เรื่องของฝุ่นฟุ้งตลบ

ทั้งฝุ่นการเมือง-ฝุ่นพิษกำลังตลบกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองล้วนเป็นเรื่องที่ทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนอย่างเงียบๆ

เอาคำเปรียบเทียบที่ได้ภาพว่าฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯขณะนี้ไม่ต่างกับภาวะ “ฝาชีครอบ” ที่คลุมสภาพอากาศไปทั้งเมืองนั้นทำให้ฝุ่นที่ปกตินั้นมีอยู่แล้วไม่สามารถพัดหายไปในอากาศได้

เมื่อไปไหนไม่ได้ก็อัดแน่นต่ำลงมาเรื่อยๆ จนเกิดผลกระทบต่อผู้คนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อย่างที่ประสบกันอยู่ในขณะนี้

ว่ากันว่าภาวะฝุ่นในไทยนั้นสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ซึ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนติดอันดับ 8 ของโลกและทำลายสุขภาพอย่างชัดเจน

คนกรุงเทพฯเกิดอาการแพ้ฝุ่นพิษมากขึ้นเรื่อยๆ

พูดกันตามตรงเวลานี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไม่มีวิธีการที่จะแก้ไขที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่มีเจ้าภาพหลักที่จะให้ข้อมูลว่าจะแก้ไขกันอย่างไร

ไม่มีระยะสั้น ระยะกลางไปจนถึงระยะยาว

ปล่อยให้ประชาชนแก้ปัญหากันไปวันๆ คือพยายามใส่หน้ากากกันพิษเพื่อให้อยู่รอดกันไปชั่วครั้งชั่วคราว

เรียกร้องแต่จะให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลเท่านั้น

ปัญหานี้ผมมีความรู้สึกว่ากำลังจะปล่อยให้ประชาชนขาดที่พึ่ง ว้าเหว่ด้วยความหวาดหวั่นว่า ต้องยอมรับสภาพกันไปตามยถากรรม

ทั้งๆที่รัฐบาลจะต้องหาคนรับผิดชอบโดยตรง ตั้งเป็นทีมงานหลักที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ความเป็นไปและแนวทางการแก้ไข

ว่าไปแล้วปัญหานี้ในต่างประเทศสามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการและเอาจริงเอาจังจนประสบความสำเร็จมาแล้ว

...

ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น

หมายถึงว่าเขามีมาตรการเข้มข้นจนเอาชนะได้ แต่ของไทยปล่อยปละละเลยกันมานานทั้งๆที่รู้ดีว่ามันอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

เห็นมีแต่พูดอย่างนั้นเสนออย่างนี้ แต่ไม่มีการกระทำที่เป็นรูปธรรมสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ประชาชน

เพื่อให้เกิดความหวังว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้

ดูมาหลายวันแล้วยังไม่มีอะไรเป็นแก่นเป็นสารที่แท้จริงแม้แต่น้อย ยิ่งสภาพที่เกิดขึ้นหากรัฐสามารถออกมาตรการเพื่อแก้ไขยังเชื่อว่าประชาชนสามารถยอมรับได้ ขอเพียงแต่ทำกันให้จริงจังมากกว่าความจำยอม

หรือรอให้ฝนตกเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ?

อันไม่ต่างไปจากฝุ่นการเมืองที่คลุ้งไปทั้งระบบ ไม่ได้สนใจว่าเวลานี้ปัญหาของประเทศ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ฝุ่นพิษ ภัยแล้งที่หนักหนาสากรรจ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่การเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านต่างก็ยุ่งเหยิงกันไปหมด ทั้งปัญหาขัดแย้งกันภายใน แล้วยังล่อกันเองจนไม่ได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเพื่อเมืองแม้แต่น้อย

สู้กันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นเอง

วัดจากความรู้สึกของประชาชนในขณะนี้เหมือนตกอยู่ในภาวะว้าเหว่ ขาดผู้นำที่จะชี้ทิศทางและนำพาพวกเขาไปสู่หนทางที่ดีกว่านี้ได้

การแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ และเป็นรูปธรรมสร้างผลงานให้ปรากฏ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องค้ำยันความเป็นไปของรัฐบาลดีที่สุด

ที่สำคัญก็คือ จะมีเสียงข้างมากแค่ไหนก็อยู่ไม่ได้หากขาดความเชื่อมั่น.

“สายล่อฟ้า”