"ชวน" ให้ถก-เต็มที่ ปิยบุตรชี้ศาลรธน. วินิจฉัยเกินอำนาจ

“ชวน” โยน กมธ.กิจการสภาฯสอบ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลเสียบบัตรแทนกัน ขึงขังสอบหมดทุกรายไม่มียกเว้น ไม่ใช่แค่เฉพาะกรณีที่ถูกร้องศาล รธน.ถ้าผิดส่ง ป.ป.ช.เชือด ไฟเขียวฝ่ายค้านอภิปรายซ้ำ พ.ร.บ.งบฯปี 63 ไล่ทีละมาตรา เตือนจ้อ 4-5 วัน คนนอกดูออกเจตนาอะไร นายกฯโยนสภาฯชี้ขาดถกต่อหรือลงมติเลย “พุทธิพงษ์” เล็งเสนอโหวตเลย “สมศักดิ์” อ้างชาวบ้านรอเงินอยู่ อย่าเสียเวลา ฝ่ายค้านหารือร่วม-ไม่ร่วมสังฆกรรม “ปิยบุตร” ซัดศาล รธน.วินิจฉัยเกินอำนาจกระบวนการชอบด้วย ก.ม. แต่ให้ไปลงคะแนนวาระใหม่ “เหลิม” โอ่ “บิ๊กตู่” อยู่ไม่ได้ ลับดาบสองรอล้มรัฐบาล “สุทิน” ขู่เรือแป๊ะล่มซ้ำรอยยุค “เติ้ง-ชวน” ชนะมือในสภาฯแต่ไปไม่รอด อนค.ยื่นขอไต่สวนคดีเงินกู้ ซักพยาน 17 ปาก “อ.ป๊อก” คาใจ ส.ว.เลื่อน 4 ครั้งยื้อเลือกตุลาการศาล รธน. ส.ว.เห็นชอบ 4 ว่าที่ตุลาการฯ ตีตกชื่อ “ชั่งทอง”

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเตรียมส่งเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เสียบบัตรแทนกัน ในระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทน ราษฎรสอบสวนทุกกรณี ไม่ใช่แค่รายที่ถูกร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมาย

...

“ชวน” โยน กมธ.กิจการสภาสอบกดบัตร

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 ก.พ. ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเต็ล นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน ระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่า เลขาธิการสภาฯกำลังดำเนินการอยู่ ให้ตรวจสอบทุกกรณี ไม่ใช่แค่รายที่ถูกร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าแต่ละรายข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะมีกรณีทั้งที่ตัวอยู่ในห้องประชุมและตัวไม่อยู่ในห้องประชุม แต่เลขาธิการสภาฯแจ้งมาว่าเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยอยากสอบ ส.ส.เพราะเขาเป็นข้าราชการ แต่ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ มีข้อมูลดีกว่าทุกคน ดังนั้นเจ้าหน้าที่สภาฯ จะสามารถสอบเบื้องต้นได้ เท่าที่หารือกับเลขาธิการสภาฯมีทางเลือกหนึ่งคือส่งให้กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรสอบเรื่องนี้ ได้คุยกับนายอนันต์ ผลอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการฯไว้เบื้องต้นแล้วว่าอาจขอให้ กมธ.กิจการสภาฯสอบเรื่องนี้

สอบหมดส่ง ป.ป.ช.ไม่ยกเว้นใคร

นายชวนกล่าวว่า ส่วนมาตรการที่ว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบอย่างไร เป็นอีกกระบวนการหนึ่งเราต้องดูอีกที หากสมมติว่ามีพฤติกรรมผิดในแง่กฎเกณฑ์ กติกา กฎหมายต้องว่าไปตามความผิดนั้นๆอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ส่วนการเสนอให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้วินิจฉัยไปแล้วถือว่าจบไปแล้ว แต่ยังเป็นหน้าที่สภาฯต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป หากพบความผิดชัดเจน เราสามารถส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ ไม่มีใครจะไปยกเว้นใครได้ มันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง

ไฟเขียวฝ่ายค้านอภิปรายซ้ำงบฯปี 63

เมื่อถามถึงแนวทางการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระที่ 2 นายชวนกล่าวว่า เป็นไปตามข้อบังคับตามกฎหมาย วาระ 2 ต้องเริ่มตั้งแต่ชื่อ พ.ร.บ. คำปรารภ ไล่ไปทีละมาตราจนจบ ส่วนฝ่ายค้านจะอภิปรายแต่ละมาตราเป็นสิทธิ จะอภิปราย 4-5 วันเหมือนเดิม ก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่คนนอกจะรู้ว่าเจตนาอะไร เพราะรอบที่ผ่านมาได้พูดกันมาอย่างละเอียดแล้ว อภิปรายจนมากกว่าปกติโดยทั่วไป เท่าที่ฟังจากสมาชิกส่วนใหญ่เขาบอกว่าอภิปรายกันมาแล้ว คงไม่ได้ใช้เวลานานเหมือนเดิม เมื่อถามถึงกรณีอาจมีการหยิบยกเรื่องมาตรา 143 ที่ระบุว่าหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จใน 105 วัน ให้ถือว่าสภาฯเห็นชอบ มาพูดคุยกันอีกหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ถือเป็นคนละเรื่อง เพราะเรื่องนี้เป็นการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเริ่มพิจารณาวาระ 2 วาระ 3 ใหม่ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้

“สุกิจ” ปัดครหา ปธ.สภาฯยื้อญัตติ

นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ กล่าวถึงกรณีนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ระบุประธานสภาฯวางตัวไม่เป็น กลาง ไม่สั่งบรรจุญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 เป็นวาระเร่งด่วนว่า ไม่เป็นความจริง ชี้แจงไปหลายรอบแล้วว่าการยื่นญัตติด่วนต่างๆต่อสภาฯ จะผ่านขั้นตอนการพิจารณาของกลุ่มงาน พ.ร.บ.และญัตติ และส่งต่อให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องการเสนอญัตติต่างๆพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เข้าข่ายญัตติด่วน ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 50 จึงให้บรรจุเป็นญัตติธรรมดาในเรื่องเสนอใหม่ ส่วนการเสียบบัตรแทนกันนายชวนสั่งการให้เลขาธิการสภาฯ สรุปข้อมูลเรื่องการกดบัตรลงคะแนนแทนกันเสนอต่อนายชวน คาดว่าจะเสนอได้ในวันที่ 11 ก.พ. เพื่อส่งต่อไปยังคณะ กมธ.กิจการสภาฯดำเนินการต่อไป

“บิ๊กตู่” ย้ำ รบ.พยายามทำให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะเข้าพบนายกฯ เพื่อนำเสนอนิทรรศการวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (ดิจิทัล สตาร์ตอัพ) ด้านเทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) โดยนายกฯทดลองเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญผ่านระบบพร้อมเพย์ พร้อมแนะนำว่า บางทีใช้ได้จริงแต่ค่าบริการแพงเกินไป ฝากเจ้าของกิจการมีคุณธรรม อย่าตั้งราคาสูงเกินไป รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำหลายอย่างที่ไม่เคยมีมา เริ่มตั้งแต่ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายคนบอกว่า 5 ปีไม่ได้ทำอะไรเลย จากนั้นนายกฯชมเทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน พร้อมระบุว่าเรื่องหนี้สินรัฐบาลสำคัญ ข้าราชการ ครู ทหาร ตำรวจ เป็นหนี้หมด แต่เป็นหนี้ที่มีมูลค่า ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ คนเป็นหนี้ต้องแก้ปัญหาตัวเองด้วย ไม่ใช่ร้องเรียนไปเรื่อย รัฐบาลจะไปชำระหนี้ให้ทุกคนคงไม่ได้ แต่ หาทางชำระหนี้ให้ได้มากขึ้น ทำให้ถูกวิธีการ

ปชต.แท้คือทุกคนร่วมมือกันทุกเรื่อง

จากนั้นนายกฯเยี่ยมชมเทคโนโลยีความปลอดภัยการขับขี่ พร้อมระบุด้วยว่า ส่วนความปลอดภัยบนท้องถนน ทุกคนต้องช่วยกัน เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ อยากให้ผลิตอุปกรณ์ ที่แจ้งเตือนพลขับถ้าเกินเวลาหรือกินเหล้า มีเครื่องตรวจจับทำให้สตาร์ตไม่ติด เห็นเมืองนอกเข้มงวดมาก แต่ของเราเข้มงวดมาก็เดือดร้อน อย่างเสนอให้ติดจีพีเอสป้องกันรถหาย แต่บางคนบอกบังคับเกินไป ดังนั้นต้องช่วยกัน นี่แหละคือประชาธิปไตยทุกคนต้องร่วมมือกันทุกเรื่อง เขาเรียกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ร่วมมือในสิ่งที่ควรจะต้องร่วมมือ ขอสื่อมวลชนให้นำเสนอสิ่งดีๆ หากนำเสนอสิ่งไม่ดีมากไปมันจะทำให้มีปัญหา

โยนสภาฯชี้ขาดถกต่อหรือลงมติเลย

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังประชุม ครม.ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 วาระที่ 2 และ 3 วันที่ 13 ก.พ.ว่า จะให้อภิปรายเพิ่มเติมหรือควรจะให้ลงมติเลย เป็นหน้าที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านจะหารือร่วมกัน ตามกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้ว ถือเป็นเรื่องของสภาฯ ปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหนต้องไปแก้ที่จุดนั้น แต่หากเป็นไปได้อยากให้ทุกคนคำนึงถึงความจำเป็นของการใช้จ่ายงบประมาณด้วย เพราะสถานการณ์วันนี้ มีหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้งบฯขับเคลื่อน โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ รวมทั้งการแก้ปัญหาจากผลกระทบในด้านต่างๆหลายด้านด้วยกัน

สื่อส่องผู้นำสวมกำไล “ปี่เซียะ” เสริมดวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันสื่อมวลชนสังเกตเห็น พล.อ.ประยุทธ์ สวมกำไลปี่เซียะสีทองบนข้อมือขวา โดยตามคติความเชื่อของชาวจีนโบราณ “ปี่เซียะ” ถือเป็นวัตถุมงคล นิยมสวมใส่เพื่อเป็นการเสริมดวง และยังมีความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้าย กำไลปี่เซียะดังกล่าวนายกฯไม่ได้เพิ่งมาใส่ แต่ใส่มาระยะหนึ่งแล้ว แต่สลับใส่กับวัตถุมงคลอย่างอื่น ไม่ได้ใส่ติดตัวชิ้นเดียวตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 นายกฯมีอายุเข้าเคราะห์เป็นปีชงร้อยเปอร์เซ็นต์ของนายกฯ เพราะเกิดปีมะเมีย

“พุทธิพงษ์” จะเสนอโหวตลงมติงบฯเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุม ครม.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ได้หารือถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ที่จะต้องพิจารณาวาระ 2-3 ใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีมี ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน โดยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) รายงานว่าจะเสนอให้โหวตร่าง พ.ร.บ.งบฯ โดยไม่มีการอภิปราย แต่จะขอไปหารือกับคณะกรรมการประสานงานร่วม 3 ฝ่ายก่อน คาดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถพูดคุยได้ แต่ที่เป็นปัญหาน่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ นอกจากนี้ยังกำชับให้ ส.ส.ทุกคนเข้าประชุมสภาฯกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะจะมีการโหวตญัตติตั้งคณะ กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต

“ประวิตร” ระบุไม่ต้องกำชับอะไร ส.ส.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ที่จะมีการพิจารณาวันที่ 13 ก.พ.ว่า ไม่จำเป็นต้องกำชับอะไร ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และไม่กังวลว่าจะมีปัญหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกันเหมือนการอภิปรายในรอบแรกแต่อย่างใด

“สมศักดิ์” อ้างชาวบ้านรอเงินอย่าเสียเวลา

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.เลือกตั้งซ่อม กำแพงเพชร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า บ้านตนอยู่ใกล้เขตเลือกตั้ง เป็นเส้นทางผ่านเมื่อมากรุงเทพฯ ทำให้รับทราบสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงหลายประเด็น ที่สำคัญเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยจากโครงการต่างๆ เช่น กรณีชาวไร่อ้อย มีแนวโน้มได้รับเงินชดเชยกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท รอเงินจากรัฐบาลอยู่ รัฐบาลรอเงินจากสภาฯ ดังนั้น การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 วาระ 2-3 ในวันที่ 13 ก.พ.การจะลากการพิจารณาไปตามข่าวว่าฝ่ายค้านอยากรักษาสิทธิการอภิปราย เกรงว่าจะเสียหายไปถึงประชาชนทุกระดับที่รอรับงบฯอยู่ ฝ่ายค้านอย่าใช้เวลาสำหรับเรื่องนี้อีกเลย ขอให้จบภายในวันเดียว เพราะชาวบ้านเขารออยู่

“ราเมศ” ไม่ต้องพูดซ้ำ “คึก” สวนไม่ใช่ฝักถั่ว

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนให้สภาฯดำเนินการให้ถูกต้องในวาระที่ 2 และ 3 แล้วส่งต่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ ฉะนั้น การอภิปรายที่กระทำไปโดยชอบแล้ว มี ส.ส.อภิปรายเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ คงไม่ต้องกลับไปอภิปรายกันอีก มาลงมติรายมาตราในวาระ 2 และ 3 เพียงเท่านั้น ไม่สลับซับซ้อน หากทุกฝ่ายเดินตามหลักการนี้จะช่วยให้งบฯปี 63 ผ่านไปได้รวดเร็ว เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศมากกว่า

ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เห็นด้วยที่ควรให้ พ.ร.บ.งบฯฉบับนี้ออกมารวดเร็ว ประเทศเสียโอกาสมา 5-6 เดือนแล้ว แต่ควรคำนึงถึงความถูกต้องและความเหมาะสมในวิธีทำงานของสภาฯ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวาระ 2-3 ใหม่จึงควรให้พิจารณาไปตามธรรมชาติ ถ้าอภิปรายไม่ซ้ำประเด็นเดิมหรือมีข้อสงสัยหรือมีประเด็นจะสอบถาม สมาชิกมีสิทธิสอบถามได้ ไม่ใช่เข้าไปประชุมแบบมัดมือชก โหวตเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ถ้าอย่างนั้น 2-3 ชั่วโมงเสร็จไม่ใช่สภาฯฝักถั่ว นี่คือสภาฯ

จากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่แต่งตั้งโดยรัฐประหาร ที่จะยกมือตามใบสั่งได้ ควรให้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ทุกคนมีวุฒิภาวะเพียงพอรู้ว่าบ้านเมืองต้องการใช้ พ.ร.บ.งบฯฉบับนี้ ต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควรพูด ไม่กังวลเรื่องนี้ เชื่อว่า ส.ส.คงให้ความสำคัญ

ปชป.แนะวิปรัฐกล่อมฝ่ายค้านรวบรัด

เมื่อเวลา 14.00 น. มีการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.พรรค เป็นประธานการประชุม มติที่ประชุมเสนอให้วิปพรรคประชาธิปัตย์ไปหารือกับวิปรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ขอให้การอภิปราย พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ราบรื่นและรวดเร็ว จะให้อภิปรายแล้วสรุปโหวตผ่านหรือจะอภิปรายเป็นรายมาตราตามวาระ 2 และ 3 จะไม่มีการฝืนใจฝ่ายค้านในการอภิปราย ถือเป็นสิทธิที่อภิปรายได้และรัฐบาลไม่ควรใช้มติโหวตเพื่อประท้วงหรือเบรกฝ่ายค้าน เพราะคาดว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายเท่าที่จำเป็น ขอให้วิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้ฝ่ายค้านอภิปรายรวบรัด ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันที่ 24-26 ก.พ. คาดว่าจะอภิปรายเต็มที่ 4 วัน ฝ่ายค้านประกาศจะอภิปรายนายกฯ คนเดียว 2 วัน ที่เหลือ 2 วันจะอภิปรายรัฐมนตรีอีก 5 คน โดยย้ำให้ ส.ส.พรรคโหวตตามมติวิปพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ฝ่ายค้านรอสรุปร่วม–ไม่ร่วมสังฆกรรม

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ในการประชุมวิปฝ่ายค้านวันที่ 11 ก.พ. ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ไปโหวตร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวใหม่ว่า เป็นประเด็นที่ชอบหรือไม่ เพราะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต ที่ประชุมวิปฝ่ายค้านส่วนใหญ่เห็นว่า ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ควรเข้าร่วมประชุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ในวันดังกล่าว เพราะมองว่าคำแนะนำศาลรัฐธรรมนูญต่อการให้สภาฯ ลงมติในวาระ 2-3 อีกรอบไม่ถูกต้อง แต่ความเห็นดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุปเป็นที่สุด จึงให้พรรคร่วมฝ่ายค้านนำไปแจ้งต่อที่ประชุมพรรค และสรุปเป็นมติร่วมกันอีกครั้ง คาดว่าในวันที่ 12 ก.พ. จะได้ข้อสรุป

“อ.ป๊อก” โวยอย่ามาโทษ เร็วช้าอยู่ที่ รบ.

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ของสภาฯ จะกล่าวหาว่าฝ่ายค้านมีเจตนาถ่วงเวลาไม่ได้ เพราะในข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่ช่วยประคับประคององค์ประชุมสภาฯมาตลอด ทุกครั้งก่อนที่จะมีการลงมติในแต่ละมาตราของร่างกฎหมายงบประมาณจะต้องนับองค์ประชุมก่อนทุกครั้ง หากวิปรัฐบาลพบว่ามีแนวโน้มว่าองค์ประชุมจะไม่ครบจะส่งสัญญาณให้ฝ่ายค้านอภิปรายนานขึ้น เพื่อรอให้ครบองค์ประชุม แต่พอร่างกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาเพราะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสียบบัตรแทนกันและต้องนำมาพิจารณากันใหม่ กลับมาบอกว่าฝ่ายค้านไม่ควรใช้เวลาอภิปรายนาน เรื่องนี้ปัญหามาจาก ส.ส.รัฐบาลเอง ดังนั้นหาก ส.ส.รัฐบาล 250 กว่าคนมีวินัยจริงๆ ต้องมาให้ครบใช้เวลาไม่นานก็โหวตผ่านสภาฯ ได้แล้ว

ซัดศาล รธน.วินิจฉัยเกินอำนาจที่มี

นายปิยบุตรกล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา เนื่องจากกรณีนี้เป็นคำร้องเพื่อขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นได้สองทาง คือ 1.หากเห็นว่ากระบวนการตราชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป หรือ 2.หากเห็นว่ากระบวนการตราไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องตกไปทั้งหมดเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการตราชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับให้ไปลงคะแนนใน วาระที่สองและสามใหม่ ผ่านการอาศัยอำนาจการออกคำบังคับตามมาตรา 74 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ทั้งที่ไม่มีอำนาจจะดำเนินการเช่นนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินอำนาจที่มี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร จึงจำเป็นต้องตีขอบอำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ชัด เพื่อไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญเสียเองและเป็นผู้บังคับบัญชา ส.ส.

“สนธิรัตน์” มั่นใจพรรคร่วมผนึกกำลัง

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นว่า พรรคพลังประชารัฐเตรียมพร้อมอยู่แล้ว และได้เร่งหารือเพื่อเตรียมการให้พร้อมในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ตนหารือกับหัวหน้าพรรคแล้วว่าในพรรคต้องหารือกันเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลได้แสดงบทบาทและท่าทีชัดเจนว่าทุกคนจะเข้ามาช่วยกัน ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนอยู่ในนามรัฐบาล แต่ยังไม่ได้นัดพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล มีเพียงหารือการเตรียมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจที่พัทยา จ.ชลบุรี จะเดินทางไปร่วม เมื่อถามว่า หากวันที่ 21 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่าเสียงรัฐบาลจะมั่นคงขึ้นหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะตอบ เพราะอยู่ในกระบวนการของศาล ยังไม่รู้ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลก่อน

“สุชาติ–วิรัช” นัด ส.ส.กินข้าวปัดโชว์พลัง

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐแห่งใหม่ถนนรัชดาภิเษก นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและประธานวิปรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.พรรค และ ส.ส.ราว 80 คน อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสัมพันธ์ บินมะยูโซะ ส.ส.นราธิวาส นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ร่วมทานอาหารกลางวันพบปะพูดคุยกัน นายสุชาติ กล่าวว่า ให้ ส.ส.มาดูสถานที่ว่าสะดวกหรือไม่ จะได้เตรียมย้ายที่ทำการพรรค ส.ส.ที่มา 80 คนยืนยันว่าไม่มีกลุ่ม เพราะพรรคเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด ที่มองว่ารวมตัวกันโชว์พลังสู้กับบางกลุ่ม เป็นเรื่องปกติที่มีข่าว ส.ส.ไปทานข้าวชุดหนึ่ง คนที่ไม่ได้ไปวันนั้นจึงมากินกันวันนี้ ในฐานะประธาน ส.ส.ขอยืนยันว่าในพรรคสามัคคี ทุกคนขึ้นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค

แจงไม่มีกลุ่มแค่อวดที่ตั้งพรรคใหม่

นายสุชาติกล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมี ส.ส.ร้อยกว่าคนจากหลายส่วน มาหล่อหลอมจิตใจกับ พล.อ.ประวิตร แต่ยอมรับว่าทุกพรรคต้องมีกลุ่มเหมือนเป็นบริษัทย่อย พรรคเหมือนบริษัทแม่ เมื่อถามว่า การนัดรวมตัววันนี้แสดงพลังเพื่อสนับสนุนให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า มีทั้งประธานวิปรัฐบาล ส.ส.ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ ไม่ใช่มาเฉพาะกลุ่มมาทุกพื้นที่ ส่วนเรื่องรัฐมนตรีเป็นเรื่องไกลเกินจะคิด เมื่อถามว่า เป็นการแบ่งกลุ่มชัดเจนหรือไม่ว่าคนที่มาวันนี้เป็นผู้ไม่ได้ไปร่วมกินข้าวกับกลุ่มสามมิตร นายสุชาติกล่าวว่าในพรรคสามัคคี แต่เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ที่บางกลุ่มสนิทกันไม่กล้าชวนข้ามกลุ่ม แต่ส่วนตัวไม่มีกลุ่ม จึงชวนทั้งหมด แต่แค่ไม่ตรงกับกลุ่มที่เขาไปกินข้าวมาก่อนแล้ว เนื้อหาการประชุมเตรียมความพร้อมการเดินทางและเตรียมตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งข้อบังคับการประชุมสภาฯ ขอย้ำว่าเป็นแค่มาดูสถานที่เป็นหลักเท่านั้น

“เหลิม” ฟุ้งหลังซักฟอก “บิ๊กตู่” อยู่ไม่ได้

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการกิจการพิเศษ ตัวแทนกรรมการบริหารพรรค วิปฝ่ายค้าน ได้ประชุมเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลระหว่างวันที่ 24-28 ก.พ. โดย ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ขอยืนยันการอภิปรายครั้งนี้ไม่มีเรื่องส่วนตัว รัฐบาลชุดนี้บริหารงานขาดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ช่วยแต่พรรคพวก พ่อค้าที่มีความสนิทสนมใกล้ชิด ขอให้รอดูฝ่ายค้านอภิปรายก่อน อย่าเพิ่งร้องแรกแหกกระเชอ เห็นเตรียมการดีมีหลายวอร์รูม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยังเอาตัวเองไม่รอด รอแหวกวงล้อมกลางสภาฯให้ดี การที่รัฐบาลย่อยยับเพราะไปแก้กฎหมายศุลกากร กฎหมายสรรพสามิต ทำให้โรงงานยาสูบเจ๊ง นายวิษณุคือต้นเหตุ รอให้เปลี่ยนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นายวิษณุ และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ โดนดำเนินคดีแน่ วันนี้ยังไม่รู้เงาหัว ทำตัวเป็นศรีธนญชัย จะลอดช่องรอดอะไรไปก็ได้ แต่รอดจากเพื่อไทยไปไม่ได้

โอ่ลับดาบรอล้ม รบ.หลังศึกซักฟอก

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า ส่วนพวกทีมวอร์รูม อ-ส-ว พวกวอร์รูมนอกสภาฯ เราไม่ให้ราคา เป็นพวกผีสางนางไม้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ถ้ายังมัวเชื่อนายวิษณุได้แย่งกันขึ้นเครื่องบินแน่ สำหรับพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมเป็นเอกภาพ ไม่แตกแยก ไม่มีใครทะเลาะกับใครทั้งนั้น มีแต่ประยุทธ์ออกไป ถึงอยู่ต่อได้ก็ลำบาก เนื้อหาที่จะอภิปรายดี ตนไม่มีอำนาจตัดสินใจเนื้อหา หรือเลือกให้ใครจะอภิปรายบ้าง ต้องให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคพิจารณา คณะกรรมการกิจการพิเศษใกล้หมดหน้าที่แล้ว จากนี้ไปคงทำได้แค่ประคับประคองไป เราจะทำหน้าที่ล้มรัฐบาลหลังการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์จะปรับ ครม.หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ฟันธง พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ไม่ได้แน่

“สุทิน” ขู่เรือแป๊ะล่มซ้ำรอยยุค “เติ้ง–ชวน”

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังจัดเตรียมเนื้อหา ส่งไม้กันให้ลื่นไหล วันนี้ข้อมูลใหม่เข้ามาเพิ่มอีก มีทั้งข้อมูลใหม่และเก่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คงจะลำบากแน่ คงเหมือนรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่แม้จะยกมือผ่านในสภาฯ แต่อีกไม่นานก็ออก ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ วิเคราะห์กันว่าหากตัดสินเป็นลบกับพรรคอนาคตใหม่ จะทำให้ฝ่ายค้านเสียกระบวน ได้เตรียมการไว้แล้ว โควตาพรรคอนาคตใหม่ที่มี ส.ส.จะร่วมอภิปราย และเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค 3 คน คือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ จะอภิปรายไม่ได้ แต่ ส.ส.อนาคตใหม่ คนอื่นที่เหลือที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แสดงเจตจำนงว่าจะอภิปรายเหมือนเดิม เราได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกมิติ แต่คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไร

มติ พท.เซ็นชื่อแต่ไม่ร่วมแก้ปัญหางบฯ

ช่วงบ่าย ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมพรรคเพื่อไทย โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นประธาน ได้หารือถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย 2563 ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยในการประชุมสภาฯ วันที่ 12 ก.พ. พรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อหารือ การดำเนินการของสภาฯ ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องที่สุด รวมถึงมีมติพรรคออกมาด้วยว่าในการประชุมร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวันที่ 13 ก.พ. พรรคเพื่อไทยจะไม่ร่วมอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 แต่จะเซ็นชื่อแสดงตนเท่านั้น เพราะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวมาโดยตลอด และช่วยให้การลงมติที่ผ่านมา ผ่านไปอย่างราบรื่น แต่สุดท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้มาพัง เพราะมือของฝ่ายรัฐบาลเอง เมื่อต้องแก้ปัญหาจะปล่อยให้ ส.ส.รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ แต่เรื่องนี้ต้องนำไปหารือในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านอีกครั้ง

อนค.ยื่นศาล รธน.ขอไต่สวนคดีเงินกู้

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่า พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านคำสั่งที่ให้พรรคอนาคตใหม่จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 12 ก.พ. ในคดีการกู้เงินของพรรค และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการพิจารณาในศาลและทำการไต่สวนอย่างเปิดเผย โดยพรรคได้ยื่นบัญชีพยานบุคคล 17 ราย แบ่งเป็นพยานนำ 4 ราย ได้แก่ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค และ ฝ่ายกฎหมายของพรรค ส่วนที่เหลืออีก 13 รายเป็นพยานหมาย ที่พรรคไม่สามารถนำมาเป็นพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตัวเอง เช่น อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เจ้าหน้าที่ กกต. ที่มีส่วนร่วมในการไต่สวนและมีความเห็นให้ยกคำร้อง พยานในกลุ่มนี้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกมาเป็นพยานเพื่อให้ข้อมูล และไม่มีทางที่พรรคจะยื่นบันทึกถ้อยคำได้ทันตามกำหนด เพราะพรรคไม่มีอำนาจไปขอบันทึกการให้ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ กกต.

คาใจ ส.ว.เลื่อน 4 หนเลือกตุลาการฯ

นายปิยบุตรกล่าวอีกว่า ที่สำคัญในชั้นการพิจารณาของ กกต.จะต้องเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชี้แจง แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลย กรณี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 66 ว่าด้วยการห้ามไม่ให้พรรค การเมืองรับเงินบริจาคเกิน 5 ล้านบาทต่อปี พรรคถูกเชิญชี้แจงในฐานะพยานเท่านั้นก่อนที่คณะ อนุกรรมการไต่สวนจะยกคำร้องในเวลาต่อมา แต่ กกต.กลับไม่ยอมจบ ส่วนมาตรา 72 ว่าด้วยการไม่ให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ปรากฏว่า กกต.เพิ่งมาดำเนินการเมื่อต้นเดือน ธ.ค.2562 และพรรคอนาคตใหม่ไม่เคยได้รับการชี้แจง เมื่อคดีมาศาลรัฐธรรมนูญแล้วพรรคอนาคตใหม่หวังว่าจะได้เปิดการไต่สวนเพื่อมีโอกาสชี้แจง ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงขอคัดค้านศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ไต่สวนและเร่งส่งคำชี้แจงภายใน 6 วัน แต่ทั้งหมดเป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นในความเป็นกลางของศาล เพียงแต่มีบริบทแวดล้อมที่ทำให้สงสัยว่าทำไมวุฒิสภาถึงเลื่อนการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถึง 4 ครั้ง

ไปทำเนียบฯทวงเอกสารสุดอืด

เมื่อเวลา 10.40 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักปลัดนายกฯทำเนียบรัฐบาล น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เข้ายื่นหนังสือติดตามการอุทธรณ์ใช้สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ จากที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 22 ม.ค. กรณี กกต.จงใจปกปิดข้อมูล สำนวน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการไต่สวนสืบสวนการยุบพรรค กรณีเงินกู้ 191 ล้าน มีนายยืนยง ยืดยาว ผอ.ส่วนงานวินิจฉัยอุทธรณ์ รับหนังสือพร้อมตอบเป็นเอกสารว่าอยู่ระหว่างส่งหนังสือร่างประกอบการพิจารณา โดย น.ส.จารุวรรณกล่าวว่า เคยไปยื่นขอสำเนาสำนวนมาแล้วหลายครั้ง ติดตามสอบถามตลอด กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีวันที่ 21 ก.พ. โดยให้ยื่นสำนวนต่อสู้ภายในวันที่ 12 ก.พ. แต่ถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเอกสารใดๆเพื่อใช้ต่อสู้คดีเลย “เราเดินตามกติกาท่าน แต่ท่านไม่แม้แต่จะทำตามที่ตั้งมาเอง มีแต่ธง ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ประเทศกูมี แบบนี้ด้วยเหรอ” วันที่ 12 ก.พ.จะไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ส.ว.ประชุมเห็นชอบตุลาการใหม่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา 2.นายวิรุฬ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 3.นายจิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 4.นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และ 5.นายนภดล เทพพิทักษ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ตามที่คณะ กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานของ กมธ. ก่อนให้ ส.ว.เข้าคูหากาบัตรลงคะแนนว่าจะเห็นชอบรายชื่อทั้ง 5 คนหรือไม่ ผู้ได้รับความเห็นชอบต้องได้รับคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ว.ทั้งหมด 250 คน หรือ 125 เสียงขึ้นไป

ผ่าน 4 ราย “ชั่งทอง” ร่วงคนเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากใช้เวลาประชุมลับและลงคะแนนร่วม 5 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า นายอุดมได้คะแนนเห็นชอบ 216 คะแนน ไม่เห็นชอบ 3 คะแนน นายวิรุฬได้คะแนนเห็นชอบ 216 คะแนน ไม่เห็นชอบ 3 คะแนน นายจิรนิติได้คะแนนเห็นชอบ 217 คะแนน ไม่เห็นชอบ 2 คะแนน นายชั่งทองได้คะแนนเห็นชอบ 52 คะแนน ไม่เห็นชอบ 139 คะแนน ไม่ออกเสียง 28 คะแนน และนายนภดลได้คะแนนเห็นชอบ 203 คะแนน ไม่เห็นชอบ 12 คะแนน ไม่ออกเสียง 4 คะแนน ทำให้นายอุดม นายวิรุฬ นายจิรนิติ และนายนภดล ที่ได้รับคะแนนเห็นชอบเกิน 125 คะแนน ได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนนายชั่งทองไม่ได้รับการคัดเลือกเพียงคนเดียว

เผยลดสเปกจนดูไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุผลที่นายชั่งทองไม่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก ส.ว.ส่วนใหญ่มองว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 200 กำหนดคุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากสายศาลปกครองสูงสุด ต้องดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่นายชั่งทองเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดไม่ถึง 5 ปี ผ่านการคัดเลือกมาได้เนื่องจากที่ประชุมศาลปกครองสูงสุดทำหนังสือถึงคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาลดเวลาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดเหลือต่ำกว่า 5 เหลือไม่น้อยกว่า 3 ปี ทำให้นายชั่งทองมีคุณสมบัติได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ว.หลายคนมองว่าการลดเวลาดำรงตำแหน่งลงมา เป็นการลดสเปกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ควรเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์สูงมาทำหน้าที่สำคัญ ไม่ควรลดหย่อนกฎเกณฑ์ใดๆลงมา