ศึกนอก ศึกใน กำลังรุมสกรัมรัฐบาลบิ๊กตู่ ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภา โดยฝ่ายค้าน และนอกสภา โดยคณะอนาคตใหม่ หลังจากถูกยุบพรรค พร้อมประเด็นร้อนแรง “1 MDB” ในทำนองว่าบิ๊กในรัฐบาล ได้ช่วยเหลืออาชญากรทางการเงิน ซึ่งเป็นคนสนิทนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในการยักยอกเงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซีย หรือ "1 Malaysia Development Berhad"

ศึกไหนจะน่ากลัวกว่ากัน จนสะเทือนรัฐบาล ทำให้บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลนั่งไม่ติด คุมอารมณ์ไม่อยู่...ทางด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ผ่าน “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ระบุว่า กองทุน “1 MDB” เป็นการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของรัฐบาลมาเลเซีย กระทั่งนำไปสู่การทุจริตของนายนาจิบ ราซัค จนคนทั่วโลกจับตามอง ดังนั้นทางคณะอนาคตใหม่ จึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อยกระดับต่อเนื่องจากการถูกยุบพรรค ให้เป็นประเด็นระดับประเทศ ภายหลังสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์วิจารณ์การยุบพรรคอนาคตใหม่

“การหยิบยก กองทุน 1 MDB ถือเป็นการเชื่อมต่อของอนาคตใหม่ โดย ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ออกมาหยิบยก ส่วนจะมีข้อเท็จจริงอย่างไร ทางนายกรัฐมนตรี ต้องหาข้อเท็จจริง ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-มาเลเซีย อีกทั้งนายกฯมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย จะต้องสะสางเรื่องนี้ แม้การประกาศลาออก จะเกี่ยวกับการมอบตำแหน่งให้ อันวาร์ อิบราฮิม ในกลางปีนี้ก็ตาม เพราะฉะนั้นต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ร่วมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับมาเลเซีย”

...

เมื่อวิเคราะห์แล้วมองว่าการหยิบยกประเด็น "กองทุน 1 MDB" มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา เป็นการเชื่อมกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา อาจเป็นไปได้ที่จะมี ส.ส.หยิบยกเรื่องนี้ถามนายกรัฐมนตรีให้ตอบ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบทั้งในและนอกสภา โดยใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้โปร่งใส นอกจากนี้จะเห็นว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาของฝ่ายค้าน มีการวางตัวหลักในการอภิปราย โดยอนาคตใหม่วางพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่วนพรรคเพื่อไทย วางยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในการอภิปรายในสภา ต้องเชื่อมโยงกับนอกสภาในช่วง 2-3 วัน ต่อจากนี้

ส่วนการชี้แจงของนายกรัฐมนตรี เห็นว่าในครั้งนี้มีการปิดช่องว่างของตัวเอง เป็นการปรับกลยุทธ์พยายามบอกว่าตัวเองน้ำใจดี เป็นคนอารมณ์ดี พยายามแก้ประเด็นข้อบกพร่องที่มักถูกโจมตีอยู่เสมอ โดยชี้แจงการเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อต้องการแก้ความขัดแย้ง และแก้รัฐธรรมนูญ เพราะนอกจาก ส.ว.ให้การสนับสนุน ยังมี ส.ส.สนับสนุนในการลุกขึ้นประท้วงหยุดการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งจะเห็นว่าการปรับกลยุทธ์และปรับตัวเองของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ผล หลังผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาไม่น้อย ทำให้เรียนรู้ได้พอสมควร

“เพราะเมื่อย้อนการอภิปรายเมื่อครั้งที่แล้ว นายกฯ ยังดูเงียบๆ และมีวิวาทะปะทะกับเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จึงคิดว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทั้งศึกนอกสภาและในสภา แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ประชาชนอยากได้ยินมากกว่า เพราะฉะนั้นการอภิปรายคงไม่น่ามีอะไรเกี่ยวกับตัวนายกฯ ยกเว้นเรื่องการเข้ามาในตำแหน่งเท่านั้น แต่ให้จับตาการอภิปรายธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ทั้งเรื่องออสเตรเลีย และวุฒิการศึกษา เป็นจุดน่าสนใจ ในการอภิปรายวันแรก น่าติดตามเช่นเดียวกับนอกสภาในเรื่องกองทุน 1MDB”

สุดท้ายแล้วมองว่าศึกนอกสภา จะน่ากลัวกว่าศึกในที่ประชุมสภา เพราะเสียงของรัฐบาล 258 เสียง ยังไม่รวมพรรคเศรษฐกิจใหม่ และของฝ่ายค้าน 229 เสียง ซึ่งรวมเสียงพรรคเศรษฐกิจใหม่แล้ว หรือบวกลบเสียงของแต่ละฝ่ายบวกห้าและลบห้า เพราะอย่างไรแล้วการที่รัฐบาลจะแพ้โหวตในสภานั้นมีน้อยมาก แต่เมื่อผลโหวตออกมาในส่วนรัฐมนตรีที่ได้รับการโหวตน้อยสุด ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกโยงกองทุน 1MDB หรือธรรมนัส ถือเป็นตัวชี้วัดจากผลโหวต

รวมถึง ส.ส.ของอนาคตใหม่ ต้องจับตาดูว่าการอภิปรายครั้งนี้ จะเกิด “ผึ้งแตกรัง” หรือไม่ โดยดูที่ 10 เสียงขึ้นไป จะแปรพักตร์หันไปโหวตให้รัฐบาล ต้องติดตามดูสำหรับศึกซักฟอกครั้งนี้ ขอย้ำศึกนอกสภาน่ากลัวกว่าแน่นอน.