ข่าว
100 year

"เฮ้ง" แท็กทีม พิทักษ์นายกฯ-คสช.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ก.พ. 2563 05:32 น.
SHARE

กร้าวอย่าใช้สภาฯตีกิน พท.อัดตู่อยู่ต่อหายนะ

“สุชาติ” นำทัพองครักษ์พิทักษ์ “บิ๊กตู่-ลุงป้อม” แท็กทีมลิ่วล้อสกัดฝ่ายค้านขุดอดีต โยงเรื่องเก่า ย้อนยุค คสช. ลั่นหลักฐานต้องชัด อย่ามาใช้เวทีสภาฯ ตีกิน “สนธิรัตน์” มั่นใจนายกฯ-5 รมต.แจงได้ ไม่ห่วงนายกฯหัวร้อน แค่ผู้นำมีลักษณะพิเศษ ปชป.ปัด รมต.รอดตัวไม่เกี่ยวเกมการเมือง “เฉลิมชัย” ยื่นไมตรีตั้งชุดประท้วงช่วยพรรคแกนนำ “เทพไท” ซัดวิป รบ.อย่าใจแคบชิงชัตดาวน์ ไม่ใช่ยุค คสช.ต้องถูกตรวจสอบ “อนุดิษฐ์” อัด “ประยุทธ์” อยู่ต่อประเทศหายนะ ขู่ข้อมูลเชือดแน่นมาก แจกกล้วยโหวตชนะก็ไร้ประโยชน์ “วิสาร” จับ 3 ป.มัดรวมขึ้นเขียง น้องเล็กล้มเหลวพี่ใหญ่-พี่รองต้องร่วมรับผิดชอบ เลขาฯ พปชร.ห้ามลูกพรรคเสียบบัตรแทนกันซ้ำรอยถกงบฯปี 63 “ไพบูลย์” อ้างสภาฯ ลงมติเห็นชอบครบองค์ประชุม 2-3 เสียงมีปัญหาไม่เปลี่ยนแปลงผลโหวต

พรรคพลังประชารัฐวางแผนเตรียมรับมือ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยจัดทีมองครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เต็มที่ โดยนายชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ระบุจัดทีม ส.ส.ไว้ประท้วงเข้มข้นกรณีฝ่ายค้านอภิปรายย้อนไปถึงยุครัฐบาล คสช. และเรื่องในอดีต

“เฮ้ง” นำทัพองครักษ์พิทักษ์ “ตู่-ป้อม”

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คนว่า ส.ส.ของพรรคจะเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพรรค และส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เบื้องต้นได้วางตัว ส.ส.จำนวนหนึ่งคอยลุกขึ้นประท้วง ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบโต้ฝ่ายค้านในกรณีอภิปรายนอกประเด็นไว้แล้ว เพื่อตัดบทให้การอภิปรายเข้าสู่สาระสำคัญและสร้างสรรค์

ต้องมีหลักฐานชัด อย่าใช้สภาฯตีกิน

“ผมจะเป็นหนึ่งในคนที่จะลุกขึ้นประท้วงและตัดบทด้วยตัวเอง แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยลุกขึ้นว่าใครในสภาฯมาก่อน แต่ครั้งนี้หากฝ่ายค้านพูดนอกเรื่องถึงนายกฯและรองนายกฯ ผมจะใช้สิทธิทันที อยากให้การเมืองสร้างสรรค์ มีสาระ ไม่ใช่มาด่ากัน ถ้าฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจนนำมาเสนอให้สังคมรับรู้ ไม่ใช่มาใช้เวทีสภาฯตีกินรัฐบาล” นายสุชาติกล่าว

“สนธิรัตน์” มั่นใจนายกฯ-รมต.แจงได้

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เมื่อดูจากตัวบุคคล พอจะเห็นโครงจากประเด็นข้อกล่าวหาแล้ว จะเตรียมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องชี้แจง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านจะหยิบประเด็นใดมาอภิปราย ทราบว่ายังอยู่ในกระบวนการเตรียมผู้อภิปราย แต่พรรคมั่นใจว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบคำถามได้

ไม่ห่วงผู้นำหัวร้อนแค่มีลักษณะพิเศษ

“ส่วนที่นายกฯ ถูกพุ่งเป้ามากเป็นพิเศษ และอาจเชื่อมโยงไปถึงการบริหารราชการแผ่นดินยุค คสช. ต้องดูว่าจะพุ่งเป้ามากน้อยแค่ไหน แต่หลักการควรมุ่งเน้นที่การทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หากอยู่ในกรอบหลักการ คงไม่มีอะไรที่น่าหนักใจ แต่จะน่าหนักใจหากมีการหยิบกรอบภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องมาอภิปราย ขึ้นอยู่กับทั้งวิปสองฝ่ายจะหารือกันให้เรียบร้อย โดยพิจารณาถึงความเหมาะสม มั่นใจว่านายกฯ มีความพร้อมที่จะตอบคำถาม ไม่ต้องกังวลใจเรื่องการควบคุมอารมณ์ของนายกฯ เพราะนายกฯ เป็นผู้นำที่มีลักษณะพิเศษเท่านั้น”

“สมคิด” สั่ง รมต.ศก.ตอบแทนนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งการบ้านที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ให้ทุกฝ่ายเตรียมข้อมูลให้พร้อมรับมือฝ่ายค้านหยิบยกปัญหาเศรษฐกิจมาอภิปราย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้หารือทีมเศรษฐกิจ พร้อมสั่งให้ทุกคนช่วยนายกฯชี้แจงในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ อย่าปล่อยให้นายกฯโดดเดี่ยว เชื่อว่าหลังฝ่ายค้านตัดชื่อนายสมคิดและนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังออกแล้ว ฝ่ายค้านล็อกเป้าอภิปรายพุ่งเป้าปมเศรษฐกิจมาที่นายกฯ เพราะรู้ว่านายกฯไม่เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจ จะใช้วิธีให้รัฐมนตรีแต่ละคนลุกขึ้นชี้แจงแทน ในฐานะรับผิดชอบงานโดยตรงแต่ละด้าน

ปชป.ปัดรอดตัวไม่เกี่ยวเกมการเมือง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรี รวม 6 คน โดยไม่มีรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มองว่าการที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีชื่อถูกอภิปราย ไม่ใช่เกมการเมืองที่ฝ่ายค้านต้องการให้รัฐบาลสั่นคลอน โดยทั่วไปการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่บน พื้นฐานหลักการ 4 ประการคือ 1.ทุจริต 2.ทำผิดกฎหมาย 3.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง 4.มีคุณสมบัติหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการเป็นรัฐมนตรี การที่รัฐมนตรีท่านใดไม่ถูกอภิปราย แสดงว่ายังไม่เข้าข่ายตามหลักการดังกล่าว

เชื่อหลักฐานไม่พอเชือด รมต.ถึงรอด

นายองอาจกล่าวอีกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญของฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฝ่ายค้านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มีข้อมูลเพียงพอที่จะอภิปรายให้เห็นได้ว่ารัฐมนตรีสมควรถูกอภิปราย ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายโดยมีข้อมูลหลักฐานไม่เพียงพอใช้สำนวนโวหารเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบเอง จึงเชื่อว่าการกำหนดตัวรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่เกี่ยวกับเกมการเมือง แต่เป็นเรื่องของข้อมูลหลักฐานมากกว่า ขณะนี้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็รู้โจทย์ล่วงหน้าบ้างแล้ว น่าจะเตรียมทำการบ้านตอบโจทย์ชี้แจงได้

“เสี่ยต่อ” ยื่นน้ำใจจัดทีม ส.ส.ช่วยแกนนำ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรค ประชาธิปัตย์ และโฆษกวิปรัฐบาลกล่าวว่า แม้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่มีรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แกนนำพรรค นำโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายกำชับ ส.ส.ของพรรคให้ช่วยกันทำหน้าที่ แม้รัฐมนตรีของพรรคจะไม่โดนอภิปราย แต่พรรคจะอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องช่วยรัฐบาลรับมือกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นเต็มที่ เพื่อให้ฝ่ายค้านอยู่ในประเด็นเฉพาะช่วงของรัฐบาลนี้หรือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 ตามที่ยื่นอภิปรายตามญัตติเท่านั้น หากอภิปรายออกนอกประเด็น อภิปรายย้อนหลังกลับไปในอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด ตนกับนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปรัฐบาล ได้รับมอบหมายให้คัดทีม ส.ส. ซักซ้อมการรับมือให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด คาดว่าการประชุมพรรควันที่ 4 ก.พ. คงหารือถึงรายละเอียด ก่อนเสนอให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ทราบอีกครั้งหนึ่ง

“เทพไท” ติงวิป รบ.ใจแคบชิงชัตดาวน์

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ระบุถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ ถ้าฝ่ายค้านมีการอภิปรายพาดพิงถึงการทำงานของรัฐบาลในยุค คสช. อาจมีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลเสนอปิดอภิปรายนั้น ไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพราะจะสร้างรอยด่างให้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถ้ามีการชิงปิดการอภิปรายเกิดขึ้นจริง ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลคับแคบ ใช้เสียงข้างมากขัดขวางการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน ปิดปากไม่ให้มีการตรวจสอบรัฐบาล ถือว่าปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้การทำงานของพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น

อัดไม่ใช่ยุค คสช.ต้องถูกตรวจสอบ

นายเทพไทกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะลงลึกไปถึงผลงานรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุผล 2 ประการคือ 1.การเขียนญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เนื้อหามีรายละเอียดเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาหรือไม่ 2.การอภิปรายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานสภาฯในการวินิจฉัยขอบเขตเนื้อหาของญัตติว่า อภิปรายครอบคลุมถึงผลงานรัฐบาลชุดที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ประธานสภาฯมีสิทธิ์ จะอนุญาตอย่างเต็มที่ ควรเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ส่วนฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ต้องเตรียมความพร้อมในการตอบคำถามให้ชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้องกำชับให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมความพร้อมรับมือ ไม่ควร ตั้งอยู่บนความประมาท และ พล.อ.ประยุทธ์เอง ต้องยอมรับกติกาการตรวจสอบ การเป็นนายกฯครั้งนี้ แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ที่ไม่มีการตรวจสอบจากสภานิติบัญญัติเลย วันนี้เป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภาฯที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน ต้องเคารพการทำงานของทุกฝ่ายตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้

“อนุดิษฐ์”โอ่ซักฟอกข้อมูลแน่นปึ้ก

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ผู้อภิปรายทุกคนจะใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบมาแล้วเท่านั้น จะไม่มีการอภิปรายใส่ร้ายป้ายสีอย่างเด็ดขาด โดยวางกรอบการอภิปรายไว้ 3 ด้าน คือความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต่อทุก ปัญหาของรัฐบาล การทุจริตจากการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งทุกนโยบายที่ออกมาตั้งแต่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแจกเงินตามโครงการชิมช้อปใช้ หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ล้วนแล้วแต่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเจ้าสัว เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือ “รวยกระจุก จนกระจาย” และการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในหลายโครงการและหลายกระทรวง ซึ่งพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์สูงยิ่งกว่าที่เคยมีการกล่าวหากันมาในอดีต จนมีการร้องเรียนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจ ซึ่งเมื่อฝ่ายค้านเข้าไปตรวจสอบจึงพบว่ามีพวก “ขยะพิษ” ระดับบิ๊กเนมเข้าไปเกี่ยวข้องผลที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าแปลกใจที่องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับให้ไทยมีการคอร์รัปชันมากขึ้นยิ่งกว่าในอดีต แซงประเทศอื่นๆหลายประเทศในอาเซียนไปเป็นที่เรียบร้อย

แจกกล้วยชนะไร้ค่า “บิ๊กตู่” อยู่ต่อถึงหายนะ

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้หวัง ว่าคงไม่เห็นความพยายามที่จะหามือมาโหวตให้ชนะฝ่ายค้านในสภาฯอีก เพราะไม่ว่าจะมาในรูปแบบงูเห่า หรือการแจกกล้วยให้ลิง เป็นการกระทำที่ไร้อุดมการณ์ เพราะจำนวนมือในสภาฯ ย่อมไม่มีค่าเท่ากับความศรัทธาของประชาชน แม้รัฐบาลจะชนะเสียงโหวตในสภาฯ แต่หากไม่สามารถสร้างศรัทธาให้กับประชาชนได้ เสียงข้างมากที่เกิดจากกลุ่มงูเห่าหรือการแจกกล้วยก็ไร้ความหมาย ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ประสบกับภาวะยากลำบากมาก จากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้นำที่ฉ้อฉล ไร้ประสิทธิภาพและไร้วิสัยทัศน์ หากยังปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม และพวกพ้องอยู่บริหารงานต่อไป จะนำมาซึ่งความเสียหายและหายนะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความปรองดอง คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย

“วิสาร” ขู่ฟ่อมัด 3 ป.ขึ้นเขียงขย่มยับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ผู้เสนอญัตติหลักเป็นพรรคอนาคตใหม่และเสรีรวมไทยว่า ตั้งใจหาข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่จะใช้อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ในการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง และดำเนินการผิดจริยธรรมทางการเมืองร้ายแรง ข้อมูลตรงนี้จะเกี่ยวโยงไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ร่วมกันมาตั้งแต่การรัฐประหารด้วย การอภิปรายของตนจะมีเนื้อหาเกี่ยวพันทั้ง 3 ป. เพราะการปฏิบัติตัวของทั้ง 3 คนเกี่ยวโยงสืบทอดอำนาจมาตั้งแต่รัฐประหาร แม้รัฐบาลอ้างว่าทำงานมาแค่ 6 เดือน แต่พฤติกรรมที่ผ่านมามีผลต่อการทำหน้าที่ในปัจจุบัน

“บิ๊กตู่” ล้มเหลวพี่ใหญ่–พี่รองต้องโดนด้วย

“การอภิปรายฯครั้งนี้จะสะท้อนสิ่งเหล่านี้รวมถึงพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ ที่มีการใช้อำนาจขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและจริย– ธรรมทางการเมือง แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องรับผิดชอบความล้มเหลวในการบริหาร แต่ พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะร่วมบริหารประคับประคองกันมาตั้งแต่ต้น ปีนี้จีดีพีประเทศคงเติบโตต่ำว่า 2% ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่นเศรษฐกิจโลก ประเด็นผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ถ้าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจบริหารต่อไป ประเทศคงแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่”

ติวเข้มจัดซีรีส์ลับฝีปากทีมซักฟอก

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่าที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านได้คุยกันตลอด วันที่ 3 ก.พ. จะมีการหารือเอาเนื้อหามาลงรายละเอียดมาคุยกันเพื่อทำเป็นซีรีส์เชื่อมต่อกันก่อนที่จะวางตัวผู้ที่จะอภิปรายและวางลำดับ วางสคริปต์คร่าวๆ เนื่องจากมีผู้อภิปรายจำนวนมาก จึงไม่อยากให้ประเด็นซักฟอกซ้ำกัน สิ่งที่กังวลนิดหน่อยคือผู้อภิปรายที่มี 20-25 คน หลายคนยังประสบการณ์น้อย ต้องเติมประสบการณ์ให้ใหม่ จะซักซ้อมและจัดประชุมกันอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลเรามีดีและเนื้อหาแน่น เมื่อถามว่าไฮไลต์ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นเรื่องใด นายสุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่อยากอภิปรายให้เห็นภาพที่บางเรื่อง บางอย่าง บางคนไม่รู้ หรือไม่คิดว่าผู้ถูกอภิปรายจะเป็นได้ หรือทำได้ขนาดนี้ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ ประธานสภาฯจะสั่งห้ามไม่ให้อภิปรายเชื่อมโยงเรื่องอดีต นายสุทินกล่าวว่า เชื่อว่าเป็นเกมของเขาอยู่แล้ว แต่มันมีคำอธิบายได้ ที่เราจะโยงให้เห็นภาพต่อเนื่องกันต้องเท้าความ และให้ประชาชนตัดสิน เพราะเป็นเรื่อง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการตรวจสอบ ถามว่าประชาชนอยากฟัง อยากให้เราตรวจสอบหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็อยากฟัง

กำชับ ส.ส.อย่าเสียบบัตรแทนกัน

อีกเรื่อง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงปัญหา ส.ส.เสียบบัตรแทนกันหรือการฝากให้บุคคลอื่นเสียบบัตรให้ ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 อาจจะเกิดขึ้นอีกระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเครื่องลงคะแนนยังไม่เพียงพอว่า ได้ย้ำกับสมาชิกทุกคนในพรรคถึงการลงคะแนนให้ถูกต้องแล้ว และคิดว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร คงให้เวลาเสียบบัตรนานขึ้น 2 เท่า เพราะประธานสภาฯคงเห็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ส่วนกรณีนิด้าโพลสำรวจความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้ ส.ส.ที่เกี่ยวข้องกับการเสียบบัตรแทนกัน แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ต้องพิจารณาจากเจตนาเพราะมีปัญหาจากความไม่สะดวกจริงๆ แต่หากไม่ใช่เหตุผลนี้ค่อยว่ากัน ขออย่าเพิ่งตีรวน สุดท้ายขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย

“สมศักดิ์” แนะขยายเพดานเบิกจ่ายงบฯ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่า ขณะนี้กังวล เคยคิดว่างบประมาณจะได้ใช้แบบเต็มรูปแบบภายใน ก.พ. แต่เมื่อเกิดปัญหาที่มีผู้ร้องว่ามี ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในวันลงมติ จึงต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด อาจใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง และเนื่องจากไตรมาสแรกของปีงบฯ 63 เป็นการใช้จ่ายงบฯปี 62 ไปพลางก่อน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายรายจ่ายประจำและโครงการที่มีความต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องขยายวงเงินเบิกจ่ายจากที่ไตรมาสแรกที่เรามีเพดาน 30% ดังนั้นควรจะให้เบิกจ่ายเงินได้ก่อนเพิ่มเป็น 60-65% โดยควบระหว่างไตรมาสที่ 1 และ 2 ใช้ไปก่อน น่าจะพอสามารถแก้ไขปัญหาไปได้เพราะเป็นเหตุการณ์จำเป็น ตนคิดว่าหากนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประชุมคงจะเห็นด้วยอยู่แล้ว

“ไพบูลย์” ยันมติเห็นชอบครบองค์ประชุม

นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาฯส่งความเห็น ส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 ว่า คำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 น่าจะสอดคล้องกับแนวของคําวินิจฉัยที่ 8/2551 วันที่ 8 ก.ค.2551 เรื่อง นายกฯขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ... แม้ว่าศาลวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและเป็นอันตกก็ตาม แต่เหตุที่ตกไปปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 8/2551 มีสมาชิก สนช.เข้าประชุมเพียง 50 คนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น คือ 121 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม และถือว่าการประชุมเพื่อลงมติวาระหนึ่งขั้นรับหลักการเป็นการประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง

กดบัตรแทน 2–3 เสียงไม่มีผลเปลี่ยนมติ

“คำร้องกรณี ส.ส.ใช้บัตรแสดงตนและลงมติทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 วาระ 2 และ 3 ข้อเท็จจริงมีเพียง 2-3 เสียงเท่านั้น แม้การออกเสียงจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีผลใดๆที่จะทำให้การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ไม่ครบองค์ประชุมและไม่ได้มติเสียงข้างมาก ด้วยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 63 ตราขึ้นโดยออกเสียงลงคะแนนครบองค์ประชุมและมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 120 ทั้งวาระ 2 และ 3 จึงเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” นายไพบูลย์กล่าว

ปชช.ซัดไร้จิตสำนึกไล่ส่ง ส.ส.ฉาว

วันเดียวกัน นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน” โดยสำรวจเมื่อวันที่ 29-31 ม.ค. จำนวน 1,254 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.14 เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก ร้อยละ 13.56 เป็นเรื่องปกติ ร้อยละ 9.81 เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศหากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯต้องตกไป ส่วนผู้ที่ควรรับผิดชอบกรณี ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ร้อยละ 45.85 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรแทนกันควรลาออกจากตำแหน่ง ร้อยละ 19.62 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ควรร่วมรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ร้อยละ 19.54 ระบุว่าสภาฯควรมีมติขับไล่ ส.ส.ที่มีส่วนร่วมเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันให้ออกจากตำแหน่ง ร้อยละ 11.96 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต ร้อยละ 11.56 ระบุว่าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ร่วมเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรร่วมรับผิดชอบด้วยการถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล

บี้จ่ายค่าเสียหายทำ พ.ร.บ.งบฯล่าช้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ร้อยละ 10.13 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป ร้อยละ 9.01 ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ควรร่วมรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ร้อยละ 8.61 ระบุว่าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป ร้อยละ 1.99 ระบุว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ร้อยละ 2.39 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่า คณะรัฐบาลควรร่วมรับผิดชอบด้วยการยุบสภา และร้อยละ 10.13 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลงานพรรคฝ่ายค้านกระเตื้องขึ้น

ขณะที่สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทย สำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,429 คน ระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-1 ก.พ. พบว่าภาพรวมดัชนีการเมืองไทย ม.ค.63 ได้เพียง 3.88 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนนเมื่อแยกตัวชี้วัด 25 ประเด็น ดัชนีชี้วัดของเดือน ม.ค.63 ดีขึ้นกว่าผลสำรวจเดือน ธ.ค.62 อยู่ 11 ประเด็น คือ การปฏิบัติงานของฝ่ายค้านจาก 5.20 เป็น 5.30 จริยธรรม/วัฒนธรรมของคนในชาติจาก 4.70 เป็น 5.30 ความสามัคคีของคนในชาติ จาก 4.56 เป็น 4.84 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ จาก 4.74 เป็น 4.77 การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน จาก 4.36 เป็น 4.55 การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวมจาก 4.23 เป็น 4.30 การปฏิบัติตนของนักการเมือง/ความสามัคคีของนักการเมือง จาก 3.67 เป็น 3.79 การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล จาก 3.63 เป็น 3.79 การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จาก 3.41 เป็น 3.55 การแก้ปัญหายาเสพติด จาก 3.31 เป็น 3.47 ค่าครองชีพ/ เงินเดือน/ค่าจ้าง จาก 3.29 เป็น 3.42

คะแนนนิยม “บิ๊กตู่–รัฐบาล” ตกวูบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีชี้วัดของเดือน ม.ค.63 ที่แย่กว่าเดือน ธ.ค.62 จำนวน 14 ประเด็น คือ การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า จาก 4.28 เหลือ 4.21 สภาพของสังคมโดยรวม จาก 4.07 เหลือ 4.01 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จาก 4.14 เหลือ 3.99 ความมั่นคงของประเทศ/การก่อการร้าย จาก 3.92 เหลือ 3.88 ผลงานของนายกรัฐมนตรี จาก 4.07 เหลือ 3.63 ผลงานของรัฐบาล จาก 4.14 เหลือ 3.56 การแก้ปัญหาในภาพรวมของรัฐบาล จาก 3.65 เหลือ 3.53 การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรอิสระ จาก 3.58 เหลือ 3.41 ความเป็นอยู่ของประชาชน จาก 3.43 เหลือ 3.40 การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ จาก 3.68 เหลือ 3.39 สภาพเศรษฐกิจโดยรวม จาก 3.29 เหลือ 3.22 การแก้ปัญหาการว่างงาน จาก 3.25 เหลือ 3.22 ราคาสินค้า จาก 3.20 เหลือ 3.08 การแก้ปัญหาความยากจน จาก 3.14 เหลือ 3.05

คิกออฟล่าล้านชื่อหยุดระบอบลุง

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สวนครูองุ่น ทองหล่อ ซอย 3 คณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุง เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศ ไทย นำโดยนายธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน “วิ่งไล่ลุง FESTIVAL” แจกเหรียญวิ่งให้ผู้เข้าร่วมวิ่งไล่ลุง 12 ม.ค. มีกลุ่ม Rap Against Dictatorship หรือ RAD เจ้าของเพลง ประเทศกูมี ร่วมแสดง มีการเสวนาและจำหน่ายของที่ระลึก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ นายธนวัฒน์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้จะจัดวิ่งไล่ลุงที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 2 ก.พ. สุดท้ายต้องยกเลิกไปหลังมีลุงคนหนึ่งประกาศไม่ให้จัด เพิ่งทราบว่าลุงคนนี้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานที่ราชการทุกแห่งและเอกชน ไม่ให้ใช้สถานที่ ไปขอใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อธิการบดี มช.อดีต สนช.สั่งห้ามไม่ให้จัดอ้างความเป็นกลางทางการเมือง แต่ปี 56 กลุ่ม กปปส.ชุมนุมใน มช.ได้ เดี๋ยวเจอกันจะไม่ให้ผิดหวัง หมุดหมายแรกเมื่อ 12 ม.ค. คนร่วมเกินคาดหลักหมื่นคน 2 ก.พ.เมื่อ 6 ปีก่อนมีการเลือกตั้งโมฆะ ทำให้เรามาถึงจุดนี้ เป็นหมุดหมายที่ 2 จะเริ่มต้นล่า 1 ล้านรายชื่อหยุดระบอบลุง ให้โอกาสลุงๆที่รู้ตัวว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญประเทศ 3 สัปดาห์ทบทวนตัวเองแล้วลาออก ถ้าไม่ออกเราจะเริ่มคิกออฟแคมเปญล่า 1 ล้านรายชื่อหยุดระบอบลุงปลาย ก.พ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุชาติ ชมกลิ่นพรรคพลังประชารัฐประยุทธ์ จันทร์โอชาประวิตร วงษ์สุวรรณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ข่าวหน้า1ข่าววันนี้

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้