ข่าว
100 year

จับตาฝ่ายค้านเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ : เปิดศึกตะลุมบอน ก่อนฟัดรัฐบาล

ไทยรัฐฉบับพิมพ์19 ม.ค. 2563 05:15 น.
SHARE

ฝุ่นมรณะ PM 2.5 กลายเป็นวิกฤติประจำฤดูกาลของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ

ลมนิ่ง ฤดูหนาวต้นปี ฝุ่นพิษปกคลุมเมืองก็หูตาตื่นกันที

และตามฟอร์มสังคมแบบไทยๆมีอะไรก็ลงที่รัฐบาลไว้ก่อน โทษฝ่ายบริหาร ด่าหน่วยราชการไม่แก้ปัญหา ปล่อยให้ประชาชนเผชิญภาวะอันตรายต่อสุขภาพ

สถานการณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ถึงกับออกอาการ “ลาน” กระแส เกร็งกับอารมณ์สังคมที่พาลด่ารัฐบาลทุกเรื่อง

วอนอย่าโจมตีรัฐบาล ยืนยันให้ความสำคัญและแก้ปัญหาฝุ่นควันได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ที่แน่ๆถึงจุดต้องยกระดับจัด “ยาแรง” นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่อเสนอที่ประชุม ครม.ตามผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ชงมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้ออกกฎข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วยการกำหนดห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามเดินรถในเส้นทางถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก ในวันคี่โดยเด็ดขาด แต่อนุญาตให้เดินรถเข้ามาในวันคู่ ช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ยกเว้นเฉพาะรถ 10 ล้อ บรรทุกอาหารสดเท่านั้น

ถึงขั้นห้ามรถบรรทุกวิ่งในเมือง รวมถึงการขอความ ร่วมมือข้าราชการ รณรงค์ประชาชนทั่วไป

งดใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงานสัปดาห์ละหนึ่งวัน

เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม

ไม่ใช่ด่าแต่รัฐบาลที่กำลังพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก โดนถล่มอ่วม ปัญหาวิ่งเข้าชนรับมือเป็นระวิง

เพราะอีกด้านก็เป็นสถานการณ์ภัยแล้งขั้นรุนแรงที่ ครม.ต้องอนุมัติงบฯฉุกเฉินแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯไปดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ให้ชาวบ้าน รวมถึง น้ำเพื่อการเกษตรให้ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน

จัดเป็นวาระแทรกซ้อนเร่งด่วนจากภัยธรรมชาติ

ฝุ่นพิษ ภัยแล้ง มะรุมมะตุ้ม โอกาสที่จะไปกดทับภาวะเศรษฐกิจที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มือเศรษฐกิจ สะท้อนภาพไทยกำลังเผชิญระเบิด 2-3 ลูกใหญ่ๆ

ทั้งภาวะการส่งออกที่ทรุดหนักจากวิกฤติสงครามการค้า การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภายในประเทศที่เคลื่อนตัวช้าทำให้เศรษฐกิจชะงัก แถมด้วยค่าเงินบาทแข็งโป๊ก

ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ปัญหาลามนัวเนียไปหมด

ขณะที่กฎหมายงบประมาณปี 2563 ที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านสภาฯแล้ว ก็ยังต้องรอผ่านวุฒิสภา ตามกระบวนการกว่าจะเบิกจ่ายใช้ได้ก็อาจลากไปถึงเดือนพฤษภาคมกลางปี

ผลจากการตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำให้เหลือเวลาอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ครึ่งๆกลางๆ

นอกประเทศก็สะดุดปัญหา ในประเทศก็ชนอุปสรรค

“สมคิด” ฝ่ามรสุมคลื่น ประคองเศรษฐกิจมาได้ระดับนี้ ก็เก่งแล้ว

โดยเฉพาะกับแนวโน้มการเมืองที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ ฉุดวิกฤติปากท้องชาวบ้าน วันๆมีแต่ข่าวความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง สถานการณ์เผชิญหน้า

รุ่นเก่าหมดฤทธิ์ไป รุ่นใหม่สลับมาเฮี้ยวแทน

ฉากเก่าหนังม้วนเดิม สถานการณ์ “ม็อบชนม็อบ” ที่กลับมา “รีรัน” ฉายซ้ำใหม่ ตามปรากฏการณ์ด้านหนึ่งมวลชน “วิ่ง ไล่ ลุง” รวมตัวคึกคักที่สวนรถไฟ อีกมุมหนึ่งแนวร่วม “เดิน เชียร์ ลุง” ก็รวมพลหนาแน่นที่สวนลุมพินี

“ปลากัด” โดนจับแยกคนละโหล ยังป้อกันไปป้อกันมา

จากม็อบแดงกับม็อบเหลือง พัฒนาเปลี่ยนเป็นม็อบวิ่งไล่ลุงกับม็อบเดินเชียร์ลุง

จุดไฟขัดแย้ง ปลุกคนไทยแบ่งข้าง ตีกันไม่เลิกรา

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ ดีกรีความร้อนแรงของม็อบ “วิ่ง ไล่ ลุง” จะล้อตามคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่ช็อตแรกลุ้นกันวันที่ 21 มกราคมนี้ กับปม “อิลลูมินาติ” พฤติการณ์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ต่อเนื่องกันเลย กับช็อตต่อไปว่าด้วยปม “ไพร่ห้าพันล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปล่อยเงินกู้พรรค 191 ล้านบาท ใช้ในการเลือกตั้ง

ไฮไลต์อยู่ที่คิวหลัง เซียนการเมือง เซียนพนัน ส่วนใหญ่ทุ่มวางเดิมพัน “แทงเต็ง”

โอกาสรอดยาก อนาคตใหม่ส่ออนาคตหมด

ที่แน่ๆตามเหลี่ยมเขี้ยวเซียนจมูกไว กระแสวงในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล มีการมองข้ามช็อตไปถึงการเปลี่ยนแปลงสมการในสภาผู้แทนฯ จากคดียุบพรรคอนาคตใหม่จะส่งผลต่อเสียงของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

รอจังหวะตลาดนัด ส.ส.ค่ายสีส้มเปิดประมูล

รองรับยุทธศาสตร์ “ช้อนแต้ม” เติมเสียงเพิ่มหลักประกันโควตารัฐมนตรี

ในห้วงสถานการณ์ที่ไม่การันตีโอกาส “เปลี่ยนแปลง” ในรัฐบาล

โดยเฉพาะตามปรากฏการณ์กระเพื่อมหนักภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ชื่อว่า “ฝ่ายรัฐบาลอิสระ” จากอาการลักปิดลักเปิด ร่วมรัฐบาลแบบไม่เต็มร้อย

อีกทางหนึ่งก็ต้องเผชิญภาวะ “เลือดไหลไม่หยุด” ล่าสุด เป็นคิวของมวยรุ่น “เฮฟวีเวท” อย่างนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองนายกฯ และขุนคลัง ได้ร่อนใบลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. ทิ้งเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ชิ่งทางตันในพรรคประชาธิปัตย์ไปแสวงหาเส้นทางใหม่

ตอกย้ำภาวะยี่ห้อ ปชป.เละเป็นโจ๊ก ตามสภาพโอกาสฟื้นยาก ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่สวนทางกับอาการเฮี้ยวๆที่แท็กทีมกับยี่ห้อภูมิใจไทย ขี่คอ “บิ๊กตู่” สร้างอาณาจักรใครอาณาจักรมัน

ทำให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพิกลพิการ เดินได้ขาเดียว

และนั่นก็ล้อกับกระแส “สลับขั้ว” ที่กำลังมาแรง กับปรากฏการณ์พรรคพลังประชารัฐจับมือกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล 2 พรรคใหญ่ บวกกับพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคขนาดเล็ก เป็นรัฐบาลเสียงท่วมท้น

เขี่ยทิ้งขาเฮี้ยว ผุดรัฐบาลปรองดองเฉพาะกิจให้ประเทศเดินหน้า

การเมืองแบบไทยๆไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้

ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิต พระสยามเทวาธิราชดลบันดาล

แต่ก่อนจะไปถึงจุดปาฏิหาริย์ โดยจังหวะการเมืองที่เดินตามโปรแกรมธรรมชาติ ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ต้องโรมรันพันตูกับค่าย “เพื่อไทย” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ตามฤกษ์ที่ทีมดูไบประกาศจะนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยกขบวนเข้ายื่นญัตติเชือดต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 20 มกราคมนี้

เวทีเปิดตะลุมบอน ก่อนปิดสมัยประชุมปลายเดือนกุมภาพันธ์

และก็ประกาศกันชัดๆแบบที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ระบุเป้าถล่มแบบจัดหนักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์

เบอร์หนึ่งฝ่ายบริหาร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เบอร์หนึ่งคุมตำรวจและความมั่นคง

ส่วนเป้าเชือดที่จับมัดเป็นพวงร่วมกับนายกฯประกอบด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มือเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

อ่านไต๋ได้ไม่ยาก เน้นเป้าทีมโควตาพิเศษของนายกฯ ไม่มีกองกำลัง ส.ส.อารักขา

โดยเฉพาะ “สมคิด-วิษณุ” พ่วงวาระแค้น ถล่มพวกแปรพักตร์ “นายใหญ่”

อย่างไรก็ตาม โฟกัสมันอยู่ตรงจุดกึ๊กๆกั๊กๆยึกยักๆให้กลายเป็นเครื่องหมายคำถาม กับคิวของ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ

ที่ได้รับการันตีจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกุนซือใหญ่ ทีมเชือด ทุบโต๊ะไม่มีการใส่ชื่อ พล.อ.ประวิตร ในบัญชีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อ้างไม่มีหลักฐานเด็ดพอที่จะลากเอามาขึงพืดได้

แต่อีกทาง นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย แกนนำรุ่นใหญ่พรรคเพื่อไทย ก็ยืนกรานยุทธศาสตร์ต้องถล่มทั้งหมด “พี่น้อง 3 ป.” ถ้าไม่ใส่ชื่อ พล.อ.ประวิตร ในบัญชีต้องตอบประชาชนให้ได้

แถมแฉมีการล็อบบี้ผ่านผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย แต่เชื่อว่าไม่ใช่ ร.ต.อ.เฉลิม

ยังไม่ทันอภิปรายรัฐบาล พรรคเพื่อไทยส่อไม่ไว้วางใจกันเอง

ที่สำคัญโดยอาการขัดลำในทีมเชือดพรรคเพื่อไทย มันก็ล้อกับอาการขบเหลี่ยมในทีมงาน “นายใหญ่” ที่กระฉอกออกมานอกพรรค ทั้งคิวฟัดกันระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม กับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง อาการไม่ลงรอยระหว่าง “เจ๊หน่อย” กับทีมของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สะท้อนสภาวะภายในทีมยุทธศาสตร์ดูไบแตกกันเละ

ลามไปถึง ส.ส.รุ่นใหม่ นัดเลี้ยงปีใหม่ แยกวงใครวงมัน

ว่ากันตามรูปการณ์ ฝ่ายค้านไปกันคนละทาง เกมเชือดสะเปะสะปะตั้งแต่เริ่ม

ทั้งๆที่ตามหลักการของการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนคาดหวังการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถึงแม้สุดท้ายเลย เสียงฝ่ายค้านจะเอาชนะไม่ได้ แต่ถ้ามีทีเด็ด การอภิปรายมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าฝ่ายบริหารทำงานทุจริต ผิดพลาด

เสียงประชาชนจะช่วยกดดันจนรัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลง

แต่ตรงกันข้าม ถ้าเวทีอภิปรายเป็นแค่การทำหน้าที่ตามสิทธิรัฐธรรมนูญที่ล็อกไว้ให้แค่นั้น

ฝ่ายค้านไม่มีทีเด็ด แค่หลอกด่าตีกินรัฐบาล

แถมยังส่อใช้คิวเชือดเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์ แบบที่ไม่ทันอภิปรายรัฐบาล ก็ไม่ไว้ใจกันเอง

ทำให้ประชาชนระแวง ฝ่ายค้านนั่นแหละที่เสียรังวัด.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์​ จันทร์โอชาฝุ่น PM 2.5สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้