ.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระแสการต่อต้านรัฐบาลของนิสิตนักศึกษา และนักเรียน เพราะน้องๆเขาเห็นแล้วว่าอนาคตของประเทศจะย่ำแย่และล้มเหลว ตนดีใจและเห็นด้วยกับเหล่านักศึกษาที่เริ่มรู้ซึ้งถึงปัญหาของประเทศ ที่พยายามบอกประชาชนและเตือนรัฐบาลมาตลอดหลายปี ขอวิงวอนให้ทหารเข้าใจเหล่านักศึกษาว่าทุกคนเป็นคนไทยที่รักชาติบ้านเมือง และคงไม่มีใครมายุยงปลุกปั่นได้ ถ้าไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริงที่ว่าประเทศกำลังย่ำแย่ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกจะถึงขั้นถดถอยและติดลบแน่นอน และจะส่งผลกระทบรุนแรงไปทั้งปี ทหารเองมีญาติพี่น้องลูกหลานที่ทำมาหากินและเป็นนักศึกษา ย่อมต้องรู้ว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่ขนาดไหน อยากร้องขอทหารในฐานะประชาชนร่วมมือกับนักศึกษาหาทางออกให้ประเทศ อย่าคิดว่านักศึกษาเป็นศัตรู อาจนำมาซึ่งความรุนแรงและเหมือนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬได้

วอนอย่าหลงเชื่อไอโอป้ายสี

นายพิชัยกล่าวว่า อยากให้คนทั้งประเทศรู้เท่าทันขบวนการไอโอของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ถูกนำมาเปิดเผยในสภาฯ และเกรงว่าจะมีการทำไอโอให้เสมือนกับว่านักศึกษาทั้งหมดไปเสนอสิ่งที่ไม่บังควรเพื่อสร้างความเกลียดชัง นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงจัดการกับเหล่านักศึกษา ทั้งที่พวกเขาเพียงต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตของประเทศและของตนเอง รวมถึงอนาคตของทหารด้วย ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้มีอนาคตที่ดี โดยต้องเร่งหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารแทนรัฐบาลนี้ เพื่อแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่ประเทศกำลังเผชิญ

“ธนาธร” ฝากข้อความสุดท้าย

ช่วงเที่ยงวันเดียวกัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฝากข้อความสุดท้ายถึง ส.ส.ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ภารกิจสุดท้ายของผมในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คืองานอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ภายใต้ชื่อปฏิบัติการพิน็อคคิโอได้จบลงไปแล้ว เชื่อว่าพวกเราได้ทำให้ประชาชนเห็นถึงการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ทุ่มเท และกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างกล้าหาญตรงไปตรงมาเหมือนที่เราสัญญาไว้ ถือเป็นเกียรติของผมที่ได้ร่วมงานกับผู้อภิปรายทุกท่าน ทุกคนทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ ผมถือว่าตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นการทำงานที่สนุกและท้าทายอย่างยิ่ง วันนี้เดินทางไปกับพรรคใหม่กับพวกคุณด้วยไม่ได้ ผมจะให้กำลังใจและเฝ้ามองความสำเร็จของพวกคุณอยู่ห่างๆ โดยไม่แทรกแซงและไม่ครอบงำการทำงานภาวะการเมือง”

ขอให้ต่อสู้เคียงข้างประชาชน

นายธนาธรระบุอีกว่า วันนี้คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาแห่งความกล้าฝัน กล้าที่จะทะเยอทะยาน วันนี้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน “อยู่ไม่เป็น” พวกเขาเสียสละอย่างมาก เพราะมีต้นทุนในชีวิตที่ต้องเสียไปมากกว่า เขาไม่มีเอกสิทธิ์ปกป้องเฉกเช่น ส.ส. พวกเขาเป็นคนธรรมดาไม่มีชื่อเสียงสถานะ พวกเขาเถียงกับเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่ พวกเขาไม่มีรายได้ แต่พวกเขาก็ลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเชื่อ ดังนั้นการ “ไม่ทรยศประชาชน” ของ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่เพียงพอ ขอฝากเพื่อน ส.ส.ที่เคยทำงานด้วยกันว่าคุณต้องทำมากกว่านั้น ต้องยืนยันหลักการต่อสู้ร่วมกับประชาชน สนับสนุนพวกเขา อย่าให้ตำแหน่งที่คุณมีกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นพันธนาการของตัวเอง จงใช้มันเพื่อรับใช้มวลชน ส่วนตนขอทำหน้าที่การรณรงค์ทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกสภา ต่อสู้และต่อต้านระบอบรัฐประหารให้ถึงที่สุด

จงยืนหยัดสร้างฝันให้เป็นจริง

นายธนาธรระบุต่อว่า เมื่อวันหนึ่งหากคุณได้เป็นรัฐบาล หวังว่าจะใช้อำนาจที่พี่น้องประชาชนให้มาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผลักดันวาระก้าวหน้า และสร้างฝันของเราให้เป็นจริง ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีพรรคที่ก้าวหน้า กล้าหาญ และเท่าทันสถานการณ์ในสภา ในสถานการณ์ต่อต้านเผด็จการ เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรยังมีความสำคัญ นี่คือภารกิจที่คนอื่นในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงทำไม่ได้ นอกจากพวกคุณ (อย่างน้อยที่สุดก็ในรอบนี้) อย่าทิ้งโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลง ประวัติศาสตร์มอบโอกาสให้คุณแล้ว ถ้าไม่ยืนหยัดสู้ในวันนี้ เราจะสบตาคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร จงยึดมั่นในความยุติธรรมและความเท่าเทียม เชื่อมั่นในความเป็นไปได้ใหม่ๆ โลกใบใหม่อยู่ในมือเรา

กลุ่มกวีศิลปินไล่หัวหน้าไอโอ

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่แยกราชประสงค์ กลุ่มกวีศิลปิน-เอ็นจีโอ นำโดย น.ส.ชุมาพร แต่งเกลี้ยง นักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัญชน จัดกิจกรรมชุมนุม “กวีศิลปินไล่หัวหน้าไอโอ” เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคารพเสียงประชาชนด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากรัฐบาลกระทำการกดขี่เสรีภาพการแสดงออกของประชาชนมาต่อเนื่อง ใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต้องติดคุก พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนออกมาร่วมแสดงพลัง สร้างรัฐบาลประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ในช่วงท้ายการชุมนุมได้พากันร้องเพลง “เธอได้ยินผู้คนร้องไหม” โดยได้รับความสนใจการกลุ่มประชาชนเครือข่ายกลุ่มหลากหลายทางเพศ ประชาชนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ และผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ร่วมแสดงพลังกันอย่างคึกคัก ท่ามกลางการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัย กทม. ที่มาช่วยดูแลสแกนวัดไข้ผู้เข้าร่วมชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสื่อมวลชนที่เข้าพื้นที่ชุมนุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ครูรุ่นใหม่ก็ทนไม่ไหวแล้ว

ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว ประสานมิตร) กลุ่มครูขอสอน กำหนดจัดงานเสวนาวิชาการ “ครูรุ่นใหม่ก็ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” แต่ปรากฏว่าได้ถูกยกเลิกไม่ให้ใช้สถานที่เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ทางกลุ่มออกแถลงการณ์ว่า เครือข่ายครูขอสอนขอแสดงเจตนารมณ์ยืนยันหลักการการแสดงออกทางเสรีภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ถือเป็นพลังบริสุทธิ์ที่เกิดจากการถูกกดทับทางการเมือง เสรีภาพในการชุมนุมถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ภายใต้เงื่อนไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เราขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาและสังคมเข้าใจและยอมรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยไม่ออกคำสั่งบีบบังคับขัดขวางการแสดง ออกที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือแม้แต่การร่วมมือสนับสนุนของฝ่ายปกครอง ที่อาจใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือความรุนแรงต่อการแสดงออกดังกล่าว และขอยืนยันการแสดงออกทางการเมืองของครูว่าสามารถทำได้ในฐานะพลเมือง เราจึงขอสนับสนุนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน รวมถึงครูเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นสังคมของเราอย่างแท้จริง

ที่ตรังยืนไว้อาลัย 6 ปีที่สูญเปล่า

ที่ จ.ตรัง บริเวณสวนสาธารณะทับเที่ยง เขตเทศบาลนครตรัง กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย จ.ตรัง ประมาณ 100 คน เป็นกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง นักเรียนโรงเรียนสภาราชินี โรงเรียนบูรณะรำลึก ร่วมกิจกรรมแฟลชม็อบ โชว์ป้ายผ้ามีข้อความโจมตีรัฐบาล ทหารพร้อมเรียกร้องประชาธิปไตย ใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัยถึงปัญหาปากท้องของชาวบ้านภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พร้อมจัดทำป้ายกระดาษให้ผู้ชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยมีตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 50 นายมาดูแลความสงบเรียบร้อย จากนั้นผู้ชุมนุมได้ยืนสงบนิ่ง 66 วินาที เพื่อไว้อาลัย 6 ปีที่สูญเปล่าจากการยึดอำนาจ ใช้เวลาทำกิจกรรมราว 1 ชั่วโมง และแยกย้ายกันกลับ

ม.นเรศวร#เสลาออกจากกะลา

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระนเรศวร มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ต.ท่าโพธิ์ อ.เมืองพิษณุโลก กลุ่มนิสิตกว่า 500 คน รวมตัวแสดงออกทางการเมือง เขียนข้อความบนป้ายผ้าสีขาวติดแฮชแท็ก #เสลาออกจากกะลา ปิดฉากอำนาจนิยม พร้อมวาดภาพสัญลักษณ์เป็นมือชู 3 นิ้ว มีข้อความโจมตีรัฐบาล “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” “เรามาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย” เป็นต้น โดยมีอาจารย์ที่เป็นแกนนำกล่าวกับผู้ที่มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แกนนำยังยืนยันด้วยว่าการมาครั้งนี้ไม่มีผู้ใดจ้างมา เพราะรัฐบาลไม่มีความยุติธรรม อีกทั้งปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ตามที่ทางฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาล รวมทั้งเรื่องการตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่นั้น คิดว่าไม่ยุติธรรมเท่าไหร่

เบรกคณบดีตำหนิ นศ.สวนสุนันฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ถึงกรณีที่ น.ส.พรพรรณ วรสีหะ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา ออกมาตำหนิการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มนักศึกษา จนถูกกระแสตีกลับโจมตีทำนองว่าเป็นข้ารับใช้เผด็จการ ล่าสุด นายฤาเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้แจ้งเตือนคณะผู้บริหารผ่านกลุ่มไลน์ “คณะกรรมการ ก.บ.ม.”ว่า ขอความร่วมมือผู้บริหารทุกท่าน อย่าแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อ สวนสุนันทาวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด ไม่เลือกข้าง อย่าให้เสียวัฒนธรรมอันดีงามที่เราทำกันมายาวนาน และไม่ห้ามความคิดใครรักใครเชียร์ใคร แต่อย่าใช้ชื่อตำแหน่งชื่อมหาวิทยาลัยออกไปเปิดตัว สิ่งที่กังวลพอผู้บริหารออกมาเลือกข้างความขัดแย้งบานปลายจะตามมา มันยิ่งสะท้อนภาพมหาวิทยาลัยที่ไม่น่ามองมากขึ้น ลูกศิษย์ออกมาเป็นเช่นไรสะท้อนสภาพการเรียนการสอนและตัวตนของครูบาอาจารย์เช่นเดียวกัน

สอนมวยยิ่งขวางยิ่งโหมไฟลุก

นายฤาเดชยังอธิบายถึงการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบของกลุ่มนักศึกษาเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ว่า อยากให้ข้อคิดอีกครั้งสำหรับการรับมือนักศึกษา ในวันที่จัดแฟลชม็อบตนกำชับกับรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาไปว่า ให้ปล่อยเด็กแสดงออกเต็มที่ ขอความร่วมมือ 2 เรื่อง อย่าก้าวล่วงเบื้องสูง และอย่าหยาบคาย ยังทำนายกับอาจารย์ให้ฟังล่วงหน้าว่าไม่เกิน 1 ชั่วโมงจบ เพราะเด็กไม่มีประสบการณ์นำม็อบ จะไม่มีกิจกรรมอะไรมาทำมากมายนัก ถ้าไปขัดขวางจะทำให้มีประเด็นนำเสนอบนเวทีปลุกเร้าม็อบให้รุนแรงได้ เหตุการณ์เป็นไปตามที่ทำนายไว้ และคิดว่าจะหมดมุกอยู่แค่นี้ แต่กรณีคณบดีวิทยาลัยพยาบาลจะกลายเป็นไปโหมฟืนใส่ไฟที่กำลังจะมอดให้คุกรุ่นขึ้นอีก

สมช.ยังไม่คิดใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สมช.จับตาดูการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาอยู่ ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ และไม่ปิดกั้น แต่อยากขอร้องให้อยู่ในกรอบของสถาบันเนื่องจากสุ่มเสี่ยง เจ้าหน้าที่ถูกกำชับให้ปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม ส่วนงานด้านการข่าวทาง สมช.ติดตามดูอยู่ ร่วมกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อถามว่าหวั่นมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.สมศักดิ์ตอบว่า เป็นไปได้ เกรงมือที่ 3 ฉวยโอกาส ขณะนี้อยู่ในช่วงสอบ และมีเรื่องไวรัสโควิด-19 การชุมนุมไม่เป็นผลดี สิ่งที่นายกฯกำชับมาไม่ได้ปิดกั้น แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย ชุมนุมในสถาบันได้ เมื่อถามว่า มีข่าวจะเสนอใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงห้ามการชุมนุม พล.อ.สมศักดิ์ตอบว่า ยังไม่มีการพูดถึงตรงนี้ และมองว่าไม่มีความจำเป็น

ตร.ย้ำอย่าล่วงล้ำสถาบัน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า ตร.ได้ออกมาปรามกรณีการจัดแฟลชม็อบ พร้อมให้ข้อคิดประชาชนว่าอยากให้คำนึงถึงว่าเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ โดยเฉพาะน้องๆนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้เป็นเยาวชนซึ่งเป็นกำลังของชาติใช้สิทธิตามกฎหมายได้ แต่อะไรที่จะไปกระทบต่อสถาบันทำไม่ได้เป็นอันขาด เรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับการปฏิบัติที่กระทำผิดกฎหมายต้องดูเอาเอง ที่ผ่านมามีตัวอย่างอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ไม่อยากมาไล่ดำเนินคดีในภายหลัง

นิด้าโพลให้ อนค.รับคำตัดสิน

ด้านนิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็น “เรื่องของอนาคตใหม่” โดยสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทั่วประเทศ 1,260 ตัวอย่าง เกี่ยวกับคำตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 10 ปี และการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบติดแฮชแท็กต่อต้านรัฐบาล พบว่าร้อยละ 33.41 ให้ยอมรับคำตัดสินของศาลฯ ร้อยละ 25.32 ให้ใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วย กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ร้อยละ 11.35 ควรรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ และให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่แสดงบทบาททางการเมืองแทน รองลงมาคือให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่มีอิสระย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ ควรหยุดบทบาททางการเมือง ให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ ควรเป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน

จัดแฟลชม็อบเป็นสิทธิตาม ก.ม.

ส่วนการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบติดแฮชแท็กต่อต้านรัฐบาลของนิสิต ร้อยละ 61.03 ระบุเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ร้อยละ 21.11 เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง ร้อยละ 12.70 กังวลว่านิสิตนักศึกษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ร้อยละ 7.78 กังวลจะยกระดับการชุมนุมจนกลายเป็นการจลาจลแบบในฮ่องกง ร้อยละ 6.35 เป็นแค่กระแสชั่วคราว

จี้เร่งแก้ปากท้องรั้งอันดับแรก

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจดัชนี การเมืองไทยโดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็น ในเดือน ก.พ. ครั้งที่ 7 เพื่อสะท้อนการเมืองไทยว่า ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม คะแนนเต็ม 10 จากประชาชนทั่วประเทศ 2,474 คน โดยภาพรวมดัชนีการเมืองไทยได้เพียง 3.76 คะแนน เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะทางด้านการเมือง พบว่าร้อยละ 33.17 อยากเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 21.91 นักการเมืองต้องมีจิตสำนึก มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ ร้อยละ 19.95 เพิ่มมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่เชื้อโควิด-19 รองลงมาคือ การบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย เคารพซึ่งกันและกัน ขอให้รักษาสัญญา ทำตามนโยบายที่พูดไว้

คนเมืองใหญ่เครียดปม ศก.

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอยูโพล เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจดัชนี ความเครียดของคนไทยไตรมาส 4/2562 จากประชาชนใน กทม. เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา 2,004 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 85.53 เครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากกว่าเรื่องอื่นๆ ร้อยละ 79.89 เครียดเรื่องสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 66.45 เรื่องงาน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าระดับความเครียดของคนไทยเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน สิ่งแวดล้อม และการเมืองพุ่งสูงขึ้นจาก 2 ไตรมาสก่อน คนวัยทำงาน เครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมาเป็นอันดับ 1 รองลงมาเครียดเรื่องสภาพแวดล้อม ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น (อายุ 15-18 ปี) ร้อยละ 82.98 เครียดเรื่องเรียน ร้อยละ 77.30 เครียดสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ/การเงิน ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุเครียดกับปัญหาเศรษฐกิจ/การเงิน และสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ ในสัดส่วนพอๆกัน ส่วนเรื่องสุขภาพเครียดเป็นอันดับ 3

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปรับคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์พรรคร่วมแฟลชม็อบข่าวหน้า1ข่าววันนี้

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้