ข่าว
100 year

"ศักดิ์สยาม" แจงนายกฯปรับแผน ขยายสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน

ไทยรัฐออนไลน์27 ก.พ. 2563 00:33 น.
SHARE

รมว.คมนาคม แจงส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่จะทำให้มีการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านคน มี "พื้นที่-ที่จอดรถ-ท่าเทียบเครื่องบิน" เพิ่ม ยันมีแผนพัฒนามาตั้งแต่ปี 36 ระบุปฏิรูป ขสมก.เปลี่ยนระบบ-รถเมล์ใหม่ เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม นั่งทั้งวัน "ไป-กลับ" ไม่เกิน 30 บาท เริ่ม ต.ค.64 แน่นอน

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.63 ที่รัฐสภา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เรื่องส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีความจำเป็นตามแผนแม่บทสุวรรณภูมิ ที่รองรับผู้โดยสารได้เพียง 45 ล้านคนต่อปี แต่จะทะลุไปถึง 64 ล้านคนต่อปี ซึ่งตามแผนแม่บทมี Main Terminal และมีฝั่งซ้ายขวาสองข้าง คือ ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาของตัวอาคาร หรือเรียกว่า East และ West เป็นส่วนต่อขยาย แต่เมื่อมาดูสถิติการดำเนินการตามแผนมีความล่าช้าเป็นปัญหาประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งปรับปรุงไม่ว่าจะเรื่องสิ่งแวดล้อมและการขออนุมัติต่างๆ ซึ่งหากไม่ปรับแผนก็จะทำให้การรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมาไม่ทัน

"ดังนั้นจึงมีการปรับแผนไปก่อสร้างเทอร์มินอลทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีความเข้าใจผิดว่าเราไปนำแผนก่อสร้างเทอร์มินอลแห่งที่ 2 มาก่อสร้างทางทิศเหนือ ความจริงไม่ใช่ แผนการก่อสร้างที่ 2 กับ 3 คือ East และ West ยังมีเหมือนเดิม แต่สาเหตุที่ทำเพราะหากดำเนินการ East และ West ที่ติดกับอาคารผู้โดยสาร ถ้ามีการก่อสร้างจำเป็นจะต้องมีการปิดพื้นที่บางส่วนของ Main Terminal ซึ่งจะทำให้ความสามารถรองรับผู้โดยสารลดลงไปอีก" นายศักดิ์สยาม กล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ส่วนข้อคำถามที่ว่า นายกรัฐมนตรีในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาทำอะไรตรงนี้หรือเปล่า ท่านเข้ามาดูในเรื่องของแผนว่าสิ่งที่นำเรียนในเบื้องต้น ความสามารถรองรับผู้โดยสารมันล้น ท่านจึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงและมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทอท.ได้รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย สำนักนโยบายและแผนของกระทรวงคมนาคม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และไม่ว่าจะเป็นสมาคมสายการบิน สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจการบิน คณะกรรมการที่ปรึกษาท่าอากาศยาน หรือ ATC ซึ่งดำเนินการรับฟังทั้งหมด และกำลังเสนอกระทรวงคมนาคม แล้วส่งให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ส่วนข้อสงสัยว่าการใช้งบประมาณมากกว่าการก่อสร้างทางด้าน East และ West นั้น หากดำเนินการก่อสร้างแค่ East และ West จะรองรับผู้โดยสารได้เพียง 30 ล้านคนซึ่งไม่พอ เพราะเป้าหมายต้องรองรับผู้โดยสารต่างประเทศปีละ 150 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณ 13,600 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้แค่อาคารผู้โดยสาร ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยเพียง 132,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคน แต่โครงการที่กำลังดำเนินการที่เรียกว่า North Extension ใช้งบประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ 169,700 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคน อาคารเทียบเครื่องบิน 125,000 ตารางเมตร อาคารสำนักงาน 53,300 ตารางเมตร หลุมจอดเครื่องบิน 14 หลุม มีอาคารจอดรถ 3,000 คัน และถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร ขณะที่ East และ West นั้น ไม่มีสิ่งเหล่านี้

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า สำหรับวงเงินลงทุนทำไมไม่ใช่ 4.2 หมื่นล้านบาท ต้องเรียนว่า ถ้าผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะใช้เพียง 41,261 .364 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่นำมาอภิปราย 45,520.476 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณผลตอบแทนการลงทุน ไม่ใช่ตัวเลขที่คุยใน ครม.ส่วนที่กำหนดพื้นที่แปลงที่ 37 เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นมาตั้งแต่ Master Plan แผนพัฒนาสุวรรณภูมิ มีตั้งแต่ฉบับที่ 1 ปี 2536 ก็กำหนดไว้อย่างนี้ ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย และหากไปดูสนามบินอื่นๆ เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ สนามบินซางฮี เขาก็ทำ Mall อยู่ในสนามบินก็ถือเป็นเรื่องปกติ 

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า สำหรับผลกระทบต่อการจราจร การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูงนั้น เรื่องของมอเตอร์เวย์ได้มีการศึกษามาตั้งแต่ 2551 แล้ว ในปี 2557 มีการตั้งงบประมาณเพื่อมุ่งเน้นระบายการจราจรด้านตะวันออก ซึ่งการก่อสร้างทั้ง "North-East-West" ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย สำหรับเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินนั้น เดิมจะเชื่อมแค่ 2 สนามบินเท่านั้น คือ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ แต่นายกรัฐมนตรีดำริให้มีโครงการ EEC จึงจำเป็นต้องขยายไปสู่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และมีการลงนามในสัญญามีมูลค่า 1.5 แสนล้านบาทไปแล้ว จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะไปเพิ่มงบประมาณใดๆทั้งสิ้น

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้านั้น ครม.อนุมัติตั้งแต่ปี 2553 แต่เป็นแผนที่เรียกว่า Master Plan ที่เรียกว่า M-MAP นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐบาลที่แล้ว ก็เร่งรัดจะทำให้เราได้ 10 เส้นทาง 464 กิโลเมตร และไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ถ้าเราไม่เร่งทำแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีปัญหาเรื่องจราจร มีปัญหาเรื่อง PM 2.5 เราจะมีปัญหาเรื่องพลังงาน ทุกเรื่องเวลาแก้ปัญหา ย่อมต้องมีผลกระทบ แต่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาภายในปี 2569 จะมีการเปิดให้บริการ ขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 4 เส้นทาง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 7 สาย และอยู่ระหว่างหาผู้รับจ้าง 6 สาย โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบายการดำเนินการลงทุนเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในลักษณะ PPP เพื่อประชาชนจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่คิดแบบเดิมที่ให้เอกชนได้ผลประโยชน์มาก ถ้าดำเนินการเรียบร้อยประชาชนไม่ต้องใช้รถส่วนตัว มาใช้ระบบขนส่งมวลชนได้

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า อีกส่วน คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก.ขณะนี้ได้จัดทำแผนปฏิรูปเสร็จสิ้นแล้ว หลักง่าย คือ ต่อไปนี้จะไม่มีการวิ่งทับซ้อนเส้นทางรถที่บริการ ขสมก.จะวิ่งเป็น 3 ประเภท คือ Liner และ Feeder คือ จากเหนือลงใต้ ตะวันตกไปตะวันออก แล้วจะเชื่อมเป็นวงกลม 3 รอบ ลดจำนวนรถเมล์ลงจาก 6,000 เหลือ 3,000 คัน สิ่งที่สำคัญ คือ รถที่จะมาดำเนินการต้องใช้พลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นไฟฟ้า หรือ NGV โดยที่จะไม่เป็นภาระของงบประมาณ เพราะจะใช้วิธีการ "จ้างเช่าเหมาตามระยะทาง" ซึ่งเอกชนที่เข้ามาจะต้องมาเสนอราคาว่าจะคิดต่ำสุดเท่าไหร่ โดยจะเป็นรถเย็นติดแอร์ทั้งหมด ไม่มีรถร้อนแล้ว จะมีสตางค์ไม่มีสตางค์ก็ขึ้นได้หมด ประชาชนที่เป็นผู้ด้อยจะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนประชาชนทั่วไปมีค่าบริการไม่เกิน 30 บาทต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นกี่สายกี่ต่อ ถ้าเป็นตั๋วเดือนไม่เกิน 25 บาท ทั้งหมดจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 และเสร็จทั้งโครงการในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาเรื่องจราจร ปัญหาเรื่อง PM 2.5 ปัญหาเรื่องพลังงาน อะไรต่างๆบรรเทา เบาบาง ลดลงไปได้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อภิปรายไม่ไว้วางใจอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2563อภิปรายศักดิ์สยาม ชิดชอบคมนาคมข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้