ข่าว
100 year

“เฉลิมชัย” ลุยปฏิรูปเกษตรทั้งระบบ มั่นใจปี 63 สร้างรายได้หลักให้ประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์3 ม.ค. 2563 15:48 น.
SHARE

“เฉลิมชัย” เดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ ชี้ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายทุกด้าน รวมถึงส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็น “ครัวของโลก”

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของกระทรวงเกษตรฯ ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้รับการจัดสรร 109,113.2650 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,535.4692 ล้านบาท งานพื้นฐาน 11,549.1760 ล้านบาท งานยุทธศาสตร์ 21,118.1321 ล้านบาท งานบูรณาการ (Agenda) 42,995.7680 ล้านบาท และงานพัฒนาพื้นที่ระดับภาค (Area) 7,914.7197 ล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 8-9 ม.ค.นี้

ดังนั้น จึงได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายทันทีที่ได้รับอนุมัติงบประมาณซึ่งทุกหน่วยวางแผนปฏิบัติการไว้พร้อมแล้ว โดยเริ่มที่การกำหนดเขตการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรจากแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือในการแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, สับปะรด และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนศึกษาสินค้าหรือกิจกรรมทางเลือกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ สนับสนุนมาตรการจูงใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเดิมไปปลูกพืชที่มีศักยภาพในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม พื้นที่เป้าหมาย 100,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังน้อมนำศาสตร์พระราชามาส่งเสริมเกษตรกรทำทฤษฎีใหม่ 354,614 ราย ที่เกษตรกรรมทางเลือก/เกษตรผสมผสาน 16,110 ราย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร 44,780 ราย รวมทั้งการผลิตพืชในระบบเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายสนับสนุน 3 ระดับคือ การรวมกลุ่ม ปัจจัยการปรับปรุงดิน และกระบวนการรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วม (PGS) 1,575 ราย พื้นที่ 15,750 ไร่ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ.2560-2565 เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ภายในปี 2565 ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area base) เช่น พื้นที่ใกล้โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล เพื่อเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิต

ที่สำคัญคือ มาตรการลด ละ เลิกการใช้สารเคมี โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรตามความจำเป็น และการใช้วิธีการกำจัดวัชพืชและป้องกันกำจัดโรคพืชโดยวิธีอื่น เช่น เครื่องจักรกลเกษตรและสารชีวภัณฑ์ การให้ความรู้กับเกษตรกรผ่านเวทีโครงการคลินิคเกษตรเคลื่อนที่ สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกี่ยวกับสารอินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ สนับสนุนการใช้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก พด. ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และมาตรการพัฒนาระบบปลูกพืชและเขตกรรม ดำเนินมาตรการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรแทนแรงงานเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรได้พัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร 4,700 ราย

ทั้งนี้ เมื่อได้ผลผลิตที่มีคุณภาพแล้วต้องส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการตลาด ระบบการขนส่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญ จะแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร กำหนดกรอบการจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ปี 2563-2565 เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มมาก การขยายช่องทางตลาดและจัดหาตลาดใหม่เพิ่มเป็นอีกประการที่จำเป็น จะใช้กลไกสหกรณ์ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์สินค้าจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ชื่อ “Co-op click” รวมถึงนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร สู่ไทยแลนด์ 4.0 ในการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาดที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตรเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ DGTFarm หรือ ดิจิทัลฟาร์ม ผ่านทาง www.dgtfarm.com และ อ.ต.ก. เดลิเวอรี่ ผ่านทาง www.ortorkor.com เปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากจะช่วยในเรื่องการเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัดจะเปิดตลาดการค้าสัตว์ปีกในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่ม

ส่วนสหภาพยุโรป คาดว่า ปริมาณการส่งออกสัตว์ปีกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 โดยสามารถส่งออกเนื้อไก่ได้รวม 970,770 ตัน มูลค่า 116,589 ล้านบาท ซึ่งแผนปฏิบัติการที่ดี ต้องมาจากฐานข้อมูลที่แม่นยำจึงจะจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data) และศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC) เพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลภาคการเกษตรอย่างครบวงจร ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งระบบฐานข้อมูลการเกษตรแห่งชาตินี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากการบูรณาการฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) และ Big Data ด้านสินค้าเกษตรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ประกอบในงานเชิงนโยบายและการกำหนดยุทธศาสตร์ของผู้บริหารภาครัฐในการการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ13 สินค้าประกอบด้วย ข้าว, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สับปะรดโรงงาน, มันสำปะหลังโรงงาน, อ้อยโรงงาน, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, ลำไย, เงาะ, มังคุด, ทุเรียน, มะพร้าว และกาแฟ สามารถเข้าใช้งานได้ที่ bigdata.oae.go.th โดยกำหนดให้สามารถใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2563

นายเฉลิมชัย ยังระบุต่อไปว่า สำหรับแนวทางทำให้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมให้แล้วเสร็จในปีนี้ ซึ่งศูนย์ Agritechในระดับภูมิภาค ร่วมกัน 6 ภาคี คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม, ภาคเกษตรกร, ภาควิชาการ และภาคเอกชน ซึ่งมีรูปแบบโครงสร้างเป็นแบบ 1 จังหวัด 1 ศูนย์ รวม 77 จังหวัด จะตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการคัดเลือก โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีรูปแบบเป็น Center Excellent เน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน รวบรวมช่างเกษตรและปราชญ์เกษตรซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ ดึง Smart Farmer และ Young Smart Farmer เข้าร่วม เสริมความรู้ e-commerce รวมถึงมาตรการ กฎระเบียบการรับรองต่างๆ เพื่อให้ก้าวสู่ศูนย์เกษตร 4.0 ในระดับภูมิภาคให้ได้ภายในปี 2563 นี้ และพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์หลักทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายการเกษตร องค์ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด แก่เกษตรกร ร่วมกับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน

“แผนปฏิบัติการทั้งหมดนี้ได้กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่าจะทำให้ภาคการเกษตรของไทยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้อีกอย่างน้อยร้อยละ 10 แม้ว่าต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเงินบาทแข็งค่า มั่นใจว่าปี 2563 เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น และภาคเกษตรจะเป็นหลักสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ”. 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เฉลิมชัย ศรีอ่อนกระทรวงเกษตรปฏิรูปภาคการเกษตรเกษตรกรSmart FarmerYoung Smart Farmer

Most Viewed