สัญญาณไม่ค่อยจะดี?

“ปีหนูทอง”...ที่ว่ากันว่าเป็นปีแรงเห็นจะเป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ขนาดว่าแค่เริ่มต้นเดือนแรกก็พอเห็นภาพกันแล้ว

แรงจริงๆ...ให้ดิ้นตาย

แม้ปัญหาในสภาจะลงเอยไปได้ด้วยดีสามารถผ่านงบประมาณปี 63 ไปได้อย่างสบายๆ แต่ในเชิงบริหารประเทศดูท่าจะมีปัญหาไปรอบด้าน

มิหน่ำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติไล่ตามมาติดๆ ทั้งปัญหาฝุ่นพิษทั้งในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ ที่เริ่มมีหมอกควันปกคลุมไปทั้งเมือง

เมื่อปล่อยทิ้งปัญหาเอาไว้หนักเข้าๆก็เริ่มกลายเป็นภัยประจำปี เนื่องจากไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบหวังผลแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

พูดง่ายๆว่าแก้ผ้าเอาหน้ารอดเป็นคราวๆไปเท่านั้น

“ภัยแล้ง” อีกปัญหาหนึ่งซึ่งปีนี้มาเร็วมาแรงทั้งๆที่หนาวอยู่ดีๆกลับปรากฏเกิดความแห้งแล้งขึ้นมาฉับพลัน

น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ รวมถึงลำคลอง ลำห้วยในหลายจังหวัดแห้งขอดจนเห็นผืนดินที่ขาดน้ำแตกเป็นริ้วๆ

ปีนี้ทำท่าจะหนักหนาเอาการผู้ชำนาญการด้านน้ำถึงกับระบุว่าเป็น “มหาวิบัติแล้ง” ในรอบ 40 ปีจนทำให้ขาดน้ำไปค่อนประเทศ ไม่ใช่แค่น้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกินความไปถึงน้ำกินน้ำใช้อีกด้วย

น้ำทะเลก็ดันขึ้นจนเกิดผลทำให้เกิด “น้ำเค็ม” ผสมน้ำประปาบริโภคแทบไม่ได้หลายจังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และจังหวัดที่ไล่ขึ้นไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา

แค่ 2 เรื่องนี้ก็มาจากประเด็นเดียวกันคือ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นจริงเป็นจังเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารจัดการ

ต้องโทษรัฐบาลชุดนี้แหละ...เพราะว่าไปแล้วต้องไล่ไปตั้งแต่รัฐบาล คสช.จนมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันเวลา 5-6 ปีแล้ว ถือว่าเป็นความต่อเนื่องที่ยากจะปฏิเสธหากเริ่มต้นคิดเริ่มต้นทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ป่านนี้คงได้เห็นผลแล้ว

...

เวลา 5 ปีกว่าในยุค คสช.ที่มีอำนาจเต็มๆ ด้านหนึ่งอาจจะมีการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรมหลายเรื่องก็เป็นเรื่องจริงๆ อย่างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ อีอีซี

ทว่าปัญหาที่เป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศที่ควรจะแก้ไขอย่างจริงจังกลับไม่ได้ทำหรือไม่กล้าเข้าไปแตะต้องแม้แต่น้อย

นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ส่งผลมาถึงรัฐบาลชุดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้แต่การทุจริตคอร์รัปชัน แม้รัฐบาลชุดนี้จะไม่ค่อยมีข่าวในลักษณะนี้ แต่ในกระบวนการดำเนินการต่างๆก็เกิดปัญหา เพราะการดำเนินโครงการต่างๆก็ยังมีเรื่องซ้ำซากประมูลโครงการใหญ่ๆก็ยังมีตุกติกจนเดินหน้าไม่ได้

ทำให้เกิดความล่าช้าโดยใช่เหตุ เสียเวลาเสียโอกาสไปเปล่าๆปลี้ๆ

หรือจะพูดว่าทำมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้เกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ หรือผู้บริหารประเทศที่ประกาศชัดเจนตลอดเวลาต้องสุจริตโปร่งใส

คือไม่ได้ให้ราคาแม้แต่น้อย

การปฏิรูปตำรวจซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมคาดหวังอย่างมากก็ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเข้าไปแตะต้องวันนี้เหตุกำลังจะตามมาอีกแล้ว

ความขัดแย้งในวงการตำรวจเริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว อันสะท้อนปัญหาที่ยังดำรงอยู่แม้จะเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นนายกฯก็ตาม

กลัวว่าอีกไม่นานจะกลายเป็นมีอำนาจแต่บริหารไม่ได้... ทำนองนั้น!

“สายล่อฟ้า”